ตอนที่14 ตัวแทนนักเรียน
อย่างน้อยเธอจะได้มีโอกาสใกล้ชิดและมีเวลาดูแลลูกสาวของเธอ
ในคืนนี้ขณะยายแม่ และซ่งเย่กำลังเตรียมตัวเข้านอน
ซ่งเย่ถามแม่เธอเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิตของน้องชายตนเอง
“แม่คะเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายคะ?”
แม่เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจยาวและตอบว่า
“เฮ้อ.....ในคืนนั้นน้องชายของลูก ซ่งม่านคัง โมโหพ่อเลยวิ่งออกจากบ้านไปและถูกรถบรรทุกชนเข้า”
“ทะเลาะเื่อะไรกันคะ?” ซ่งเย่ขมวดคิ้วและถามเพิ่มเติม
“ซ่งจูหว่านน่ะสิไปบอกคุณปู่ว่าคังเอ๋อร์ทำชุดของเธอพัง ทำให้คุณปู่สั่งให้พ่อลงโทษคังเอ๋อร์แต่คังเอ๋อร์บอกว่าเขาไม่ได้ทำ พวกเขา
สองพ่อลูกเลยทะเลาะกันใหญ่ คังเอ๋อร์น้อยใจก็เลยวิ่งออกจากบ้านไป”
คำตอบของแม่เธอทำให้ซ่งเย่มีแววตาวาววับด้วยความโกรธแค้น
ซ่งจูหว่าน!!!
เธออีกแล้วหรือ?
ดูเหมือนว่าพวกเราจะมีบัญชีแค้นเพิ่มขึ้น
“แม่คะไปอยู่ด้วยกันนะคะ”ซ่งเย่ชวนอีกครั้ง
“ตกลงจ้ะแต่แม่ต้องจัดการเื่คุณตาและร้านนี่ก่อน”เส้าม่านเอ๋อเดิมพันกับการตัดสินใจครั้งสำคัญนี้
“ใช้เวลานานไหมคะ?”
“สัปดาห์หนึ่งน่าจะพอจ้ะ”ยายตอบแทนแม่
อันที่จริงยายเข้าใจความรู้สึกของลูกสาวตนเอง
แต่ในขณะเดียวกันก็เข้าใจสถานการณ์ของตระกูลซ่งเช่นกัน
พวกเขาไม่ต้อนรับเส้าม่านเอ๋อั้แ่ครั้งแรกที่ลูกสาวและลูกเขยยืนยันที่จะแต่งงานกัน
เป็เพราะว่าครอบครัวของเธอเป็แค่อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมดา
ไม่ใช่นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและร่ำรวยมากมาย
อย่างไรก็ตามตระกูลซ่งไม่รู้ว่าครอบครัวของพวกเธอมีความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
เส้าจ้านเป็จิตรกรและอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง สามารถวาดภาพสะกดจิตคนจำนวนมากได้
ม่อฮวาเป็จิตรกรและอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเดียวกันและสามารถวาดภาพสื่อสัญลักษณ์ได้
เส้าม่านเอ๋อลูกสาวคนเดียวของพวกเขา กลับไม่มีความสามารถพิเศษด้านจิตรกรรมเลยแม้แต่น้อย
รวมไปถึงหลานชายที่เสียชีวิตไปแล้วเด็กชายก็ไม่มีความสามารถด้านขีดเขียนและจิตรกรรมเลย
ม่อฮวาสังเกตและแอบสำรวจซ่งเย่ว่าเธอจะมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง?!
..........
ซ่งเย่และหลิวเย่เดินทางกลับถึงเมืองกรีนในตอนเย็นวันอาทิตย์
พวกเธอมีนัดมารับตายายและแม่ในวันหยุดสัปดาห์หน้า
หลิวเย่หยุดรถหน้าวิลล่าตระกูลซ่งและหันมาถามเธอว่า
“สาวน้อยถ้ามีอะไร? มาหาผมได้ตลอดเวลานะครับ”
เขาเป็ห่วงความรู้สึกของเธอที่ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในครอบครัว
“ขอบคุณค่ะ”ซ่งเย่ไม่ได้กังวลใจอะไร
หากพ่อของเธอมีความกล้าหาญมากพอ!
การย้ายออกจากวิลล่านี้หรือจะแยกครอบครัวมันไม่เป็ปัญหาสำหรับเธอเลย
เมื่อซ่งเย่ก้าวเข้าไปในวิลล่าตระกูลซ่งเธอพบกับสายตาขุ่นเคืองและเยาะเย้ยจากหลายคนในห้องโถงรับรองแขก
“มาแล้วเหรอแม่ตัวดี!”เสียงแหลมของหญิงชราเว่ยผิงดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ไปไหนมาล่ะ? ปล่อยให้พ่อตัวเองมาเผชิญปัญหาคนเดียว”หญิงชรายังคงพ่นคำพูดที่ไม่น่าฟังอีก
“ไปหาแม่มาค่ะ”ซ่งเย่ตอบตามตรง
“คุณแม่คะก็ม่านเอ๋อเป็แม่ของซ่งเย่นี่คะ” เสียงท้วงติงคล้ายเหน็บแนมในทีของไป๋จูซีดังขึ้น
“ฮึ! ไปหาคนน่ารังเกียจเหมือนกัน!” เสียงน่ารำคาญของหญิงชราดังขึ้นอีก
ซ่งเย่กำหมัดแน่นด้วยความโมโหที่หญิงชราด่าแม่ของตน!
เธอลอบปล่อยพลังซาเซินจากแรงดีดของนิ้วมือพุ่งเข้าใส่ขาเก้าอี้ข้างหนึ่งที่เว่ยผิงนั่งอยู่
“โอ๊ย!”พลันขาเก้าอี้ข้างหนึ่งหักทันทีและหญิงชราล้มลงกระแทกพื้นทันใด
“โอ๊ะ! คุณแม่!”ไป๋จูซีอุทานด้วยความใ
“โอ๊ะ! ยายแก่เป็ยังไงบ้าง?” ชายชราซ่งซ่านโจวรีบเข้าไปประครองภรรยาตนเอง
“คุณแม่ เจ็บไหมครับ?” ซ่านเจ๋อตื่นใและคุกเข่าช่วยพ่อตนเองประครองแม่
“คุณย่าคุณย่าเจ็บตรงไหนบ้างคะ?”เสียงหวานอุทานอย่างใ
“.....”ซ่งเย่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยโดยไม่มีใครมองเห็น
ทุกคนวุ่นวายอยู่กับการช่วยเหลือหญิงชราที่มีรอยฟกช้ำที่แขนและสะโพกที่หล่นกระแทกลงพื้นอย่างแรง
เสียงดังทำให้ซ่งซ่านจิงที่กำลังเก็บข้าวของบนห้องนอนชั้นสองวิ่งออกมาดู
เขามองเห็นลูกสาวตัวเองส่ายหัวเบาๆคล้ายจะบอกว่าไม่ต้องมายุ่ง
“.....”ซ่านจิงยืนดูสถานการณ์ครู่หนึ่ง
เมื่อเขาเห็นว่าแม่ของตนเองได้รับความช่วยเหลือจากพ่อพี่ชายและพี่สะใภ้แล้ว
ซ่งซ่านจิงจึงหันหลังกลับไปเก็บของในห้องนอนต่อไป
ในเวลานี้ทุกคนวุ่นวายอยู่กับอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด
ทำให้พวกเขาไม่มีเวลามาสนใจกับซ่งเย่อีก
เธอเดินขึ้นบันได้ไปเก็บของในห้องนอนของตนเองทันที
เวลา 19.00 น.ทุกคนในตระกูลซ่งทานอาหารเย็นด้วยกัน
และทุกคนดูเหมือนจงใจลืมซ่งซ่านจิงและซ่งเย่
เมื่อพวกเขาทานอาหารเสร็จเรียบร้อย
ทันใดนั้นแม่ครัวหลี่เดินเข้ามาหาชายชราซ่งซ่านโจวและพูดขึ้นมาว่า
“นายท่านซ่ง ฉันขอลาออกั้แ่วันพรุ่งนี้นะคะ”
หญิงชราเว่ยผิงที่อารมณ์ไม่ดีและเจ็บตัวพลันพูดเสียงดัง“อะไรกัน? จะลาออกทำไมเพิ่งมาบอกกันตอนนี้?”
“เกิดอะไรขึ้น?” ชายชรางุนงงที่แม่ครัวขอลาออกกะทันหัน
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะนายท่านซ่งฉันแค่อยากเปลี่ยนงานบ้างน่ะค่ะ” แม่ครัวหลี่ไม่กล้าบอกเหตุผลที่แท้จริง
“ในเมื่อแม่ครัวหลี่มีความจำเป็ก็ให้เธอไปเถอะค่ะคุณแม่” ไป๋จูซีที่ไม่ค่อยชอบแม่ครัวหลี่นักได้พูดสนับสนุน
“นั่นสิคะคุณย่าแม่ครัวหลี่อาจจะอยากทำงานที่เงินเดือนสูงมากกว่านี้”ซ่งจูหว่านกล่าวเสริมแม่ตนเอง
“เฮ้อ! จะออกก็ตามใจพรุ่งนี้เช้าค่อยมารับเงินเดือนของเดือนนี้ก็แล้วกัน”ชายชราพูดพลางถอนหายใจเล็กน้อย
“เห็นว่าลุงโจวจะออกด้วยนะคะนายท่านซ่ง”แม่ครัวหลี่เกริ่นนำให้กับลุงโจวก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาในห้อง
เมื่อทุกคนมองเห็นลุงโจวและแม่ครัวหลี่จะลาออกพร้อมกัน
พลันซ่งซ่านเจ๋อที่นิ่งเงียบอยู่นานได้โวยวายขึ้นมาทันที
“อะไรกัน? จะไปกันหมดแบบนี้แล้วจะหาคนทำงานแทนได้ทันอย่างไร?”
“อาโจว อาหลี่พวกเธอเป็อะไรกันหมด?”ชายชราเอ่ยถามด้วยความแปลกใจที่พบว่าพวกเขาลาออกพร้อมกัน
“ไม่มีอะไรเป็พิเศษหรอกครับนายท่านซ่งพวกเราแค่อยากลองเปลี่ยนงานดูน่ะครับ”
ลุงโจวยืนยันเหตุผลเหมือนกับแม่ครัวหลี่
“ใครอยากไปก็ไปให้หมด!” หญิงชราเอ่ยด้วยความหงุดหงิดและโมโห
“เฮ้อ! ใครจะลาออกก็มารับเงินเดือนกับอาซีก็แล้วกัน”ชายชราพูดเสียงสั่นเล็กน้อย
เขารู้สึกสังหรณ์ใจพิกลว่าหากลูกชายคนรองแยกออกไปแล้ว
สถานการณ์ภายในตระกูลซ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่ในตอนนี้ที่พวกเขาตัดสินใจแยกครอบครัวและทรัพย์สินกันอย่างชัดเจนแล้ว
มันไม่สามารถถอยหลังกลับคืนไปได้
ชายชราเดินไหล่ตกไปประครองหญิงชราขึ้นห้องนอน
อย่างน้อยก็โชคดีที่ภรรยาตนเองไม่าเ็อะไรมากนัก
มีแค่รอยฟกช้ำเล็กน้อยบริเวณแขนและสะโพก
ชายชราขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่ขาเก้าอี้หักโดยไม่ทราบสาเหตุ
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
หรือว่าคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์ต่ำเกินไป
..........
ทางด้านซ่งซ่านจิงที่เก็บของจนถึงเวลา20.30 น.
เขาพลันนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้ทานข้าวเย็นและตระกูลซ่งเองก็ไม่มีใครมาเรียกไปทานข้าว
“เฮ้อ! พวกคุณใจดำจังเลย”
แต่เมื่อเขานึกถึงซ่งเย่ซ่านจิงเป็ห่วงลูกสาวตัวเองทันทีว่าทานข้าวหรือยัง
จึงไปเคาะประตูหน้าห้องของซ่งเย่
“พ่อมีอะไรหรือคะ?” ซ่งเย่เปิดประตูถามพ่อด้วยความแปลกใจ
“เย่เอ๋อร์ลูกทานข้าวเย็นหรือยังครับ?”ซ่านจิงถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ
“ยังค่ะแล้วพ่อทานแล้วหรือยังคะ?”ซ่งเย่นึกขึ้นมาได้ว่าตนเองไม่ได้ไปถามพ่อเหมือนกัน
“ยังครับลูกหิวข้าวไหม เดี๋ยวพ่อไปซื้อมาให้ครับ” ซ่านจิงยิ้มเล็กน้อยด้วยความเขินอายและถามเธอเสียงเบา
“พวกเราไปทานที่บ้านหลิวเย่กันเถอะค่ะ”ซ่งเย่ไม่ได้คิดอะไรมากกับหลิวเย่
เธอจำคำพูดของเขาได้จึงบอกพ่อโดยตรง
“มันดึกแล้วจะไปรบกวนเขาได้อย่างไรครับ?” พ่อเธอพูดอย่างเกรงใจ
“ไปกันเถอะค่ะ”ซ่งเย่ไม่รีรอ เธอเดินนำพ่อโดยตรงและให้พ่อขับรถออกไปจากวิลล่าของตระกูลซ่ง
จากนั้นพวกเขาขับรถยนต์ตรงไปยังวิลล่าของหลิวเย่
เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปก็พลันได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาจนทำให้ท้องของซ่งเย่ส่งเสียง“โครกคราก”
“เข้ามาทานข้าวได้แล้วครับลุงซ่ง ซ่งเย่” หลิวเย่ส่งเสียงเรียกพ่อและเธอ
“พวกเรามารบกวนดึกเลยเสี่ยวเย่”ซ่านจิงพูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“ไม่มีปัญหาเลยครับลุงซ่งมาได้ตลอดเวลาครับ” หลิวเย่พูดอย่างเป็กันเอง
ั้แ่พวกเขาสามคนทำงานด้วยกันทำให้เกิดความสนิทสนมเพิ่มมากขึ้น
หลิวเย่ที่มีความสามารถพิเศษในการได้ยินระยะไกล
และวิลล่าของตระกูลซ่งก็อยู่ในระยะการได้ยินของเขา
เมื่อเขาได้ฟังการสนทนาของสองพ่อลูกที่ชวนกันมาทานข้าวบ้านของเขา
ทำให้เขารีบเตรียมอาหารทันทีและเสร็จทันก่อนที่สองพ่อลูกจะมาถึงบ้านของเขา
“อืม เสี่ยวเย่ทำอาหารอร่อยมากเลย”ซ่านจิงเอ่ยชื่นชมหลิวเย่อย่างจริงใจ
“ซ่งเย่ล่ะครับ”หลิวเย่กำลังลุ้นคำตอบจากสาวน้อยของเขา
“ดีค่ะ”ซ่งเย่ตอบตามตรงว่ามันรสชาติดี
หลิวเย่ยิ้มกว้างทันทีเพราะคำตอบของสาวน้อยดีกว่าครั้งก่อนนั้น
หลิวเย่ถามสถานการณ์ของสองพ่อลูก“เก็บของหมดแล้วหรือครับลุงซ่ง?”
“หมดแล้วมันไม่มีอะไรมาก พวกเราเอาเฉพาะของใช้ส่วนตัวเท่านั้นครับ” ซ่านจิงพยักหน้าตอบรับ
“ให้ผมหาคนไปช่วยขนไหมครับ?”หลิวเย่รีบแสดงน้ำใจช่วยว่าที่พ่อตาทันที
“ไม่เป็ไรเสี่ยวเย่มีของเล็กน้อยเท่านั้น ใส่รถคันเดียวหมด มันไม่มีอะไรมากมาย”ซ่านจิงโบกมือปฏิเสธเขาทันที
“โอเคครับ”หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจ
หลังจากทานอาหารอิ่มแล้วหลิวเย่กล่าวขึ้นว่า
“ผมว่าวันนี้ยังไม่ต้องทำงานหรอกครับลุงซ่งกับซ่งเย่ไปพักผ่อนเถอะครับ”
เขาเป็ห่วงว่าว่าที่พ่อตากับสาวน้อยจะเหนื่อยเกินไป
สองพ่อลูกตกลงดังนั้นพวกเขาจึงขับรถกลับวิลล่าตระกูลซ่งเพื่อพักผ่อน
..........
เวลา 04.00 น.ซ่งเย่แต่งกายชุดกีฬาสะพายกระเป๋าเป้และถือกล่องหนึ่งใบ
สำหรับข้าวของอื่นๆเธอได้นำมาให้พ่อตนเองั้แ่เมื่อคืนแล้ว
และได้บอกกับพ่อไว้แล้วว่ารุ่งเช้าจะไปออกกำลังกายและนำของใช้ที่เหลือออกไปด้วย
ดังนั้นเมื่อซ่งเย่วิ่งเหยาะๆมาถึงหน้าวิลล่าของหลิวเย่
เธอนำกระเป๋าเป้และกล่องกระดาษมาวางไว้ที่ห้องโถง
และพลันเห็นหลิวเย่ใส่ชุดกีฬาเดินลงบันไดมาพอดี
“สาวน้อยเก็บของไว้ที่นี่ก่อนครับ ถึงยังไงพวกเราต้องกลับมาทานข้าวที่นี่อยู่แล้ว”
หลิวเย่พูดอย่างเข้าใจกับท่าทีของเธอ
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจอย่างเป็ธรรมชาติ
หลิวเย่และซ่งเย่วิ่งเคียงคู่ออกไปด้วยกัน
พวกเขาทั้งคู่อบอุ่นร่างกายด้วยการวิ่งรอบสวนสาธารณะ10 รอบ
และเลือกมุมสงบที่เดิมเพื่อฝึกทักษะการต่อสู้ที่หลิวเย่สังเกตว่าสาวน้อยของตนเองชอบมาก
การปะทะกันของพวกเขารุนแรงและมีเสียงดังมากขึ้นกว่าครั้งก่อน
หลิวเย่ประหลาดใจทุกครั้งที่พบว่าพัฒนาการของเธอก้าวะโอย่างรวดเร็วเกินคนทั่วไป
ซ่งเย่ซัดพลังหมัดที่ใส่แรงเต็มเหนี่ยวเมื่อพบว่าหลิวเย่รองรับพลังโจมตีของเธอได้
เธอตื่นเต้นที่พบว่าตนเองกำลังเข้าสู่ความแข็งแกร่งในระดับที่3 แล้ว
“หมดเวลาแล้วครับ”เสียงของหลิวเย่ขัดจังหวะอารมณ์ตื่นเต้นและพลุ่งพล่านของเธอ
“ค่ะ”ซ่งเย่หยุดการต่อสู้กับเขาทันที
จากนั้นพวกเขาวิ่งเหยาะๆกลับวิลล่าของหลิวเย่
เมื่อทานอาหารเช้าด้วยกันเสร็จแล้ว
หลิวเย่ไปส่งเธอที่โรงเรียนเนื่องจากซ่งเย่บอกกับพ่อตนเองไว้แล้ว
..........
ในห้องเรียนที่สามมีความวุ่นวายเกิดขึ้น
เนื่องจากวันนี้จะมีการทดสอบกรณีพิเศษ
เพื่อคัดเลือกนักเรียนไปเป็ตัวแทนแข่งขันในระดับเมืองจังหวัด และประเทศ
แข่งขันสำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ที่สำคัญนั่นคือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา
สถานที่สอบของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งคือห้องประชุมของโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ระหว่างโรงอาหารและอาคารกีฬา
ปรากฏว่ามีนักเรียนที่เข้ารับการสอบมากถึงแปดสิบคน
แบ่งเป็แปดแถวๆละสิบคน
ที่นั่งของซ่งเย่อยู่ด้านหลังสุดและเมื่อเธอนั่งลงพลันมองเห็นซ่งจูหว่านที่นั่งอยู่แถวกลางได้หันมามองเธอ
ซ่งจูหว่านมองซ่งเย่และขมวดคิ้วอย่างกังวล
เป็เพราะว่าเธอรู้คะแนนสอบของซ่งเย่จากหรูเพ่ยเพ่ยเมื่อวันก่อน
ทำให้เธอไม่มั่นใจในตนเองแต่เธอจะพยายามทำให้ดีที่สุด
เพราะถึงอย่างไรโชคชะตาของซ่งเย่จะต้องไม่ดีมากไปกว่าเธอ
และยิ่งตอนนี้ที่ซ่งเย่และพ่อของเธอแยกครอบครัวออกไปแล้ว
ผู้หญิงที่ควรเป็คุณหนูของตระกูลซ่งจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นคือ ซ่งจูหว่าน
“ใกล้จะถึงเวลาสอบแล้วเตรียมตัวให้พร้อมทุกคน พวกเธอมีเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ตั้งใจทำข้อสอบให้ดี”
เสียงของผู้อำนวยการกงฝานที่มาควบคุมการทดสอบกรณีพิเศษนี้กำชับนักเรียนทุกคนเสียงเข้ม
อาจารย์ที่เป็กรรมการคุมสอบอีกสี่คนช่วยกันแจกคำถามและกระดาษคำตอบให้กับนักเรียน
แต่เมื่อมาถึงที่นั่งของซ่งเย่
อาจารย์ทั้งสี่คนได้มาส่งแบบทดสอบให้กับเธอทุกคน!
สร้างความแปลกใจและงุนงงให้กับนักเรียนที่นั่งแถวเดียวกับเธอและมองเห็นการกระทำของอาจารย์ทั้งสี่คนนั้น
มีเสียงซุบซิบแ่เบาดังขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมซ่งเย่ถึงได้ทำทั้งสี่วิชา!”
“เธอจะทำทันตามเวลาได้อย่างไร?”
“โอ้นี่แสดงว่าเธอจะเข้าร่วมแข่งขันทั้งสี่วิชาเหรอ?”
“เธอคิดว่าตัวเองเก่งนักหรือยังไง?”
“กริ๊ง กริ๊งกริ๊ง” เสียงกริ่งบอกเริ่มสัญญาณทำแบบทดสอบ
ในเวลานี้นักเรียนทุกคนต่างก้มหน้าขีดเขียนกันอย่างเต็มที่
แต่ปรากฏว่านักเรียนหลายคนขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจที่พบว่าแบบทดสอบยากกว่าปกติ
ซ่งเย่ไม่ได้สนใจรอบข้างแต่อย่างใด
เธอลงมือขีดเขียนอย่างรวดเร็วเนื่องจากโจทย์ไม่ยากและเธอสามารถแก้ไขมันได้อย่างง่ายดาย
เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงพลันมีเสียงกริ่งบอกหมดสัญญาณ“กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง”
ซ่งจูหว่านที่เห็นซ่งเย่กำลังขีดเขียนต่อโดยไม่สนใจเสียงกริ่งเลย
เธอจึงบอกกับผู้อำนวยการกงฝานโดยตรงว่า
“ผู้อำนวยการกงคะซ่งเย่ทำไมไม่หยุดเขียนและส่งแบบทดสอบคะ?!”
เสียงหวานใสของเธอเรียกความสนใจจากนักเรียนคนอื่นที่กำลังเดินออกจากห้องประชุมให้หันกลับมามองซ่งเย่
“ไม่เป็ไรครับซ่งเย่ต้องทำแบบทดสอบสี่ชุดน่ะ”
คำตอบของผู้อำนวยการกงเหมือนสายฟ้าฟาดใส่ซ่งจูหว่าน
เธอพูดขึ้นอย่างใว่า“อะไรนะคะ? ทำสี่ชุด!”ซ่งจูหว่านกำมือแน่นจนเล็บจิกผิวเนื้อนุ่มของฝ่ามือ
“ใช่ครับดังนั้นเธอจะมีเวลาโดยปกติคือสี่ชั่วโมง” ผู้อำนวยการกงยังคงมีน้ำเสียงผ่อนคลาย
แต่คำตอบของเขาทำให้ใบหน้าของซ่งจูหว่านบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยา
เธอพูดอย่างโกรธแค้นในใจว่า“ขอให้ซ่งเย่ทำข้อสอบไม่ผ่านทั้งหมด!”
นักเรียนคนอื่นๆที่เห็นว่าซ่งเย่ได้ทำแบบทดสอบสี่ชุดต่างพากันสงสัย
มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะรู้ข้อมูลของห้องสามและพากันลุ้นกับผลการทดสอบของซ่งเย่
แต่ส่วนใหญ่พวกเขาล้วนแล้วแต่อิจฉาริษยาเธอ
“คอยดูแล้วกันว่าเธอจะทำได้ไหม?”
“ฉันว่าเธอโอ้อวดเสียมากกว่า”
“ก็รอดูคะแนนที่จะออกมาแล้วกัน”
“ฮึ! อวดเก่ง!”
สองชั่วโมงผ่านไป
ซ่งเย่วางปากกาและรวบรวมแบบทดสอบทั้งคำถามและคำตอบทั้งหมด
จากนั้นเดินตรงไปส่งอาจารย์ที่ตอนนี้คงเหลือเพียงอาจารย์อู๋คนเดียว
“เสร็จแล้วหรือครับ?”อาจารย์อู๋ถามขึ้นด้วยความห่วงใยเพราะตามจริงแล้วซ่งเย่มีเวลาทำแบบทดสอบถึงสี่ชั่วโมง
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับตามตรง
“โอเคครับกลับห้องเรียนได้แล้ว พรุ่งนี้ผู้อำนวยการกงจะติดประกาศผลคะแนนที่หน้าบอร์ดประชาสัมพันธ์และฟอรัมโรงเรียน”อาจารย์
อู๋อธิบายการแจ้งผลทดสอบ
“เข้าใจแล้วขอบคุณอาจารย์ค่ะ” ซ่งเย่ขอบคุณและเดินตรงไปยังห้องเรียนทันที
นักเรียนในห้องสามที่เห็นซ่งเย่กลับมาเรียนต่างพากันส่งเสียงฮือฮาที่พบว่าเธอกลับมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
“ซ่งเย่ ทำได้ไหมจ๊ะ?” ซูฉีถามเธอด้วยความห่วงใย
“ทำได้จ้ะ”ซ่งเย่ตอบตามจริง
หรูเพ่ยเพ่ยหันหลังมาจ้องมองซ่งเย่ด้วยความอิจฉาริษยา
ซ่งเย่ไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว
เธอเปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อค้นหาวิธีรักษาคุณตาของเธออย่างเงียบๆ