บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดหนักหน่วงจนคล้ายกับว่ามวลอากาศจะหยุดนิ่ง หัวหน้าค่ายหมาป่าโลหิตกระชับดาบโค้งในมือแน่นจนเส้นเืปูดโปนขึ้นตามท่อนแขนอันกำยำ แม้ก่อนหน้านี้ปากจะตวาดสั่งการให้สมุนพุ่งเข้าฆ่าฟัน ทว่ายามที่ต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มตรงหน้าตามลำพัง สัญชาตญาณสัตว์ป่าอันเฉียบคมของมันกลับกรีดร้องเตือนถึงอันตรายอย่างบ้าคลั่ง
“ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด! เ้ามีพลังเพียงแค่ขั้นที่เจ็ดเท่านั้น!” หัวหน้าโจรคำรามข่มขวัญ หวังเรียกความมั่นใจของตนเองคืนกลับมา “ส่วนข้าอยู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เก้า! ห่างกันถึงสองขั้นย่อยย่อมแปรเปลี่ยนเป็ฟ้ากับเหว วันนี้ข้าจะสับร่างของเ้าให้เป็ชิ้นๆ!”
“เคล็ดวิชาหมาป่าโลหิต... ดาบสังหารจันทร์เสี้ยว!”
สิ้นเสียงตวาด ร่างั์ของหัวหน้าโจรก็พุ่งทะยานเข้าใส่ มวลพลังมหาศาลกดทับจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกระแหงเป็รอยลึก ดาบโค้งในมือถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณสีแดงฉานดุจโลหิต มันตวัดฟันออกเป็วงกว้างด้วยความรวดเร็วและรุนแรงปานพายุคลั่ง หมายจะผ่าร่างของมู่ฝานให้ขาดสะพายแล่งในดาบเดียว
ทว่ามู่ฝานกลับยังคงยืนนิ่งไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ไม่ขยับเขยื้อนกายแม้เพียงครึ่งก้าว ในสายตาของคนทั่วไป คมดาบนี้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบจนมองตามไม่ทัน ทว่าภายใต้การทำงานของทักษะ ‘ดวงตาหยั่งรู้’ โลกทั้งใบในครรลองสายตาของมู่ฝานพลันแปรเปลี่ยนเป็ภาพโครงสร้างพลังงานอย่างชัดแจ้ง
ชายหนุ่มมองเห็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังปราณที่อัดแน่นอยู่ในแขนขวาของหัวหน้าโจร เห็นจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายที่เทไปข้างหน้ามากจนเกินพอดี และที่สำคัญที่สุดคือ เขามองเห็น ‘จุดมืดดำ’ ประหลาดที่บริเวณสีข้างด้านซ้ายของมัน ซึ่งเป็จุดที่พลังปราณเกิดการติดขัดและหยุดชะงักลง อันเนื่องมาจากาแเก่าฉกรรจ์ที่ยังมิอาจรักษาให้หายดี
“ช้าเกินไป”
มู่ฝานพึมพำแ่เบา ในเสี้ยววินาทีที่คมดาบผ่าอากาศกำลังจะััผิวเนื้อ ชายหนุ่มเพียงเบี่ยงกายหลบเลี่ยงอย่างแ่เบาเพียงครึ่งก้าว ปล่อยให้คมดาบอันคมกริบเฉียดผ่านหน้าอกเสื้อไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
ฟึ่บ!
Inจังหวะเดียวกันนั้นเอง มือขวาของมู่ฝานก็พุ่งออกไปดุจสายฟ้า คว้าจับเข้าที่ข้อมือของหัวหน้าโจรอย่างแม่นยำ ด้วยพละกำลังมหาศาลอันเป็ผลลัพธ์จากโอสถไขกระดูกั เขาออกแรงบีบเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้กระดูกข้อมือของอีกฝ่ายลั่นะเืดังกึก
“อ๊ากกก!” หัวหน้าโจรร้องลั่นออกมาด้วยความเ็ปแสนสาหัส ดาบโค้งเล่มั์หลุดร่วงจากมือทันที
ทว่ามู่ฝานยังมิคิดจะหยุดมือเพียงเท่านี้ นิ้วมือซ้ายของเขาแปรเปลี่ยนเป็ ‘ดัชนีกระบี่’ รวบรวมพลังปราณดาราอันแหลมคมและทรงพลัง แทงสวนลึกเข้าไปที่บริเวณสีข้างด้านซ้ายอันเป็จุดอ่อนของหัวหน้าโจรอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ฉึก!
“อึก!” ร่างั์ของหัวหน้าโจรสะดุ้งเฮือก ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกถลนกว้างด้วยความทรมาน พลังปราณที่เคยอัดแน่นเดือดพล่านอยู่ในร่างพลันแตกซ่านไร้ทิศทางทันทีเมื่อจุดอ่อนร้ายแรงถูกโจมตี มันกระอักโลหิตคำโตออกมาเต็มพื้น ก่อนที่เข่าทั้งสองข้างจะทรุดฮวบลงกระแทกพื้นอย่างหมดสภาพ
“เ้า... เ้าล่วงรู้เื่นี้ได้อย่างไร...” มันเงยหน้ามองมู่ฝานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด าแเก่าที่สีข้างด้านซ้ายนี้ มีเพียงตัวมันคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ แม้แต่คนสนิทชิดเชื้อที่สุดในค่ายก็มิเคยมีผู้ใดระแคะระคาย
มู่ฝานใช้ปลายเท้าเตะดาบโค้งที่ตกอยู่บนพื้นให้กระเด็นลอยไปไกล ก่อนจะก้มลงมองซากสุนัขจนตรอกเบื้องหน้าด้วยสายตาอันเ็าเยือกแข็ง “ข้าบอกเ้าไปแล้วมิใช่หรือ ว่าค่ำคืนนี้พวกเ้าจะไม่มีโอกาสได้ก้าวเดินกลับออกไปจากที่นี่อีก”
“อย่า... อย่าฆ่าข้าเลย!” หัวหน้าโจรละล่ำละลักอ้อนวอน ละทิ้งศักดิ์ศรีรีบยกมือขึ้นกราบไหว้ปลกๆ ความโเี้ดุดันเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้นซาก “ข้าเพียงแค่รับจ้างวานมาทำตามคำสั่งเท่านั้น! ข้ายินดีจะบอกเล่าความจริงทุกอย่าง! ยินดีที่จะเป็พยานให้แก่เ้า!”
“เช่นนั้นก็จงตอบมา นอกจากตระกูลหวังแล้ว ผู้ใดเป็คนลอบเปิดประตูหลังให้พวกเ้าเข้ามา?”
มู่ฝานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากลับแฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นรุนแรงจนน่าขนลุก คฤหาสน์ตระกูลซูมีการคุ้มกันอย่างแ่า อีกทั้งประตูหลังยังสลักอักขระค่ายกลป้องกันเอาไว้ หากไม่มีคนในตระกูลคอยให้ความช่วยเหลือและเปิดทางให้ กลุ่มโจรพวกนี้ไม่มีทางลอบเข้ามาได้อย่างเงียบเชียบถึงเพียงนี้แน่นอน
หัวหน้าโจรแสดงท่าทีลังเลใจอยู่เล็กน้อย ทว่าเมื่อมันแลเห็นดัชนีกระบี่ของมู่ฝานเริ่มเรืองแสงสีเงินยวดขึ้นมาอีกครา มันก็รีบแผดเสียงะโลั่นด้วยความขวัญเสีย “บอกแล้ว! ข้าบอกแล้ว! เป็ชายในชุดคลุมสีเขียวเข้ม เขาใส่ชุดคลุมปิดบังใบหน้ามิดชิด ทว่าข้าบังเอิญเหลือบไปเห็นป้ายหยกที่ห้อยอยู่ตรงเอวของเขา มันสลักอักษรคำว่า ‘หนาน’ ที่หมายถึงทิศใต้!”
แววตาของมู่ฝานทอสว่างวาบอย่างวาวโรจน์ ‘ซูเจิ้นหนาน... อาสามของซูเหยียนหรานจริงๆ ด้วย’
คนผู้นี้นอกจากจะเหี้ยมโหดถึงขั้นวางยาพิษทำลายอนาคตของหลานสาวตนเองเมื่อสามปีก่อนแล้ว มาวันนี้ยังกล้าสมคบคิดกับศัตรูภายนอก ลอบเปิดประตูบ้านรับโจรโฉดเข้ามาเข่นฆ่าทำลายล้างตระกูลตนเอง ช่างเป็คนเลวระยำสารเลวหาที่เปรียบมิได้โดยแท้
“ดีมาก ขอบใจสำหรับข้อมูล” มู่ฝานพยักหน้ารับเบาๆ
“เช่นนั้น... เช่นนั้นท่านจะยอมปล่อยข้าไปได้หรือยัง” หัวหน้าโจรเอ่ยถามพร้อมประกายความหวังอันริบหรี่ในดวงตา
“ข้าเคยเอ่ยปากว่าจะปล่อยเ้าไปั้แ่เมื่อใดกัน” มู่ฝานยกยิ้มเหี้ยมเกรียม
เปรี้ยง!
ฝ่ามือดาราฟาดซัดเข้าใส่กลางกระหม่อมของหัวหน้าโจรอย่างโเี้ เสียงกะโหลกศีรษะแตกหักดังสนั่นหวั่นไหว ร่างั์ใหญ่ล้มตึงลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น สิ้นใจตายคาที่โดยมิทันได้รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
มู่ฝานมิเคยมีความคิดที่จะละเว้นชีวิตของคนผู้นี้อยู่แล้ว เดรัจฉานพวกนี้มือเปื้อนโลหิตของผู้บริสุทธิ์มานับไม่ถ้วน อีกทั้งการเก็บพยานปากเอกเอาไว้ในยามนี้ รังแต่จะกลายเป็การแหวกหญ้าให้งูตื่นเสียเปล่า การจะจัดการกับ ‘งูพิษ’ ร้ายลึกในตระกูลซู จำต้องใช้วิธีการอันเด็ดขาดในรูปแบบของเขาเองเท่านั้น
ชายหนุ่มเริ่มลงมือเก็บกวาดสนามรบอย่างรวดเร็ว เขาค้นตัวซากศพของพวกโจรอย่างชำนาญ จนได้รับตั๋วเงินมาปึกใหญ่ เมื่อนับคำนวณดูแล้วมีมูลค่าเกือบสามพันตำลึงเงิน พร้อมทั้งโอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับต่ำอีกจำนวนหนึ่ง
"นับเป็ลาภลอยจากการสังหารคนโฉดโดยแท้" มู่ฝานพึมพำพลางยัดสิ่งของทั้งหมดเข้าไว้ในอกเสื้อ
จากนั้น เขาหยิบขวดสลักลวดลายประหลาดที่บรรจุ ‘น้ำยากัดกร่อนซากศพ’ ออกมาอีกครั้ง ก่อนจะทยอยหยดน้ำยาสีใสลงบนร่างไร้ิญญาทั้งสิบเอ็ดศพ เสียงฟู่ฟ่ากัดกร่อนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับควันสีขาวนวลที่ลอยฟุ้งกระจายไปในอากาศ เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างไร้ิญญารวมถึงกองโลหิตคละคลุ้งทั้งหมดก็ระเหยกลายเป็ไอหายไปจนหมดสิ้น มิหลงเหลือแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้เข่นฆ่า
มู่ฝานยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ปัดฝุ่นละอองออกจากฝ่ามือเบาๆ “สะอาดเอี่ยมไร้ร่องรอย”
ทันใดนั้นเอง ใบหูของเขาพลันกระดิกรับรู้ ััได้ถึงเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่กำลังมุ่งตรงมายังทิศทางนี้ ดูเหมือนว่าผู้คุมเวรยามชุดใหม่จะเริ่มไหวตัวทันและรู้ความจริงแล้วว่ายามเฝ้าประตูชุดเก่าได้หายตัวไปอย่างลึกลับ
มู่ฝานยกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะพลิ้วกายะโหายลับเข้าไปในเงามืดครึ้มของต้นไม้ใหญ่ ทะยานร่างคืนกลับสู่เรือนพักบ่าวไพร่ราวกับภูตผีไร้เงา
ครันรุ่งอรุณของวันใหม่ ข่าวลืออันน่าประหลาดใจพลันแพร่สะพัดไปทั่วทั้งตระกูลซู ยามเฝ้าประตูหลังสองคนอันตรธานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แม้จะพบร่องรอยฝ่าเท้าปริศนาจำนวนมากปรากฏอยู่บริเวณหน้าประตู ทว่ากลับไร้ซึ่งร่องรอยของการต่อสู้หักหาญ หรือแม้กระทั่งคราบโลหิตและซากศพใดๆ ให้สืบค้น
ซูเจิ้นหนาน ชายวัยกลางคนผู้มักมีใบหน้ายิ้มแย้มใจดีอยู่เป็นิจ เดินวนเวียนตรวจสอบอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุด้วยสีหน้าเคร่งเครียดดุดัน ‘แปลกประหลาดยิ่งนัก... ค่ายหมาป่าโลหิตทำงานผิดพลาดอย่างนั้นรึ หรือว่าพวกมันคิดหักหลังข้าแล้วพากันหลบหนีไป’
เขาพยายามส่งคนออกไปติดต่อกับแกนนำของค่ายโจร ทว่ากลับไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ ราวกับว่ากลุ่มคนเ่าั้ได้ระเหยหายสาบสูญไปจากโลกหล้า ความหวาดระแวงอันหนาวเหน็บเริ่มเกาะกุมเข้าสู่ส่วนลึกในจิตใจของคนทรยศผู้นี้ทีละน้อย
Inขณะเดียวกัน ณ เรือนพักของบ่าวไพร่ มู่ฝานกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ เบื้องหน้าของเขามีกองสมุนไพรวิเศษและศิลาิญญาจัดวางอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ล้วนแต่เป็สิ่งที่เขาแอบ ‘แลกเปลี่ยน’ มาจากระบบของหอคัมภีร์์ โดยใช้เงินตำลึงที่ยึดมาได้จากพวกโจรเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
[เป้าหมายถัดไป: ทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมปราณ ขั้นที่เก้า]
“สถานการณ์ในยามนี้เริ่มทวีความอันตรายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” มู่ฝานพึมพำกับตนเองแ่เบา “ตระกูลหวังไม่มีทางยอมหยุดมือเพียงเท่านี้แน่ ประมุขหวังเลี่ยผู้นั้นมีระดับพลังอยู่ในขอบเขต ‘ก่อกำเนิด’ (โฮ่วเทียน) หากตาแก่นั่นลงมือด้วยตนเอง ตัวข้าในยามนี้คงยังยากที่จะต้านทานได้ไหว”
ระดับการบำเพ็ญเพียรในโลกหล้าแห่งนี้แบ่งออกเป็ขอบเขตชัดเจน ได้แก่
ขอบเขตรวบรวมปราณ: ขั้นที่หนึ่งถึงเก้า (ยามนี้มู่ฝานอยู่ที่ขั้นเจ็ด)
ขอบเขตก่อกำเนิด (โฮ่วเทียน): ระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง และระดับสูงสุด (ซึ่งนับเป็ยอดฝีมือแถวหน้าประจำเมือง)
ขอบเขตก่อกำเนิด์ (เซียนเทียน): ยอดคนผู้สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ (นับเป็ตัวตนในตำนานของเมืองแห่งนี้)
“ข้าจำเป็ต้องเร่งรุดทะลวงผ่านเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดให้รวดเร็วที่สุด”
มู่ฝานเอื้อมมือไปหยิบ ‘ผลึกดารา’ ก้อนโตขนาดเท่ากำปั้นที่แลกมาด้วยเงินสองพันตำลึงจากหอคัมภีร์์ นี่คือทรัพยากรสำหรับการบำเพ็ญเพียรที่สอดรับเข้ากับ ‘กายากระบี่ดารา’ ของเขาได้อย่างยอดเยี่ยมและลงตัวที่สุด
“ดูดซับ!”
มู่ฝานหลับตาลงช้าๆ พลังแสงแห่งดวงดาราภายในผลึกพลันไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับกระแสน้ำในแม่น้ำสายใหญ่ ส่งผลให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรและขยายขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
วันเวลาผันผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... จนกระทั่งย่างเข้าสู่ค่ำคืนของวันที่สาม
ตูม!
คลื่นพลังปราณอันไร้รูปขุมหนึ่งพวยพุ่งกระแทกออกมาจากภายในเรือนพักบ่าวไพร่ แรงอัดอากาศส่งผลให้บานหน้าต่างสั่นะเือย่างรุนแรงจนฝุ่นละอองฟุ้งกระจายตลบอบอวล ภายในห้องอันมืดมิด มู่ฝานพลันลืมตาขึ้น ดวงตาคู่คมทอสว่างจ้าฉายแสงเจิดจรัสจนส่องสว่างทั่วทั้งห้องราวกับเวลากลางวัน
“ขอบเขตรวบรวมปราณ... ขั้นที่เก้า ระดับสูงสุด!”
เพียงอีกครึ่งก้าวสั้นๆ เขาก็จะสามารถก้าวข้ามเข้าสู่ขอบเขต ‘ก่อกำเนิด’ ได้สำเร็จ ทว่าพันธนาการคอขวดของขอบเขตใหญ่นี้แข็งแกร่งและหนาแน่นเป็อย่างยิ่ง จำต้องอาศัยวาสนาหรือปัจจัยบางประการเพื่อช่วยในการทะลวงฝ่าไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
เสียงเคาะประตูที่ดังรัวะเิขึ้นพลันขัดจังหวะการทำสมาธิของเขา
“ท่านเขยขวัญ ยามนีญนายท่านใหญ่เรียกให้ท่านรีบไปพบที่โถงกลางเป็การด่วนแล้ว” น้ำเสียงของเสี่ยวชุ่ยร้องเรียกเข้ามาด้วยความร้อนรนและตื่นตระหนก
“เกิดเื่อันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ” มู่ฝานเอ่ยถามผ่านบานประตูออกไป
“มีคนจาก ‘สำนักหมอกคราม’ เดินทางมาถึงตระกูลซูแล้ว พวกเขากล่าวว่ามาเพื่อทำการไต่สวนเื่ราวที่ท่านบังอาจปลอมแปลงฐานะเป็ศิษย์สายในของสำนัก”
มู่ฝานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับพึมพำกับตนเอง “เดินทางมาเร็กว่าที่คาดการณ์ไว้เสียอีก”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพลางปัดฝุ่นละอองออกจากอาภรณ์ รอยยิ้มอันเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจผุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย “ก็ดีเหมือนกัน จะได้สะสางเื่ราวฐานะของข้าให้จบสิ้นไปเสียที”
มู่ฝานผลักประตูเปิดออก แล้วเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าตรงไปยังโถงใหญ่ของตระกูลซูในทันที การไปเยือนโถงใหญ่ในครานี้ ชายหนุ่มหาได้ไปเพื่อก้มหัวยอมรับทัณฑ์โทษอันใดไม่ หากแต่ไปเพื่อป่าวประกาศและแสดงให้คนเ่าั้ประจักษ์แจ้งแก่สายตาว่า... ใครกันแน่ที่เป็ ‘ของจริง’!