เงาร่างสามสายคล้ายดั่งวิญญาณที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกกลางวันแสกๆ เมื่อเห็นเด่นชัดก็ต่างก้าวเดินเหยียบย่ำบนบันไดหินขึ้นมาอย่างช้าๆ ที่ปรากฏขึ้นเป็นอวี๋เปี้ยนไท่ที่ดวงตาแดงกล่ำผมเผ้ายาวยุ่งที่ยามนี้ย่นอายุกลายเป็นผู้เยาว์เดินติดตามหลังผู้เฒ่าอาวุโสสองคนที่เดินเคียงคู่กันมา
บนบันไดหินที่เดินเยื้องนำหน้ามาทางซ้ายเป็นเฒ่าชราหน้าขาวคิ้วเครายาวเหลื่อมมันจนเป็นสีเงินผมเผ้าขาวเทาร่างท้วมในชุดเงาเงินถักทอประณีตบรรจงใบหน้าเต็มไปด้วยความทระนงถือดีนี้คือจอมมหาเวทซ่อนดาวอาจารย์ของอวี๋เปี้ยนไท่ คนผู้นี้ยามย่ำเดินทุกฝีก้าวล้วนแผ่กลิ่นอายเฉพาะออกมา
ส่วนทางขวาที่ตีคู่เคียงกันเป็นเฒ่าชราขอบตาดำคล้ำยับย่นศีรษะโพกผ้าดำหลังงุ้มงอที่หายใจถี่แรงสภาพคล้ายจะสิ้นใจตายได้ตลอดเวลา ไม้เท้าประหลาดที่มันถือสั่นเทาโยกไหวขึ้นยันพื้นตามจังหวะที่มันเดิน ดูแล้วแทบจะพามันหกล้มหัวคะมำฟาดบันไดหินทุกขั้น สักพักพอเห็นมีผู้ยืนรอมันอยู่บนเทวาลัยร้างพวกเขาจึงหยุดลง
พอหยุดอวี่เปี้ยนไท่ก็รีบช่วยมันถือไม้เท้าให้ปานเป็นข้ารับใช้ของเฒ่าชราขอบตาดำคล้ำที่กำลังยืนไพล่หลังงุ้มงอมองมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งขรึม เฒ่าชราขอบตาดำคล้ำนี้ยามเดินหอบหายใจแรง ยามยืนนิ่งปานปลาตายมีเพียงชายเสื้อของมันที่สะบัดพึ่บพับตามแรงลมตี ตรงที่พวกมันหยุดพอดีเป็นที่พักตรงบันไดหิน ห่างกับที่เฒ่าถานเทียนชี่อยู่กันไม่ถึงยี่สิบเมตร
เมื่อเห็นบรรดาผู้ที่กำลังมาถึงทำให้เฒ่าถานเทียนชี่นึกถึงในปีนั้นที่เกิดการแย่งชิงคัมภีร์วิเศษสองเล่มผู้นำฝ่ายธรรมะและอธรรมเปิดศึกกันจนเลือดไหลนองปฐพี ผู้นำค่ายสำนัก เหล่าผู้ที่เข้มแข็งของภายธรรมะนำโดยผิงหยางไต้ซือเจ้าอาวาสวัดมหายุทธ์ธรรมประทีปสมัยนั้น ซุนหลี่เต้าหยินจ้าวมหาอาศรมหยั่งฟ้ารุ่นที่ 8 ผู้นำตระกูลหมิงบูรพาจารย์หมิงหยุนเจ้าวิหารโอสถเทพเก้าจักรวาล ที่มีตนและนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่รวมอยู่ด้วย นอกนั้นก็เป็นบรรดายอดฝีมือเหนือพิสดารในสมัยนั้น ศึกครานั้นนับเป็นโอกาสในการกวาดล้างเหล่าอธรรมที่มารวมตัวกันในครานั้นเอง
การกวาดล้างนี้ทำให้ค่ายสำนักฝ่ายอธรรมที่มีความโลภในคัมภีร์วิเศษล้มหายตายจาก ที่หลุดรอดก็ระส่ำระสายขวัญหนีดีฝ่อ ที่เหลืออยู่มาถึงวันนี้ก็มีเพียงนิกายพิษอสูรที่ได้ครอบครองคัมภีร์ย้อนสวรรค์มาได้ครึ่งเล่ม
และศึกครั้งนี้ทำให้วิหารมืดซ่อนดาวของจอมมหาเวทซ่อนดาวกลายเป็นวิหารมืดไปจริงๆที่ไม่มีผู้ใดได้เห็นได้ยินมาตลอดสองร้อยปี เนื่องจากหลังจากนั้นศิษย์คนโตของมันประสบเหตุแปรเปลี่ยนเกิดกลับตัวกลับใจใช้เวทมืดช่วยเหลือผู้คนกลายเป็นยอดคนพิสดารที่รักษาผู้คนโดยไม่ใช้ตัวยาโอสถจนได้ฉายาเซียนไร้โอสถจนมันแทบคลั่งใจตาย
ส่วนอวี๋เปี้ยนไท่ศิษย์อีกคนของมันที่ทำตนเป็นองครักษ์พิทักษ์บุปผาเข้าช่วยเหลือจอมมารพิษอสูรกุหลาบงามที่มีหนามแหลมคมจนตัวเองถูกประคำไม้ผุของผิงหยางไต้ซือที่เป็นดาวข่มเวทมืดของพวกมันกระแทกจนแก่นปฐมฌานแตกสลาย ตบะฌานร้อยปีที่บำเพียรมาอย่างยากเย็นแตกดับดุจตะเกียงไฟที่มอดไปตลอดกาลไม่อาจใช้ยันต์มืดที่ร่ำเรียนมาได้อีก ทำให้มันไปพำนักในนิกายพิษอสูรในฐานะจอมแพทย์มาร ส่วนจอมมหาเวทซ่อนดาวก็เก็บหัวซ่อนหางได้เงียบเชียบนักทำให้ชื่อวิหารมืดซ่อนดาวหายไปจากแดนฟ้าเมฆินทร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลังเหตุการณ์นั้นคัมภีร์วิเศษเล่มหนึ่งถูกเก็บไว้ในมหาเจดีย์หยั่งฟ้าถูกเรียกว่ามหาคัมภีร์หยั่งฟ้า ส่วนมวลมารที่เคยผยองหลังถูกกวาดล้างครานั้นที่ก่อนเคยลอบขบเขี้ยวชิงดีชิงเด่นกันมา เมื่อวิกฤติมาถึงสถานการณ์แปรเปลี่ยนกลับกลมเกลียวสามัคคีกันขึ้นมาสุดท้ายกลับปั้นหน้าดั่งลูกหลานเลวรวมตัวหวังฮุบสมบัติบรรพบุรุษเมื่อยามจะสิ้นใจ นับเป็นหนองน้ำเน่าเหม็นโฉ่ที่ไหลมารวมกันโดยแท้
ดังนั้นคัมภีร์ย้อนสวรรค์ครึ่งเล่มสมบัติที่ร่วมไม้ร่วมมือกันแย่งชิงมาได้กลับนำมาศึกษาร่วมกันโดยมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนภายใน แม้แต่พรรคเหนือหล้าเองที่ผุดขึ้นมาภายหลังก็ยังเข้าร่วมภาคีนี้วางแผนกลับมาเป็นใหญ่เหนือดินแดนเมฆินทร์อีกครั้งเช่นที่มารปักษิณวิบัติปีกทองเคยก่อการมาก่อนในอดีตเมื่อ 800 ปีก่อน
เซียนฟ้าพยากรณ์ถานเทียนชี่และนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ ความจริงในอดีตและแม้กระทั่งตอนนี้ที่ไม่ค่อยอยากจะรู้จักมักจี่กันเท่าใดนัก ออกจะขัดแข้งขัดขากระทบกระทั่งกันเองด้วยซ้ำไป แต่ที่เหมือนกันคือต่างเคยได้ช่วยชีวิตคนจากดินแดนเบื้องบนไว้เหมือนกัน
ในสมัยที่คนทั้งสองยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว หนุ่มน้อยหน้าคมถานเทียนชี่มีอาจารย์ในนามเป็นชายผู้หนึ่งที่ตนได้ช่วยชีวิตไว้โดยบังเอิญ เช่นเดียวกับหญิงงามนามเหยาฉูนหวี่ที่ต่างได้ช่วยเหลือหญิงคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน เพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตพวกเขาต่างถ่ายทอดวิชาอักขระยันต์เทวะให้กับคนทั้งสอง สุดท้ายหญิงชายทั้งสองเมื่อพวกเขามาเจอกันโดยบังเอิญกลับกอดกันกลมร่ำไห้ที่แท้ทั้งสองถูกศัตรูไล่ล่าจากดินแดนเบื้องบนจนพลัดหลงจากกัน เมื่อพวกเขารักษาตัวจนหายดีก็ได้กลับคืนสู่ดินแดนที่ได้จากมา ก่อนพวกเขาทั้งสองจะจากไปได้สั่งกำชับว่า
“ เทียนชี ฉูนหวี่พวกเรามีความจำเป็นที่ต้องปกปิดชื่อและที่มา ส่วนวิชาอักขระยันต์เทวะที่พวกเราถ่ายทอดให้เจ้าทั้งสอง พวกเจ้าอย่าได้ใช้พร่ำเพรื่อมิเช่นนั้นจะนำเภทภัยที่มิอาจคาดคิดมาสู่ตัว หากพวกเรามีวาสนาต่อกันในภายภาคหน้าคงได้พบกันอีก ”
เมื่ออาจารย์ในนามทั้งสองเห็นเขาและนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่รับคำอย่างหนักแน่นก็ทะยานฟ้าโบยบินหายไปจากครรลอง
แต่เหตุเพราะเฒ่าถานเทียนชี่แม้จะมีพลังฝึกปรือเพียง 4 ปี แต่เพราะเป็นผู้มีไฝเจ็ดดาวและมุ่งมั่นตั้งใจกว่า เข้าถึงมรรควิชารู้จักพลิกแพลงทำให้เขาก้าวล้ำกว่านางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ ทำให้เป็นหลายเหตุผลที่นางไม่ชอบน้ำหน้าของเฒ่าถานเทียนชี่นัก
……………………………………….
ตบะฌานที่นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่รับรู้สัมผัสได้ย่อมมาจากเฒ่าชราหน้าขาวจอมมหาเวทซ่อนดาวผู้นี้เอง นางลอบสังเกตผู้ที่ยืนเคียงคู่กับเขา คนผู้นี้ร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อย มองดูหน้าที่มีรอยยับย่นดุจดินแตกระแหงของมันยากบ่งบอกว่ามันมีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ได้เช่นไร แต่นิ้วมือของมันก่อนที่มันจะไพล่หลังนั้นเป็นนิ้วมือที่เรียวยาวขาวสะอาดจนแทบส่งประกายออกมาเหมือนมือของผู้ที่ไม่เคยจับดาบกระบี่หรืออาวุธมาก่อน แต่กลับทำให้นางบังเกิดความกริ่งเกรงมือคู่นี้ขึ้นมา ความกริ่งเกรงเพียงเล็กน้อยของนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่นี้ก็เพียงพอให้เฒ่าชราขอบตาดำคล้ำผู้นี้สำแดงเดชอวดดีไปได้สิบทิศทั่วแดนแล้ว
ไม่ต่างจากเฒ่าถานเทียนชี่ที่ปรือตาข้างเดียวมองเฒ่าชราขอบตาดำคล้ำที่ไม่มีรัศมีกลิ่นอายหรือพลังฌานอันใดส่งออกมานอกจากใบหน้าที่เงียบเชียบ เขาที่มองจอมมหาเวทซ่อนดาวและอวี๋เปี้ยนไท่เป็นเพียงแมงงอดสองตัวที่ชูหางขู่ฟ้า แต่เมื่อเห็นเฒ่าขอบตาดำคล้ำผู้นี้ที่เห็นพวกตนยังสงบนิ่งอย่างยิ่ง เขาถึงกลับนิ่วหน้าขึ้นมา ยิ่งหน้าของมันสงบมากเท่าใดเขายิ่งนิ่วหน้าขึ้นเท่านั้นความสงบนี้ให้ความรู้สึกปานห้วงมหานทีไร้คลื่นแต่หากโหมทะลักขึ้นเมื่อใดย่อมกวาดทำลายทุกอย่างไปสิ้น
ฝั่งผู้มาเยือน...จอมมหาเวทซ่อนดาวคล้ายไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ใดอยู่ในเทวาลัยร้างแห่งนี้หลังจากลัทธิบูชาปรวาณจากไป 10 ปี ยิ่งไม่คาดคิดว่าคนที่พวกมันเจอจะเป็นเซียนฟ้าพยากรณ์และนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นความรู้สึกที่ยากบ่งบอกเมื่อมันมองเซียนฟ้าพยากรณ์คล้ายมีลางสังหรณ์อะไรบ้างอย่างแต่ไม่สามารถอธิบายได้ มันสลัดความคิดนั้นทิ้งก่อนจะแค่นเสียงดูหมิ่นอย่างเย็นชาออกไป
“ ชิ!ข้านึกว่าผู้ใด เป็นปลาที่เล็ดรอดร่างแหไปเมื่อ 40 ปีก่อนนั่นเอง ”
เฒ่าชราหน้าขาวถึงกลับกล้ากล่าวคำนี้ออกมา เมื่อ 40 ปีก่อนมันและจอมมารพิษอสูรจ้าวนิกายพิษอสูรที่ถือจ้าวกระบี่มารไป๋เจี้ยนในมือช่วยกันกลุ้มรุมทำร้ายเซียนฟ้าพยากรณ์ถานเทียนชี่ยังไม่มีปัญญาทำอะไรเขาได้ เพียงแต่ผู้ที่มากับมันตอนนี้เป็นแขกผู้ทรงเกียรติคำพูดปลาที่เล็ดรอดร่างแหมันย่อมต้องชิงกล่าวจากปากก่อน
“ เฒ่าใกล้ตายเช่นเจ้ามาที่นี้เพราะเหตุใด หรือจะมาแย่งชิงคัมภีร์ย้อนสวรรค์อีกครึ่งเล่มนั้นกับเฒ่าถานเทียนชี่อีก ”
เสียงที่ร่ำร้องขึ้นเป็นของนางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ที่ยังปักใจเชื่อว่าคัมภีร์วิเศษยังอยู่ในตัวเฒ่าถานเทียนชี่ ดังนั้นจึงใช้แผนตีวัวกระทบคราด
จอมมหาเวทซ่อนดาวขมวดคิ้วไม่ทราบว่านางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่เล่นลวดลายใด เรื่องนี้รู้กันวงในของฝ่ายอธรรมว่าคัมภีร์ย้อนสวรรค์อีกครึ่งเล่มอยู่ในมหาเจดีย์หยั่งฟ้า เขาจึงนิ่งไป
อวี๋เปี้ยนไท่ที่อยู่ด้านหลังมือลูบถือไม้เท้าอย่างระมัดระวังรีบสวมบทจอมประจบสอพลอกล่าวขึ้น
“ พวกเจ้าอย่าได้มาเล่นลวดลาย วันนี้พวกเราพาท่านผู้เฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลมาเยือนสถานที่แห่งนี้ พวกเจ้านับเป็นตัวอะไร เห็นท่านผู้เฒ่ายังมิรีบก้มหัวคารวะ ”
นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่เมื่อเหล่ามารร้ายเมื่อเห็นเฒ่าถานเทียนชี่กลับไม่เข้ามาแย่งชิงทวงถามคัมภีร์ย้อนสวรรค์อีกครึ่งเล่ม เช่นนั้นเป็นว่าคัมภีร์นั้นไม่อยู่ในตัวเขาจริงๆ แต่เขากลับปล่อยให้นางติดตามเขามาตลอด เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องมีการคิดบัญชีสะสาง
นางเขม่นมองเฒ่าถานเทียนชี่ที่ยังคงยืนไม่ไหวติงดังศิลาแวบหนึ่ง ก่อนหันไปมองเฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลที่มาพร้อมสองศิษย์อาจารย์วิหารมืดซ่อนดาวที่โลกลืมพวกนี้ ครุ่นคิดขึ้น
'ดูจากอากัปกริยาของคนพวกนี้ แสดงว่าเฒ่าผู้นี้ย่อมมีความเป็นมาไม่ธรรมดาอยู่บ้าง'
นางลอบขมวดคิ้วแน่นแต่ไหนเลยแสดงความอ่อนแอใดออกมา
“มารฟ้าห้วงบาดาลก็เท่านั้น เพียงมีคำว่า‘มาร’ ยังกล้ามาอวดโอ้ที่ตรงนี้ อ้อ! อวี๋เปี้ยนไท่ ข้าลืมไปว่าแก่นปฐมฌานเจ้าแตกสลายต้องตกต่ำจนต้องมาโอ้อวดสอพลอ ตกต่ำจนต้องถือไม้เท้าถือรองเท้าให้ผู้อื่นแล้ว”
อวี๋เปี้ยนไท่พอได้ฟังปานเป็นคมดาบที่จ้วงแทงตน ปรารถนาจะเอาเข็มทองหักที่เหลืออยู่จิ้มนางเฒ่าผู้นี้ให้ตาบอดไป แต่พอนึกถึงวิชาอักขระยันต์เทวะของเฒ่าถานเทียนชี่ที่อยู่ด้านข้าง ยิ่งตัวมันแก่นปฐมฌานแตกสลายไปก็สำนึกได้ว่าไม่มีปัญญาแม้แต่จะยืนตรงหน้าสองเซียนเฒ่านี้ ได้แต่หลบอยู่ข้างหลังอาจารย์ของตน มันกระซิบข้างกายเฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลว่า
“ท่านผู้เฒ่าผู้ที่ลืมตาข้างเดียวที่เรียกว่าเซียนฟ้าพยากรณ์ผู้นี้เองที่ใช้อักขระยันต์เทวะคล้ายผู้อยู่ดินแดนเบื้องบนที่ผู้น้อยเคยเรียนให้ทราบ หากพวกเราคร่ากุมพวกมันบีบบังคับให้มอบเคล็ดวิชาอักขระยันต์เทวะนั้นออกมา นับว่ามาครานี้ไม่เสียเที่ยวเปล่า ”
ตัวมันที่ส่งไก่บินสื่อสารให้อาจารย์ของตนที่หนีไปกบดานอยู่แดนพรายฟ้าบาดาลว่ามีผู้ใช้อักขระยันต์เทวะปรากฏตัวขึ้นมา จอมมหาเวทซ่อนดาวจึงเดินทางกลับมาพร้อมเฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลที่เคยรู้จักกับอาจารย์ของเขา
เฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลนี้เป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่เป็นผู้อาวุโสระดับเดียวกับอาจารย์ของจอมมหาเวทซ่อนดาวที่เสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนตัวมารเฒ่าเองก็ปรารถนาจะโบยบินขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบนเช่นกันก็สนใจเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยจึงตัดสินใจดั้นด้นเดินทางมา
แต่คล้ายมารเฒ่าผู้นี้จะไม่สนใจอักขระยันต์เทวะเท่าใด เพียงแต่สนใจเบาะแสที่จะพามันขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบนเท่านั้น มันร่ำร้องเสียงแข็งกระด้างออกไป
“ ผู้เยาว์ทั้งสองจงไสหัวออกมาให้เรา และมอบเคล็ดวิชาอักขระยันต์เทวะออกมาเสีย หากขัดขืนระวังศีรษะของพวกเจ้าจะถูกปลิดปลง ”
เพียงมีคำว่า ‘มาร’นำหน้าย่อมมิใช่ตัวดี นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่เพียงรับฟังประโยคแรกไหนเลยทนทานได้
“ บังอาจยิ่งนัก คำพูดไร้เหตุผลดื้อด้านเช่นนี้ หากพวกเจ้าเก่งกาจสามารถก็เข้ามาเอา ”
เฒ่ามารฟ้าห้วงบาดาลไหนเลยลงมือกับผู้เยาว์ทั้งสองก่อน ส่วนจอมมหาเวทซ่อนดาวและอวี๋เปี้ยนไท่ปรารถนาจะยืมมีดฆ่าคนอยู่่แล้วไหนเลยจะขยับเขยื้อนแม้เพียงปลายเล็บ
นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่เขม็นมองตาเขียวเมื่อเห็นคนทั้งสามคล้ายไม่สนใจคำพูดของนาง ไม้เท้ากระแทกพื้นศิลาจนประกายไฟแตกออกอีกครั้ง ตวาดไปว่า
“ พวกเจ้าไม่กล้าเข้ามา งั้นข้าจะเข้าไปประหารพวกเจ้าเอง ”
นางเซียนเฒ่าพรหมจรรย์เหยาฉูนหวี่ไหนเลยเคยเกรงกลัวฟ้าดิน
ท่ามกลางแดดที่ร้อนแรงชั่วพริบตานางชักนำจิตเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งจนแก่นปฐมฌานถูกจุดสว่างขึ้นดั่งตะเกียงไฟก่อนจะขยายทอแสงเจิดจรัส ลมปราณกว่าสองร้อยปีที่ฝึกปรือทะลักดั่งน้ำพุแห่งชีวิตที่พวยพุ่งออกมาไม่ขาดสาย ประกายไฟที่พื้นแตกพลังไร้สภาพประการหนึ่งสะท้อนออกคนลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้ว
แท่งศิลาที่นางยืนอยู่หลังนางทะยานขึ้น ถึงกลับไม่อาจคงสภาพอยู่ได้แตกแยกออกเป็นผุย
อวี๋เปี้ยนไท่ที่ยืนอยู่ด้านหลังที่แก่นปฐมฌานแตกสลายไปเพียงเสียงที่นางกระแทกไม้เท้าที่แฝงพลังทลายจิตสะท้อนออกมา เลือดลมถึงกลับตีกลับกระอักเลือดขึ้นถึงลำคอไหลซึมออกมุมปาก ดีที่มันฝืนกลั้นผนึกพลังฝึกปรือที่เหลืออยู่โคจรลมปราณขึ้นต้านไว้ทันไม่เช่นนั้นจะบาดเจ็บยิ่งกว่านี้อีก
..........................................