แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องทะลุผ่านซุ้มประตูหินแกะสลักลวดลายัคู่ทรงพลังของตระกูลลู่ ขบวนองครักษ์เงาต่างพากันเดินกะเผลกกลับเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ทิ้งรอยเืแห้งกรังเป็ทางยาวบนพื้นดินอัดแน่น เสียงซุบซิบกระสับกระส่ายดังขึ้นทันทีจากบรรดาศิษย์ที่กำลังฝึกฝนยุทธ์อยู่ในลานกว้างหน้าเรือนใหญ่
"นั่นมัน... ลู่เฟิง หัวหน้าองครักษ์เงาเชียวหรือ เหตุใดจึงมีสภาพย่ำแย่ถึงเพียงนั้น" ศิษย์คนหนึ่งพึมพำพลางตื่นตระหนก
"ดูสิ คนที่เดินตามหลังมา... ไม่ใช่ลู่เฉิน ขยะประจำตระกูลหรอกหรือ" ศิษย์อีกคนเอ่ยแทรกด้วยน้ำเสียงฉงน
เสียงพึมพำกระเส่าแผ่ขยายแทรกซึมไปทั่วทั้งลานกว้าง ทุกสายตาต่างจับจ้องมายังเด็กหนุ่มร่างผอมบางในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่นที่เดินตามหลังขบวนองครักษ์ด้วยท่วงท่าวางตนสงบนิ่ง ไร้ซึ่งร่องรอยความย่อท้อ ไม่มีผู้ใดเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดคนที่เคยถูกเหยียดหยามว่าเป็เศษขยะไร้ค่ามาตลอดชีวิต ถึงได้กล้าก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้ามาด้วยสีหน้าไร้ความหวาดเกรงเพียงนี้
ลู่เฉินหาได้ใส่ใจเสียงซุบซิบนินทารอบข้าง สายตาคมกริบของเขามุ่งตรงไปยังเรือนหลักที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ใจกลางหมู่บ้าน หลังคาทรงโค้งประดับด้วยกระเบื้องสีดำขลิบทองอย่างประณีต อันเป็ที่พำนักของบรรดาผู้าุโสายหลัก
ถังหว่านเอ๋อร์เดินตามอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว มือเรียวของนางยังคงกำขวดยาสมุนไพรไว้แน่น ดวงตากวาดมองไปรอบบริเวณด้วยความกังวลใจ นางไม่คุ้นเคยกับสถานที่อันเปี่ยมด้วยบรรยากาศกดดันเช่นนี้ และไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าชะตากรรมของเด็กหนุ่มผู้ที่นางเคยช่วยชีวิตไว้จะจบลงเช่นไรในแดนศัตรูแห่งนี้
"เชิญ" ลู่เฟิงหันมาบอกด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง ก่อนจะนำทางเข้าสู่เรือนหลัก
ภายในโถงกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยเสาไม้เนื้อดีแกะสลักลวดลายัพันเสาอย่างตระการตา แสงเทียนจากตะเกียงหยกสาดส่องสว่างไสวทั่วบริเวณ พร้อมกลิ่นธูปหอมอบอวลที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ตรงกลางโถงมีเก้าอี้หินแกรนิตสลักตั้งอยู่บนแท่นยกสูง ลู่เจิ้งไทนั่งขัดสมาธิรอคอยอยู่ก่อนแล้ว ดวงตาที่เคยหลับปรือพลันลืมโพลงขึ้นทันทีที่เห็นร่างของลู่เฉินก้าวเข้ามา
"พวกเ้าทั้งหมด จงปล่อยให้ข้ากับเด็กคนนี้คุยกันตามลำพัง" ลู่เจิ้งไทออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
องครักษ์เงาทั้งหมดประสานมือคำนับก่อนจะค่อยๆ ถอยออกไปจากโถงอย่างรู้หน้าที่ เหลือทิ้งไว้เพียงลู่เฉินและถังหว่านเอ๋อร์ที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่กลางโถงกว้าง
"นางผู้นี้อยู่ด้วยได้หรือไม่" ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ลู่เจิ้งไทเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พินิจพิจารณาถังหว่านเอ๋อร์ั้แ่หัวจดเท้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "ได้ แต่ห้ามเอื้อนเอ่ยสิ่งใดแทรกขึ้นมาเป็อันขาด"
ถังหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากแน่น แต่นางก็ยอมถอยไปยืนสงบสติอารมณ์อยู่มุมหนึ่งของโถงอย่างเงียบเชียบ
"เด็กหนุ่ม..." ลู่เจิ้งไทเอ่ยขึ้น น้ำเสียงที่เคยเ็าพลันแฝงความสนใจรุนแรงจนแทบปิดบังไว้ไม่อยู่ "เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนนี้เ้าได้ก่อเื่อะไรลงไป"
"ข้าเพียงแค่ปกป้องตนเอง" ลู่เฉินตอบกลับสั้นๆ
"ปกป้องตนเองอย่างนั้นหรือ" ลู่เจิ้งไทหัวเราะแหบแห้งในลำคอ "เ้าซัดหัวหน้าองครักษ์เงาผู้มีวรยุทธ์ระดับก่อตั้งรากฐานขั้นกลางจนาเ็สาหัส ทั้งที่ตัวเ้าเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ถูกมองว่าไร้พลังปราณ และเพิ่งเปิดเส้นชีพจรได้ไม่ถึงหนึ่งวันเต็ม เื่นี้หาใช่การปกป้องตนเองธรรมดาไม่"
ลู่เจิ้งไทลุกขึ้นจากเก้าอี้หิน ค่อยๆ ก้าวลงจากแท่นยกสูงอย่างเชื่องช้า สายตาคมกล้าจับจ้องไปที่แผ่นหลังของลู่เฉินอย่างไม่คลาดสายตา
"ให้ข้าตรวจดูโครงสร้างกระดูกสันหลังของเ้าหน่อยจะได้หรือไม่"
ลู่เฉินขยับตัวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ เสียงเตือนภัยในจิตใจดังก้องขึ้นอย่างระมัดระวัง
"เพื่อเหตุใดกัน"
"เพื่อยืนยันสิ่งที่ข้าเฝ้าสงสัยมาเนิ่นนาน" ลู่เจิ้งไทตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ตระกูลลู่ของเรามีตำนานเก่าแก่ที่สุดเล่าขานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ว่าครั้งหนึ่งบรรพบุรุษของเราเคยสมบัติล้ำค่าอันหาที่สุดมิได้ สิ่งนั้นถูกเรียกว่า 'ไผ่ดำา' มันคือกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถหลอมรวมเข้ากับกระดูกของมนุษย์ แล้วแปรเปลี่ยนเป็กระบี่บินไร้เทียมทาน ทว่าสมบัติชิ้นนั้นกลับสูญหายไปพร้อมกับบิดามารดาของเ้าในหุบเขาต้องห้ามเมื่อสิบหกปีก่อน"
ลู่เฉินสะดุ้งวูบ ดวงตาขยายกว้างขึ้นด้วยความตื่นตะลึง "ท่านหมายความว่า... บิดามารดาของข้า—"
"บิดาของเ้าคือ ลู่เทียนหาง อัจฉริยะและศิษย์เอกแห่งตระกูลลู่สายหลักในยุคนั้น" ลู่เจิ้งไทเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตาเริ่มปรากฏประกายโหยหาอดีต "เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตเข้าไปในหุบเขาหมอกทมิฬเพื่อแสวงหาไผ่ดำาตามตำนานโบราณ แล้วเขาก็สาบสูญไปพร้อมกับภรรยาของเขา โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชะตากรรมที่แท้จริงอีกเลย จนกระทั่งเมื่อคืนนี้... ที่เ้าได้ปลดปล่อยพลังแปลกประหลาดนั่นออกมา"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโถงใหญ่ ลู่เฉินยืนนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นระสับจนได้ยินเสียงเืยังคงฉีดฉีดอยู่ในหัว เขาไม่เคยรับรู้เื่ราวของบิดามารดามาก่อน รับรู้ เพียงแค่ว่าตนเองเป็เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งมาั้แ่จำความไม่ได้ และคนในตระกูลก็ไม่เคยเอ่ยถึงเื่นี้ให้ได้ยินแม้แต่น้อย
"ท่านปิดบังเื่นี้จากข้ามาตลอดสิบหกปี" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า แฝงความแค้นเคืองที่สะสมมาเนิ่นนาน
"ข้ามิได้ตั้งใจปิดบัง เพียงแต่ในยามนั้นไม่มีหลักฐานใดมายืนยันได้ว่าเ้าคือทายาทที่แท้จริงของสายเืนั้น" ลู่เจิ้งไทตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นโดยไม่ยอมอ่อนข้อ "ตระกูลลู่สายสาขามีเด็กกำพร้านับสิบคน ข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าผู้ใดคือบุตรชายของลู่เทียนหาง จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ ที่กระดูกสันหลังของเ้าปลดปล่อยแสงสีดำอันลึกลับออกมา ข้าจึงได้มั่นใจอย่างแน่แท้"
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าวหนึ่ง น้ำเสียงปรับเปลี่ยนเป็นุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด
"เฉินเอ๋อร์... แท้จริงแล้วเ้าคือหลานแท้ๆ ของตระกูลลู่สายหลัก หาใช่เพียงศิษย์สายสาขาไร้ค่าอย่างที่ผู้อื่นตราหน้าไม่ ข้ายินดีจะมอบทรัพยากรทุกอย่างให้เ้าได้ฝึกฝน ทั้งยาลูกกลอนบำรุงวิเศษ ตำราวิชาขั้นสูง แม้กระทั่งตำแหน่งสำคัญในตระกูล ข้าก็พร้อมจะมอบให้ ขอเพียงเ้ายินยอมให้ความร่วมมือกับข้าเพียงเื่เดียวเท่านั้น"
"เื่อันใด" ลู่เฉินถามด้วยน้ำเสียงระแวงสงสัย
"ยินยอมให้ข้าได้ศึกษาโครงสร้างกระดูกไผ่ดำาในร่างของเ้า เพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของตระกูลเรา" ลู่เจิ้งไทเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับประกายความโลภโมโทสันแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ถังหว่านเอ๋อร์ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่มุมโถงกำมือแน่น นางเห็นแววตาอันน่าเกรงกลัวนั่นได้อย่างชัดเจน และััได้ถึงอันตรายใหญ่หลวงที่แฝงอยู่เื้ัคำกล่าวอ้างอันไพเราะ
ลู่เฉินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ในใจของเขาชั่งน้ำหนักสถานการณ์อย่างรวดเร็วและรอบคอบ หากปฏิเสธออกไปตรงๆ ในยามนี้ คงไม่พ้นถูกมองว่าเป็ศัตรูและโดนกักขัง แต่หากยินยอมรับคำโดยง่าย ก็เสี่ยงเกินไปที่จะให้ผู้อื่นมาล่วงรู้ความลับของกระบี่แม่และอักขระโบราณในร่างกาย
"ข้ายินดีจะพำนักอยู่ในตระกูลสายหลัก และรับใช้ตระกูลตามสมควร" เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น โดยเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวังที่สุด "แต่เื่การตรวจสอบกระดูกสันหลังของข้านั้น ข้าขอเวลาฝึกฝนและควบคุมพลังของมันให้คล่องแคล่วเสียก่อน หากเปิดเผยความลับยามที่ข้ายังไม่อาจบังคับมันได้เต็มร้อย อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติมากกว่าประโยชน์"
คำตอบอันชาญฉลาดนั้นทำให้ลู่เจิ้งไทเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขามองลึกลงไปในดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะก้องออกมาอย่างคาดไม่ถึง
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก! เด็กหนุ่มที่เพิ่งเบิกเส้นชีพจรได้เพียงวันเดียว กลับรู้จักการเจรจาต่อรองกับข้าเสียแล้ว" เขาส่ายหน้าอย่างพึงพอใจปนขบขัน "เอาเถิด ข้าจะมอบเวลาให้แก่เ้า แต่อย่าได้ลืมเลือนว่านับจากนี้เ้าคือคนของตระกูลลู่สายหลักแล้ว ห้องพำนักของเ้าจะถูกย้ายไปอยู่ในเขตชั้นในทันที พร้อมด้วยทรัพยากรการฝึกฝนที่เทียบเท่ากับศิษย์เอกทุกประการ"
"ขอบพระคุณท่านผู้าุโ" ลู่เฉินประสานมือโค้งกายลงเล็กน้อย
"ยังมีอีกเื่หนึ่ง" ลู่เจิ้งไทเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนโทนไป สายตาเหลือบมองไปทางประตูโถงใหญ่ "ลู่กวงและลู่เหยียนที่เ้าสยบจนหมดสติไปเมื่อคืนนี้ บัดนี้กำลังนอนรักษาตัวอยู่ในหอโอสถ ลู่กวงนั้นกระดูกซี่โครงหักไปหลายท่อน ส่วนลู่เหยียนอาการหนักหนากว่า อวัยวะภายในบอบช้ำสาหัส อาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวอยู่นานหลายเดือน"
ลู่เฉินยังมีสีหน้าเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย "พวกเขาสมควรได้รับผลจากการกระทำของตนเองแล้ว"
"ข้าหาได้ตำหนิเ้าไม่" ลู่เจิ้งไทยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย "เพียงแต่ข้าอยากเตือนเ้าไว้ว่า ลู่กวงผู้นั้นคือน้องชายร่วมสายเืของข้า แม้ข้าจะไม่ปกป้องความผิดของคนรับใช้ แต่เ้าจงระวังไว้เถิดว่า คนในตระกูลที่มีสายเืเดียวกันย่อมมีผู้ที่ไม่พอใจในตัวเ้าอยู่เสมอ จากนี้ไป จงระมัดระวังตัวให้ดี"
คำพูดนั้นแฝงด้วยนัยอันลึกซึ้ง เป็ทั้งคำเตือนและคำขู่คุกคามอย่างแเี ลู่เฉินรับรู้ถึงเจตนาดังกล่าวได้ทันที เขาพยักหน้ารับคำโดยไม่แสดงความหวั่นไหวใดๆ ออกมาให้เห็น
การเจรจาพูดย้ายจบลงเพียงเท่านี้ ลู่เจิ้งไทได้สั่งการให้คนรับใช้พาลู่เฉินและถังหว่านเอ๋อร์ไปยังเรือนพักหลังใหม่ในเขตชั้นใน พร้อมกำชับให้จัดหาสำรับอาหารและยาลูกกลอนบำรุงมาให้อย่างพรั่งพร้อม
เรือนพักหลังใหม่ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้จันทน์หอมเนื้อดี ผ้าม่านไหมสีครามพลิ้วไหวตามลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามา แตกต่างจากกระท่อมดินซอมซ่อแห้งแล้งที่ลู่เฉินเคยซุกหัวนอนมาตลอดชีวิตราวฟ้ากับดิน
ทว่าเมื่อบานประตูปิดลงสนิท ถังหว่านเอ๋อร์ก็หมุนตัวกลับมาจ้องมองหน้าลู่เฉินทันที ดวงตาคู่สวยของนางเต็มไปด้วยคำถามและ ความสงสัยที่อัดอั้นมาตลอดทาง
"เ้าคิดว่าตนเองสามารถไว้เนื้อเชื่อใจเขาได้จริงหรือ" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่หนักแน่น "แววตาของท่านผู้เฒ่าผู้นั้น... ข้ารู้สึกไม่ถูกชะตายิ่งนัก มันเหมือนกับสายตาของคนที่กำลังจ้องมองสมบัติอันมีค่า หาใช่สายตาที่มองดูหลานชายแท้ๆ ของตนเองไม่"
ลู่เฉินทรุดตัวลงนิ่งบนเก้าอี้ไม้จันทน์หอม พลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ข้าเองก็รู้ดี"
"เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเ้าจึงยังยินยอมพำนักอยู่ที่นี่เล่า"
"เพราะในเวลานี้ ข้ายังไม่มีที่ไปอื่นใด" เด็กหนุ่มตอบออกไปตามความจริง "และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ข้า้าสืบหาความจริงเกี่ยวกับบิดามารดาของข้าให้กระจ่าง ตระกูลลู่แห่งนี้คือเบาะแสเดียวที่จะช่วยไขความลับในอดีตได้"
ถังหว่านเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามเขา นางหยิบขวดยาบำรุงธาตุไม้ที่พกติดตัวมาตลอดออกมาวางลงบนโต๊ะไม้
"ยานี้... ข้าได้ปรุงขึ้นมาใหม่ในระหว่างทางกลับ โดยผสมสมุนไพรบำรุงรากปราณที่หาได้ยากยิ่ง เผื่อว่าในอนาคตเ้าจะต้องดึงพลังจากกระดูกสันหลังมาใช้บ่อยครั้ง" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าสายตากลับจ้องมองเขาด้วยความห่วงใย "แต่ก่อนอื่น ข้าอยากฟังความจริงจากปากของเ้าเอง เมื่อคืนนี้เกิดสิ่งใดขึ้นกับเ้ากันแน่ กระดูกสันหลังของเ้า... มิใช่เพียงแค่อาการเจ็บป่วยประหลาดธรรมดาใช่หรือไม่"
ลู่เฉินสบตากับนางอย่างลึกซึ้ง ในดวงตาคู่งามนั้นไม่มีร่องรอยของการเหยียดหยามหรือความรังเกียจเหมือนอย่างที่เขาเคยพบเจอมาตลอดชีวิต มีเพียงความห่วงใยอันบริสุทธิ์และความสนใจในฐานะนักปรุงยาผู้มุ่งมั่น
เด็กหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยเปิดเผยความจริงบางส่วนออกมา — มิใช่ทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะทำให้นางเข้าใจและพร้อมจะช่วยเหลือเขาต่อไป
"สิ่งนั้นคือกระดูกไผ่ดำา... สมบัติโบราณที่หลอมรวมเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายข้ามาั้แ่กำเนิด" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา "และในยามนี้ มันเพิ่งจะตื่นขึ้นจากการหลับใหลอย่างสมบูรณ์เป็ครั้งแรก"
ถังหว่านเอ๋อร์ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นทีละน้อยด้วยความตื่นตะลึง แต่กลับมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแทรกซึม นางเพียงแค่ยื่นมือไปเลื่อนขวดยาบำรุงให้ขยับเข้าไปใกล้ตัวเขามากขึ้น ราวกับเป็การส่งสัญญาณเงียบๆ ว่านางจะยืนหยัดเคียงข้างเขาต่อไป ไม่ว่าความลับที่ซ่อนอยู่เื้ักระดูกชิ้นนี้จะยิ่งใหญ่และอันตรายเพียงใดก็ตาม
ที่นอกหน้าต่างเรือนพัก ท้องฟ้ายามเช้าเริ่มสดใสสว่างไสว ทว่าลึกลงไปในเงามืดของตระกูลลู่สายหลัก สายตาเร้นลับที่จับจ้องมาจากหอสูงยังคงไม่ละไปจากเรือนพักหลังใหม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว