ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 12 กับดัก
ณ สำนักแห่งหนึ่ง
"พวกเ้าทำงานภาษาอะไรกัน ผ่านมาเป็ปียังหาตัวคนๆเดียวไม่เจออีก"
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของชายชราดังขึ้น เสียงถ้วยน้ำชาแตกกระทบพื้นเสียงดังสนั่น เหล่าชายฉกรรจ์นับสิบชีวิตที่อยู่ในห้องต่างก้มหน้ามองพื้น ไม่มีใครกล้าเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่คนเดียว มีเพียงชายหนุ่มที่ยืนข้างชายชราพยายามเอ่ยให้บรรยากาศดีขึ้นว่า
"อาจารย์ หากคนผู้นั้นถูกพบได้ง่ายๆ ท่านคงไม่ต้องใช้เวลาเป็สิบๆปีวางแผนหรอก จริงหรือไม่ขอรับ"
ชายชราผู้ถูกเรียกขานว่าอาจารย์เอามือลูกเคราตัวเองอย่างใช้ความคิด จริงอย่างที่ลูกศิษย์ของเขาว่า หากหาพบได้ง่ายๆคงไม่ใช่คนผู้นั้น นับั้แ่เกิดเื่วุ่นวายภายในสำนัก นี่ก็ผ่านมาเกือบหนึ่งปีแล้วที่คนผู้นั้นสาบสูญไป แต่การหายสาบสูญไปครั้งนั้นสร้างความร้อนใจให้แก่เขาและเหล่าผู้าุโในสำนักเป็อย่างมาก ชายชรานิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"พวกเ้าแยกย้ายกันไปสืบหาข่าวคราวต่อ จำไว้หากใครพบเบาะแสแม้เพียงเสี้ยวเดียวจงอย่าปล่อยผ่าน ให้รีบมารายงานข้าทันที เข้าใจหรือไม่?"
"ขอรับ"
เสียงขายรับนับสิบชีวิตเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาเป็เหล่าลูกศิษย์ฝีมือดีที่ถูกคัดมาจากชายชราเบื้องหน้า ต่างคนต่างมีพลังยุทธแกร่งกล้ากว่าเหล่าลูกศิษย์ธรรมดาทั่วไป ทำให้พวกเขาล้วนมีความมั่นใจในตัวเองเป็อย่างมาก แต่ภารกิจที่ได้รับยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แม้พวกเขาจะมั่นใจในฝีมือของตัวเอง แต่กลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลยนอกจากหาข่าวคราวที่ไม่เคยมีตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทั้งสิบชีวิตต่างแยกย้ายออกไปด้วยความรู้สึกท้อแท้ใจ
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายชายชรายังคงไม่จากไป ทั้งสองยังคงอยู่ในห้องแต่ไม่มีการสนทนาใดๆ ต่างฝ่ายต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ผ่านไปพักหนึ่งชายชราก็เอ่ยขึ้นว่า
"ตงไห่ เ้ามาอยู่ข้างกายข้ากี่ปีแล้ว?"
"น่าจะประมาณแปดปีแล้วขอรับ"
ชายชราลูบเคราตัวเองต่อไป เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดขึ้นมาอีก ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าตงไห่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดขึ้นมาเช่นกัน ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ผ่านไปพักใหญ่ชายชราก็โบกมือให้ชายหนุ่มออกไป และยังคงนั่งใช้ความคิดเพียงลำพังในห้อง
ตงไห่ที่เดินออกมาก็กลับไปที่ห้องของตัวเอง ก่อนจะหยิบบางสิ่งที่คล้ายกับจี้หยกขึ้นมากำไว้ในมือ พร้อมทั้งพึมพำบางอย่างกับตัวเองเบาๆแล้วก็วางจี้หยกชิ้นนั้นลงในลิ้นชักดังเดิม
--------------
ณ ป่าใหญ่
จางหย่งได้เดินตามหลังเหล่าลู่และลู่ต้าเข้าไปในป่า เหล่าลู่ได้ชี้ให้จางหย่งดูพืชที่ใช้เป็สมุนไพรกับเหล่าผักป่าที่สามารถนำมาทำเป็อาหารได้แต่รสชาติของพวกมันจะออกขม ชาวบ้านจึงไม่นิยมกินกัน เพราะครั้งนี้จางหย่งมีเหล่าลู่และลู่ต้านำทาง ทำให้เขาสามารถเข้ามาในส่วนที่ลึกกว่าเดิม และมีพืชแปลกๆที่เสี่ยวเหมาไม่เคยนำส่งเข้าระบบ
'เ้านายๆ พืชต้นนั้นมีคะแนน'
'เ้านาย อันนั้นก็มีคะแนน'
'อันนั้นด้วยๆ เ้านาย'
จากเดิมที่จางหย่งตั้งใจฟังเหล่าลู่อธิบายสรรพคุณของสมุนไพรระหว่างทาง กลับกลายเป็ตั้งใจนำพืชเข้าระบบเพื่อแลกคะแนน แม้จะมีพืชหลายชนิดที่ยังไม่เคยถูกนำเข้าระบบ แต่ก็ไม่ได้มีคะแนนความหายากมากนัก ต่ำสุดอยู่ที่สองคะแนน และมากสุดมีเพียงยี่สิบคะแนน จางหย่งต้องแอบเอาพืชเ่าั้เข้ามิติขณะที่สองพ่อลูกหันไปทางอื่น ด้วยความระแวดระวังแบบสุดๆ ทำให้ตอนนี้เหงื่อของเขาไหลออกมาเป็ทางเพราะต้องใช้พลังงานจากร่างกายเป็อย่างมาก ลู่ต้าที่เห็นเหงื่อเต็มใบหน้าของจางหย่งก็เอ่ยถามขึ้นว่า
"พี่จางหย่งไหวไหม เราแวะพักกันก่อนเถอะ"
เหล่าลู่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับมามองจางหย่ง พบว่าเขาดูเหนื่อยมากจริงๆ จึงพยักหน้าเห็นด้วยกับบุตรชาย ก่อนจะหาที่แวะพักแถวๆนั้น เหล่าลู่ไม่ได้หยุดพักอยู่เฉยๆเขานำของที่ใส่ในตะกร้าออกมา ในนั้นมีอุปกรณ์อยู่หลายชิ้นและหลายแบบ เขาหยิบอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งออกมาก่อนจะเริ่มวางลงกับพื้น จากนั้นก็หยิบอุปกรณ์ที่มีหน้าตาต่างกับชิ้นแรกออกวางบนต้นไม้ จางหย่งมองดูด้วยความสนใจและถามเป็ระยะๆ เขาพอจะเดาได้ว่าสองชิ้นนั้นน่าจะเป็บ่วงดักสัตว์แต่เขาไม่รู้ว่ามันใช้ดักสัตว์ได้อย่างไร
"ท่านลุงลู่ กับดักพวกนี้ใช้งานอย่างไรหรือขอรับ?"
"อันนี้คือบ่วงใช้สำหรับดักสัตว์พวกที่เดินบนพื้น มันใช้งาน..."
"!!"
ยังไม่ทันที่เหล่าลู่จะอธิบายวิธีการใช้งานให้จางหย่งฟัง ก็มีนักแสดงมาสาธิตวิธีการใช้งานให้เห็นกันแบบชัดๆ เสี่ยวเหมาที่เห็นเชือกแปลกๆที่วางบนพื้นก็เดินเข้าไปด้อมๆมองๆ ก่อนจะก้าวเท้าเหยียบลงไปที่บ่วงชิ้นนั้น บ่วงที่ถูกัักระตุกรัดขาเ้าสุนัขจอมสงสัย ดึงขึ้นไปห้อยหัวอยู่บนต้นไม้ ทำให้เสี่ยวเหมาถึงกับหน้าเสียทันที มันร้องโหยหวนอย่างน่าสงสารอยู่กลางอากาศ จางหย่งที่เห็นภาพวิธีใช้งานของอุปกรณ์ดักสัตว์อย่างชัดๆ พอเข้าใจกลไกการทำงานคร่าวๆ ของมัน โชคดีที่อุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ได้ทำอันตรายสัตว์ที่ถูกจับมากนัก เสี่ยวเหมาจึงไม่ได้รับาเ็ใดๆ
'เ้านายช่วยข้าด้วย'
'โชคดีนะที่มันไม่มีของมีคมติดอยู่ ทำอะไรหัดรู้จักระวังเสียบ้าง'
'ต่อไป ข้าจะไม่อยากรู้อยากเห็นอีกแล้ว แต่ตอนนี้ช่วยข้าลงไปก่อน'
จางหย่งได้แต่ส่ายหน้าและหันไปเอ่ยกับเหล่าลู่ขึ้นว่า
"ท่านลุงลู่ ขออภัยจริงๆขอรับ ที่สุนัขของข้าทำให้ท่านเสียเวลา"
"ไม่เป็ไรๆ แกะเ้าตัวนั้นออกมาก็วางเหมือนเดิมก็ใช้ได้แล้ว ไม่ได้เสียเวลามากหรอก"
เหล่าลู่เอ่ยอย่างใจดี ก่อนจะเดินไปปล่อยเ้าสุนัขตัวน้อยออกมา ลู่ต้าที่ช่วยพ่อของเขาวางกับดักสัตว์เสร็จก็มานั่งลงที่ขอนไม้ หยิบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาดื่ม ก่อนจะหันไปมองทางจางหย่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า
"พี่ไม่ได้พกน้ำมาหรือ?"
จางหย่งที่นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้พกน้ำมาก็พยักหน้ารับ ครั้งที่แล้วเขามาเพียงลำพังทำให้บางครั้งเขาก็ดื่มน้ำจากในมิติ ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงลืมนึกถึงเื่พื้นฐานอย่างเื่น้ำดื่มไปเสียสนิท เหล่าลู่ที่ได้ยินก็เอ่ยขึ้นว่า
"น้ำดื่มเป็สิ่งสำคัญมากสำหรับการเดินป่า เ้าต้องจิบน้ำไปตลอดทาง เพราะการเข้าป่าต้องใช้พลังงานค่อนข้างมากทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ครั้งหน้าเ้าต้องห้ามลืมเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?"
"ขอรับ"
เมื่อจางหย่งกล่าวตอบรับคำแนะนำของตนเองแล้วเหล่าลู่ก็ยื่นกระบอกน้ำของเขาให้จางหย่ง จางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็เอ่ยปฏิเสธขึ้นว่า
"ข้าไม่กล้ารบกวนท่านลุงหรอกขอรับ"
"เอาไปเถอะ ข้ามาเดินป่าบ่อยสามารถปรับร่างกายตัวเองได้ แต่เ้าคงทำไม่ได้"
"งั้นข้าขอแบ่งเพียงส่วนเดียวพอขอรับ"
กล่าวจบจางหย่งก็ยกน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่งก่อนจะยื่นคืนให้เหล่าลู่ เหล่าลู่ไม่ได้คะยั้นคะยอให้ชายหนุ่มรับกระบอกน้ำไว้ เขาเพียงแต่เอ่ยขึ้นว่า
"หากเ้าไม่ไหวให้รีบบอกข้าก็แล้วกัน"
"ขอรับ"
ระหว่างที่ทั้งสองนั่งคุยกัน ลู่ต้าที่อยู่ด้านข้างชี้ไปด้านหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"ตรงนั้นมี กระต่ายป่า!"
ทั้งสองหยุดการสนทนาแล้วหันไปมองตามมือของลู่ต้า จางหย่งจ้องมองกระต่ายตัวนั้นด้วยแววตาเป็ประกาย แต่เมื่อนึกได้ว่าเขาไม่สามารถใช้ความสามารถของมิติได้ก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที นี่อาจจะเป็โอกาสดีที่เขาจะเรียนรู้การจับสัตว์ป่าก็เป็ได้ ความรู้สึกที่ห่อเหี่ยวกลับถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมอีกครั้ง เสี่ยวเหมาที่เห็นเ้านายเปลี่ยนสีหน้าไปมาก็รู้สึกงุนงง หรือเ้านายของมันจะขาดน้ำมากไป?? สงสัยมันต้องแอบหาวิธีเอาน้ำออกมาให้เ้านายได้ดื่มเสียแล้วกระมัง เสี่ยวเหมาได้แต่คิดในใจ