“พี่ใหญ่เร็วเข้า ฝนเริ่มตกหนักขึ้นแล้ว พวกเรารีบกลับกันเร็ว” ร่างเล็ก ๆ สองร่างวิ่งฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงเร่งเร้าของเด็กหญิงที่ดังขึ้นเป็นระยะ
“น้องสี่ เดินระวังด้วย พื้นมันลื่นเดี๋ยวจะล้มเอา” หลี่อวิ๋นห้าวมองน้องสาวของตัวเองอย่างหน่าย ๆ พวกเขาเพิ่งจะกลับมาจากบ้านของคนทำเครื่องลายครามในหมู่บ้านอู๋ ใครจะไปรู้ว่าพอเดินมาได้ครึ่งทาง ท้องฟ้าที่ดูมืดครึ้มมาตั้งแต่เช้าจะเริ่มมีเม็ดฝนตกลงมาเอาตอนนี้ และนี่ก็เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
สองพี่น้องป้องหัวพลางเดินตากฝนกลับบ้านอย่างว่องไว ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นร่างเล็ก ๆ ร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหา เมื่อร่างนั้นเห็นพวกเขาก็รีบตะโกนเรียก “พี่ใหญ่ น้องสี่”
เมื่อทั้งสองได้ยินเสียงถึงรู้ว่าเป็นหลี่อวิ๋นซู่ที่ออกมาตาม ในมือของเด็กชายถือชุดคลุมกันฝนอยู่สองตัว เขาเดินเข้าไปหาพี่ชายและน้องสาว ก่อนจะช่วยสวมชุดคลุมกันฝนให้ จากนั้นจึงอธิบาย “ท่านแม่เห็นว่าข้างนอกฝนตก กลัวว่าพวกเจ้าจะเปียกฝนกัน เลยให้ข้ามารับ”
เมื่อเด็กทั้งสามพบกันแล้วก็รีบพากันกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงก็พบว่ามารดาต้มน้ำขิงร้อน ๆ ไว้รอ นางซูบังคับพวกเขาดื่มคนละถ้วย และรีบสั่งให้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกออก นางถึงหายห่วง
เดิมทีคิดว่าใช้เวลาไม่นานสายฝนคงจะหยุดลง แต่ฝนครั้งนี้กลับตกกระหน่ำลงมาไม่ยั้ง ต่อเนื่องยาวนานถึงสองวันสองคืน ดังนั้นแม้แต่เรื่องที่ตกลงไว้กับผู้ดูแลหลิวเองก็ต้องเลื่อนออกไป
หลี่หมิงเยว่มองไปที่เพดานด้วยความวิตก “ท่านแม่ หากฝนตกไม่หยุดเช่นนี้ อีกไม่นานหญ้ามุงหลังคาคงจะทนรับน้ำฝนต่อไปไม่ไหวแน่”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น น้ำฝนหยดหนึ่งก็หยดแหมะลงมาจากหลังคากระทบใบหน้าเล็ก ๆ ของคนพูด “อ๊ะ! ท่านแม่ หลังคารั่วแล้ว”
นางซูที่ได้ยินจึงรีบเข้าไปดู ก่อนจะพบว่าในตอนนี้ จุดที่หลี่หมิงเยว่เคยยืนอยู่เมื่อครู่ มีน้ำฝนหยดลงมาเป็นสาย นางจึงรีบให้หลี่อวิ๋นห้าวหยิบอ่างมารองไว้ จากนั้นจึงพูดขึ้นอย่างกระวนกระวาย “พวกเจ้ารีบไปดูห้องอื่น ๆ ทีว่ามีน้ำรั่วอีกหรือไม่”
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว แต่ฝนยังคงไม่หยุดตก คนในบ้านต่างเป็นกังวล หากฝนยังคงตกหนักต่อไปเช่นนี้ ห้องนี้คงอยู่ไม่ได้แน่ บรรดาแม่ลูกมารวมตัวกันอยู่ในห้องของนางซูและไม่มีใครได้นอน เพราะห้องอื่น ๆ ภายในบ้านเองก็มีน้ำรั่วแล้วเช่นกัน
โชคยังดี เมื่อมาถึงยามสามฝนก็ค่อย ๆ หยุดตก คนทั้งบ้านจึงโล่งใจ จนในที่สุดทุกคนก็ผล็อยหลับไปภายในห้องของนางซูนั้น
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ล้อมวงกินข้าวกันอยู่ หลี่หมิงเยว่เอาแต่ขมวดคิ้วครุ่นคิด และเอ่ยปากขึ้นหลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ “ท่านแม่ ข้าอยากนำเงินที่มีอยู่มาสร้างเรือนหลังใหม่ แม้กระท่อมที่เราอยู่ตอนนี้จะพออยู่ได้ แต่อีกสามเดือนท่านก็จะคลอดน้องแล้ว อากาศในบ้านหนาวมากแบบนี้ น้อง ๆ ที่เกิดมาจะทนไหวได้อย่างไร”
“แต่เงินที่พวกเรามีอยู่ตอนนี้จะพอหรือ อีกอย่างแม่จะคลอดในอีกสามเดือนข้างหน้าแล้ว พอถึงตอนนั้นพวกเราจำเป็นต้องใช้เงินอีก” นางซูบอกความกังวลของตนออกไป
หลี่อวิ๋นห้าวเองก็ขมวดคิ้ว เขามองไปที่น้องสาว และถามขึ้น “น้องสี่ ตอนนี้บ้านเรามีเงินเท่าไร?”
หลี่อวิ๋นซู่เองก็เอ่ยถามขึ้นมาเช่นกัน “น้องสี่ หากเจ้ามีแผนอะไรในใจก็มาปรึกษาหารือกัน”
หลี่หมิงเยว่พยักหน้าตอบรับ ส่วนเด็กหญิงเด็กชายตัวเล็กอีกสี่คน เมื่อได้ยินว่าจะสร้างบ้านใหม่ จึงหันไปมองพี่สาวคนที่สี่ของพวกเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ช่วงไม่กี่เดือนมานี้พวกเขาต่างยึดถือเอาว่าหลี่หมิงเยว่เป็นกระดูกสันหลังของบ้านไปโดยปริยาย พี่สาวคนนี้่พูดว่าอะไรล้วนถูกต้องทั้งหมด!
“ท่านแม่ สามเดือนที่ผ่านมาพวกเราหาเงินมาได้ทั้งหมดเจ็ดสิบตำลึง แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมือง ขายผ้าปักและสมุนไพรที่เก็บได้ของงวดนี้ จากนั้นข้าคิดว่าจะขายลายปักอีกสักชุดหนึ่ง” หลี่หมิงเยว่อธิบายแผนการของนาง
ทั้งครอบครัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มองไปบนเพดาน และคิดว่าคงต้องสร้างบ้านแล้วจริง ๆ สุดท้ายนางซูจึงกัดฟันถามบุตรสาว “หมิงเยว่ เจ้าจะสร้างบ้านหลังนี้อย่างไรหรือ?”
“ท่านแม่ ข้าว่าจะสร้างบ้านด้วยอิฐเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องกลัวว่าจะมีเงินไม่พอ คราวก่อนที่ข้าขึ้นเขาไป ข้าเก็บสมุนไพรมาได้เยอะมาก ท่านแม่ ข้าจะให้ท่านดูของดี” พูดจบนางก็กระโดดลงจากเตียงเตาและวิ่งไปที่ห้องปีกตะวันตก ไม่นานก็ถือถุงผ้าเล็ก ๆ สองใบกลับมา
“ท่านแม่ ท่านดูสิว่านี่คืออะไร” เมื่อเห็นว่าบุตรสาวกลับมาพร้อมห่อผ้าเล็ก ๆ ในมือ และยิ่งได้เห็นท่าทางดีใจเช่นนั้น นางซูจึงอดไม่ได้ที่จะคาดหวัง
“อ๊ะ! นี่มันโสมไม่ใช่หรือ?” นางซูเปิดห่อผ้าออกและเห็นว่าข้างในนั้นมีโสมตากแห้งวางเรียงอยู่อย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วมันคงมีอายุไม่น้อย คนเป็นมารดาจึงหันมองบุตรสาวคนที่สี่อย่างตกตะลึง
“ท่านแม่ นี่คือของที่ข้าขุดมาได้ตอนขึ้นเขาไปคนเดียวครั้งก่อน ข้าขุดมาได้ทั้งหมดสี่ต้น สองต้นนี้ข้าถามอาจารย์แล้ว เขาบอกว่าพวกมันเป็นโสมอายุร้อยปี น่าจะขายได้ราคาถึงสองร้อยตำลึง โสมสองต้นก็น่าจะได้เงินอย่างน้อยสี่ร้อยตำลึง อีกต้นข้าเก็บเอาไว้ให้ท่านใช้ตอนคลอด ส่วนต้นสุดท้ายข้าให้อาจารย์ เอาไว้ใช้บำรุงร่างกายซือเหนียง” หลี่หมิงเยว่รีบบอกเรื่องราวเกี่ยวกับโสมเหล่านี้ออกไปทันที
นางซูเห็นว่าบุตรสาวมีแผนอยู่ในใจแล้ว แม้แต่เงินที่จะได้ก็คำนวณเอาไว้แล้วจึงไม่คิดคัดค้าน ไม่นึกเลยว่านางจะหาเงินได้มากมายจนสร้างบ้านใหม่ได้ อย่างไรก็ตามคนเป็นแม่ก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ ให้เด็กเล็ก ๆ ถือโสมที่มีค่ามากมายเช่นนี้เข้าเมืองไปขาย เกรงว่าคงไม่พ้นตกเป็นเป้าสายตา
ดังนั้นจึงแนะนำเด็ก ๆ ไปว่า “หมิงเยว่ ตอนที่พวกเจ้าไปขายโสมพาลุงเหวินไปด้วยนะ! ถือของมีค่ามากเช่นนั้นไป แม่กลัวว่าพวกเจ้าจะถูกคนจับตามอง
หลี่หมิงเยว่ส่ายหัว มองพี่ชายทั้งสองของตนพลางยิ้มถาม “พี่ใหญ่ พี่สาม พวกพี่ว่าอย่างไร ตอนที่พวกเราจะไปขายต้มโสมควรพาใครไปด้วยดีเล่า”
หลี่อวิ๋นห้าวก้มหน้าคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตอบ “ข้าคิดว่าพวกเราควรไปหาปู่ผู้นำตระกูลเพื่อเจรจาขอซื้อที่เสียก่อน ที่ตรงนี้ยังไม่ใช่ของเรา แต่รอบ ๆ บ้านเราตอนนี้ล้วนเป็นที่ว่างทั้งนั้น เช่นนั้นก็เลือกที่ที่อยู่ใกล้ ๆ นี้ก็ได้ พอซื้อที่เสร็จแล้วจะได้ขอให้ปู่ผู้นำตระกูลพาพวกเราไปที่จี้ชื่อถัง ให้เขาเห็นว่าพวกเราหาเงินได้และมีความสามารถพอที่จะสร้างบ้านได้ เงินของพวกเราจะได้มีแหล่งที่มาด้วย”
หลี่อวิ๋นซู่คลายคิ้วที่ขมวดอยู่ “ข้าคิดว่า พวกเราน่าจะไปหาปู่ผู้นำตระกูลแล้วขอซื้อบ้านหลังนี้ในภายหลัง ที่หลังบ้านน้องสี่ปลูกสมุนไพรไว้ตั้งมากมาย หากพวกเราไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่ยังปลูกสมุนไพรไว้ที่นี่อยู่มันคงจะไม่เหมาะ”
เมื่อเห็นว่าหลี่หมิงเยว่มองมาด้วยสายตาสนับสนุน เขาจึงพูดสิ่งที่ตนเองคิดต่อ “อีกอย่างครอบครัวของพวกเรามีคนเยอะ เนื่องจากตอนนี้พวกเรามีเงินเยอะก็ควรจะซื้อที่ใหญ่สักหน่อย และควรเป็นที่ที่เชื่อมกับที่ที่พวกเราอยู่ในตอนนี้ พวกเราจะได้มาดูแลสมุนไพรที่ปลูกไว้ได้อย่างสะดวก และถ้าหากพวกเราโตขึ้นอยากจะสร้างห้องเพิ่ม ที่นี่ก็ยังมีที่ว่างเหลืออยู่”
ดวงตาของหลี่อวิ๋นห้าวเป็นประกายทันทีที่ได้ยินความคิดเห็นของน้องชาย แต่จู่ ๆ ก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้น “น้องสี่ ยังมีปัญหาอีกหนึ่งเรื่อง พวกเราต้องเก็บเงินไว้สร้างรั้วด้วยนะ ครอบครัวเรามีแต่ผู้หญิงและเด็ก รั้วล้อมบ้านควรจะสร้างให้สูงสักหน่อย ต่อให้จะสร้างห้องอยู่อาศัยได้เล็กลงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องมีรั้วล้อมรอบ และถ้าจะให้ดีที่สุดเราควรใช้อิฐเทาในการสร้างถึงจะปลอดภัย”
“พี่ใหญ่ พี่สาม พวกพี่พูดถูก ส่วนต้องทำอย่างไรนั้นพวกเรามาปรึกษากันให้ดีในตอนนี้เลยเถอะ พอปรึกษากันเสร็จแล้วจะได้ไปหาปู่ผู้นำตระกูลกัน แต่ว่าเรื่องนี้ต้องให้พี่ใหญ่กับพี่สามไปด้วยกัน และพี่สองคนต้องเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้เองด้วย” หลี่หมิงเยว่ตั้งใจจะฝึกฝนพี่ชายทั้งสองจึงฝากฝังเรื่องนี้ไว้กับพวกเขา
.
.
.
ลำดับพี่น้องครอบครัวหลี่หง
