โฉมงามสามลิขิต

    บทที่ 40 ข้ามิอยากเป็นอะไรกับท่าน

            ยามอู่ของวันนั้นพวกเขาทั้งหมดเริ่มเก็บของออกเดินทางจากทะเลแดนเหนือ

            แม้ว่าการมาที่นี่ครั้งนี้จะเกิดเหตุไม่คาดคิดแต่ก็ใช่ว่าจะเสียเปล่าทั้งหมดอย่างน้อยก็ได้รู้ว่าพิษซิงเจียวที่ฝ่าบาทได้รับนั้น ยังพอมีหนทางแก้ไข

            แต่ฝ่าบาทท่านนี้กลับยังคิดไม่ตก

            ตอนนั้นผู้เฒ่ายาบอกเพียงสิ่งที่ใช้ถอนพิษส่วนวิธีแก้พิษ เขายังปกปิดเอาไว้จนวาระสุดท้าย

            หากเดาไม่ผิดเรื่องนี้คงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิเสวียนอู่ไม่มากก็น้อยเป้าหมายของพวกนั้นคือต้องการบีบบังคับให้เขายอมสละเลือดเพื่อแก้คำสาป

            คิดมาถึงตรงนี้รอยยิ้มเหยียดหยันพลันปรากฏขึ้น 'คนอย่างข้า มิเคยต้องทำตามคำสั่งใครทั้งนั้นไอ้พวกสวะ'

     

            ..............................

            ตลอดการเดินทางกลับเฟิงฮวาค่อยๆฟื้นตัวเป็นระยะ ใบหน้าของนางเริ่มกลับมามีชีวิตชีวามากขึ้นเว้นเสียแต่แววตา ที่ยังคงเจือความเศร้าหมองอยู่หลายส่วนนางรู้ดีว่าไม่ควรจมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้วแต่บางอย่างคงต้องให้เวลากับนางอีกสักหน่อย

            ฝ่าบาทเองก็คอยอยู่เคียงข้างนางไม่ห่างทั้งยามตื่น ยามนอนและยามปลดทุกข์ เฮ้อ...มิรู้จะเรียกว่ามากเกินไปหรือไม่ไว้นางจะต้องหาเวลาคุยกับเขาเรื่องนี้อย่างจริงจังนางเองก็มีวิทยายุทธ์ปกป้องตัวเองได้ดีระดับหนึ่งนะ ทำเหมือนนางยังเป็นเด็กไปได้

            รอนแรมอยู่หลายวันในที่สุดก็เดินทางเข้าเมืองเสียที

            หลังจากเหตุการณ์ที่โรงเตี๊ยมครั้งก่อนรวมถึงเหตุการณ์ลอบสังหารเฟิงฮวาฝ่าบาทก็ให้จัดเวรยามแน่นหนามากขึ้น โดยเฉพาะคืนนี้

            เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกคราแล้ว...

            แต่ทุกอย่างกลับผ่านพ้นไปได้ด้วยดีฝ่าบาทไม่มีความเจ็บปวดทรมานอันใดเกิดขึ้นเลยกิเลนไฟและกล้วยไม้พันปียังคงใช้ได้ผล เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนต่างพากันโล่งใจ

            เพราะไม่รู้ว่าในช่วงที่เดินทางกลับจะต้องพบเจออะไรอีกบ้างฝ่าบาทจึงสั่งให้พักค้างคืนหลายวันหน่อยมิได้รีบร้อนออกเดินทางต่อ เพื่อให้ทุกคนมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่

            ขณะนี้ร่างกายของเฟิงฮวาเองก็ฟื้นฟูจนเป็นปกติแล้วมิใช่เพียงแค่ร่างกายที่แข็งแรง นางรู้สึกว่ากำลังภายใน จู่ ๆก็เพิ่มขึ้นมาโดยมิรู้สาเหตุ นางคิดว่าอาจเป็นเพราะในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอนางเอาแต่กินกับนอนกระมัง...อืม...น่าจะเป็นเช่นนั้น

            “มีข่าวส่งมาจากเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”จิวฉิงเข้ามารายงานพร้อมกับยื่นจดหมายให้ฝ่าบาท

            หลังจากที่อ่านข้อความแล้วสีหน้าฝ่าบาทกลับฉายแววกลัดกลุ้มขึ้นหลายส่วน

            “มีเรื่องอันใดหรือ”

            เขายื่นจดหมายไปให้เฟิงฮวาแทนการตอบคำถาม

            จดหมายลงชื่อจิวหรงข้อความเขียนเอาไว้ว่า ‘หมอหลวงพบวิธีแก้พิษ’

            “เอ๋...นี่เป็นเรื่องดีมิใช่หรือ” เหตุใดท่านถึงทำหน้าแบบนั้นเล่า

            ฝ่าบาทมิได้เอ่ยตอบอะไรนางเขากำลังครุ่นคิดบางเรื่อง

            'ช่างบังเอิญเกินไป ก่อนหน้านี้เขาส่งคนออกไปหาเบาะแสตั้งมากมายกลับไม่พบอะไรเกี่ยวกับพิษซิงเจียวเลย แต่หลังจากที่เขาออกเดินทางมาทะเลแดนเหนือข่าวต่างๆกลับปรากฏอย่างต่อเนื่อง'

            ไม่นานเจียวหย่งก็เข้ามารายงานพร้อมจดหมายอีกฉบับ

            “คงเป็นเพราะเราเข้าไปในเขตแดนที่พิราบสื่อสารหาไม่พบจดหมายจึงเพิ่งมาถึงพ่ะย่ะค่ะ” เขาถวายความเคารพแล้วกล่าวอย่างรวดเร็ว

            ฝ่าบาทเปิดดูจดหมายอีกฉบับยังคงเป็นจิวหรงที่ส่งมาให้ ฉบับนี้ดูเหมือนรายงานเหตุการณ์บ้านเมืองทั่วไป

            เขายื่นให้เฟิงฮวาอ่านต่อโดยที่นางยังมิทันได้เอ่ยปาก

            นางเห็นดังนั้นก็เหล่ตาใส่เขา'รู้ได้อย่างไรว่าข้าอยากอ่าน'

            ฝ่าบาทตอบคำถามนางผ่านทางสายตาของเขาเช่นกัน'ก็ความอยากรู้อยากเห็นเปี่ยมล้นในดวงตาของเจ้าเสียขนาดนั้น'

            เฟิงฮวาแค่นเสียงใส่เขาหนึ่งทีแต่ก็ยื่นมือออกไปรับจดหมาย

            นางกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วเนื้อความค่อนข้างธรรมดามากจนคิดว่ามิเห็นจำเป็นจะต้องเขียนเรื่องราวเช่นนี้มาบอกด้วยซ้ำ

            แต่ประโยคสุดท้ายในจดหมายช่างดูไม่เข้ากับเนื้อความด้านบนเลย ‘อย่าร้อนใจอันใด’นางอ่านจบก็เงยหน้ามองฝ่าบาท

            เขายกยิ้มมุมปากรออยู่แล้วจากนั้นก็ยื่นมือมาหยิบจดหมายคืนไปนำไปส่องใกล้ๆกับเปลวเทียนที่กำลังลุกโชนอยู่ในห้องตัวหนังสือที่ซ่อนไว้พลันปรากฏสู่สายตา

            ‘หลีซ่างซูเคลื่อนไหวน่าสงสัย...อย่ากลับเส้นทางเดิม’

            หลังจากอ่านจบทั้งฝ่าบาทและเฟิงฮวาต่างหันมาสบตากัน

     

            “จิวฉิงกับเจียวหย่ง เจ้าสองคนไปเตรียมตัวจัดการหารถม้าและเรือโดยสาร…พรุ่งนี้ยามเฉินพวกเราจะออกเดินทาง”แม้ว่าทั้งสองคนจะมิค่อยเข้าใจคำสั่งนี้เท่าใดนัก แต่พวกเขาก็รีบไปจัดการทันที

     

            ภายในห้องเหลือเพียงฝ่าบาทกับเฟิงฮวา 

            “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าต้องนำจดหมายเข้าใกล้ไฟจึงจะเจอข้อความลับ”

            “แน่นอนว่าเคยตกลงสัญญาณลับกันไว้ก่อน”

            “แล้วท่านจะใช้เส้นทางไหนกลับเมืองหลวงหรือ”

            “คิดว่าจะอ้อมไปทางเมืองชิงสุ่ย”

            อืม…ล่องเรือกลับก็ไม่เลว

            "แล้วเหตุใดจึงให้เตรียมรถม้าด้วยเล่า"

            "เราจะแยกการเดินทางเป็นสองสาย" เพื่อลวงศัตรู

            'อ๋า...เป็นเช่นนี้นี่เอง'

     

            แม้การเดินทางด้วยเรือจะทำให้ถึงเมืองหลวงล่าช้ากว่าเดิมแต่สิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือกลับคุ้มค่ายิ่งนัก

            กล่าวคือ…

            ทัศนียภาพงดงามตลอดสองฝั่งที่เรือล่องผ่านทำให้จิตใจผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง อาหารการกินก็มิได้ขาดแคลน ทั้งปลา ทั้งกุ้งทั้งหอยหลากหลายชนิด รสชาติหวานละมุน

            ตกกลางคืนเขาก็ได้ร่ำสุราชมดาวนอนกอดหญิงงามในทุกๆวัน

            จะมิสุขใจได้อย่างไรเล่า

            เพียงแต่ถ้าย้อนนึกถึงในคืนแรกเรื่องราวก็ออกจะไม่ราบรื่นอยู่บ้างเล็กน้อย

     

            เฟิงฮวาได้เอ่ยกับฝ่าบาทเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางขึ้นมา

            “สถานะของเจ้าหรือ ก็แล้วแต่เจ้าอยากจะกำหนด...ข้าตามใจเจ้า”

            หาา…จะให้ข้ากำหนดอะไรเจ้าเฉิงอี้ข้ามิได้อยากมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเจ้าเสียหน่อย

     

            “เช่นนั้น...ฝ่าบาท ข้าขอเป็นเพียงสหายร่วมรบของท่านแล้วกันหากวันใดถอนพิษได้สำเร็จ ข้าจะไปตามทางของข้า”

            พอนางพูดจบแววตาโกรธขึ้งของฝ่าบาทกลับปะทุออกมาทันที ได้อย่างไรกัน สหายร่วมรบอะไรของเจ้านี่ข้าจริงใจกับเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้ายังมองมิเห็นอีกหรือ มิพอใจอีกหรือเขามิเคยยอมอ่อนข้อให้สตรีคนใดถึงเพียงนี้มาก่อน...มีเพียงเจ้า เจ้าเท่านั้นแล้วยังจะเรื่องที่จะทิ้งเขาไปอีก อย่างไรก็ไม่อนุญาต ไม่เด็ดขาด

            เฟิงฮวาเห็นสีหน้าเขาก็เข้าใจได้แต่จะให้นางฝืนทำในสิ่งที่นางไม่ต้องการมันก็ยากยิ่งนัก ตั้งแต่เล็กจนโตแม้แต่บิดาก็ยังมิสามารถบังคับอะไรนางได้เลย

            “เอ่อ…คือ…ฝ่าบาทท่านใจเย็นๆก่อน คือ...ข้ามิได้อยากเป็นสตรีในวังข้ามิชอบพิธีรีตอง ข้ามิชอบการกักบริเวณ ไปเที่ยวที่ใดก็มิได้…อีกอย่าง…”

     

            เอาละๆฝ่าบาทโบกมือให้นางหยุดสาธยายเหตุผล

            “ข้าจะซื้อบ้านที่นอกวังให้เจ้าอยู่อย่างอิสระจะมาอยู่ด้วยกันกับเจ้าทุกคืน”

     

            เฟิงฮวากลอกตามองบนใส่เขา‘ไปกันใหญ่แล้ว ท่านช่างเป็นฮ่องเต้...ที่โง่เง่ายิ่งนัก’

    คล้ายกับเรื่องโฉมงามสามลิขิต ที่คุณอ่าน