ตอนที่ 2 แจกันสองหูจากเตาเผาเหยี่ยน (1)
เมืองหยางโจวในเดือนสามมีสายลมเย็นสบาย นับเป็่เวลาที่ทิวทัศน์งดงามที่สุดในรอบปี ไม่แปลกเลยที่มีคนกล่าวว่าดอกไม้ไฟเดือนสามปรากฏที่เมืองหยางโจว
วันที่สามเดือนสามผู้คนมารวมตัวกันอย่างคับคั่งที่หอป๋ายอวิ๋นอีกครั้ง ทั้งพ่อค้าและเหล่าคนว่างงานในเมืองหยางโจวล้วนมารวมตัวกันที่นี่ บ้างก็ถือขวดโหลจากเตาเผาหรู่ บ้างก็ถือหยกซึ่งแกะสลักจากช่างฝีมือชื่อดัง กล่าวได้ว่าครึกครื้นมากจริงๆ
เหล่าบุรุษด้านหน้าเกาะกลุ่มกันกลุ่มละสองสามคน โดยมีชายอ้วนท้วนใบหูใหญ่ผู้หนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นสามส่วน “ข้ายอมซื้อแจกันของเ้าในราคาสามพันตำลึง เ้ายังไม่พอใจอีกหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะแจกันใบนี้มาจากยุคห้าราชวงศ์สิบแว่นแคว้น พอจะมีราคาอยู่บ้าง รูปร่างก็แปลกตาหายาก ต่อให้ขายสามร้อยตำลึงข้าก็ไม่ยอมซื้อหรอก!”
ผู้คนรอบข้างเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ คล้ายว่าเ้าของแจกันใบนั้นเป็คนโลภจริงๆ
เงาร่างในอาภรณ์สีน้ำตาลอ่อนเดินออกมาจากห้องส่วนตัวชั้นหนึ่ง แม่นางน้อยดูเหมือนอายุราวๆ สิบเอ็ดสิบสองปีเท่านั้น ความอ่อนวัยบนใบหน้ายังไม่จางหายไป ทั้งยังมีสาวใช้ใบหน้ากลมเดินตามหลัง นางหันกลับไปมองห้องส่วนตัวอย่างส่งๆ
เมื่อแม่นางน้อยผู้นั้นได้ยินเสียงก็เดินไปตามทิศทางเสียงนั้น เนื่องจากตัวเล็กทำให้มองไม่ชัด จึงพยายามเบียดไปข้างหน้า
กระทั่งเบียดไปถึงข้างหน้าได้ก็เห็นสีหน้าเ้าของแจกันใบนั้นเต็มไปด้วยความอับอายและโกรธเคือง แต่ท่าทางคล้ายพูดอะไรไม่ออก นางจ้องคนผู้นั้นก่อนมองไปยังแจกันในมือของเขา จากนั้นจึงขมวดคิ้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “แจกันใบนี้…เป็แจกันเคลือบจากเมืองเหยี่ยนโจวยุคห้าราชวงศ์งั้นหรือ”
เ้าของแจกันได้ยินเสียงนางในทันทีจึงพยักหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งยังกอดแจกันในอ้อมแขนไว้แน่นกว่าเดิม
ชายอ้วนหูใหญ่ผู้นั้นหันหน้ามามอง เดิมทีสีหน้าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ทว่าเมื่อเห็นหน้าแม่นางน้อยผู้นั้นจึงรีบเก็บอาการเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเป็ใบหน้ายิ้มแย้มในทันใด “คุณหนูเจ็ดอายุยังน้อย คงไม่รู้สินะ เมืองเหยี่ยนโจวไม่ใช่เตาหลวง ของที่ผลิตออกจากที่นั่นจึงไม่ได้ล้ำค่ามากนัก”
“ใช่แล้ว ยุคห้าราชวงศ์สิบแว่นแคว้นมีการผลิตแจกันเคลือบมากมาย แม้เมืองเหยี่ยนโจวจะเป็เตาเผาขนาดใหญ่ แต่อย่างไรก็ไม่ใช่หลวง ของจากที่นั่นจึงไม่ได้มีราคามากนัก ถ้าแจกันใบนี้ผลิตจากเตาหลวงละก็ อย่าว่าแต่สามพันตำลึงเลย ต่อให้ราคาสามหมื่นตำลึงก็ขายออก” น้ำเสียงเย็นสบายแว่วมาจากด้านหลัง ฟังดูเป็น้ำเสียงเอกลักษณ์ของสาวน้อยอ่อนเยาว์ ประหนึ่งน้ำแร่ใสสะอาดเดือนสามซึ่งไหลผ่านรอยร้าวในใจคน ทั้งยังหวานฉ่ำไปถึงก้นบึ้งหัวใจ
แม่นางน้อยหันหน้ากลับไปมอง โคลงศีรษะเล็กๆ มุมปากห้อยตกลงด้านล่างทันที “พี่เจียงฮุ่ย”
เจียงฮุ่ยตอบรับหนึ่งที พร้อมทั้งก้าวมาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ก่อนหยุดยืนด้านข้างแม่นางน้อยและหันหน้ามองนาง “เฉิงอิง พี่สาวเ้าชอบแจกันเครื่องลายครามเป็ที่สุด ที่เรือนก็มีสะสมไว้มากมาย เ้าไม่รู้เื่นี้หรือ”
แม่นางน้อยกัดฟัน “ข้ารู้เ้าค่ะ!”
เจียงฮุ่ยเห็นว่านางคล้ายร้อนรนเล็กน้อยแต่ก็ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ “เครื่องลายครามสีขาวจากเตาหลวงขึ้นชื่อที่สุดในยุคห้าราชวงศ์ เครื่องกระเบื้องที่ผลิตออกมาล้วนเรียบละเอียดฉ่ำวาว สีสันสดใส อันดับรองลงมาก็คงเป็เครื่องกระเบื้องวาดลวดลายของเตาเผาติ้ง บนเครื่องกระเบื้องแต่งแต้มสีสันเอาไว้สามส่วนชวนให้รู้สึกสดใสงดงาม ส่วนอันดับถัดมาจึงจะเป็เตาเผาเหยี่ยน เตาเผาจวินและเตาเผาอื่นๆ แจกันใบนี้ถ้ามีคนยอมซื้อในราคาสามพันตำลึงก็นับว่ายุติธรรมแล้ว”
เมื่อนางพูดจบก็วกกลับมามองแม่นางน้อยอีกครั้ง “เฉิงอิง เ้าคิดว่าอย่างไรหรือ”
“น้องหญิงเจ็ด กลับมานี่”
ผ้าม่านของห้องส่วนตัวถูกผู้อื่นมาเปิดั้แ่เมื่อใดก็ไม่รู้ เผยให้เห็นสถานการณ์ภายในห้อง ขณะนี้เสียงของสาวน้อยพลันแว่วมาจนดึงดูดให้ทุกคนต่างหันไปมอง ทว่าเพียงมองปราดเดียวก็ถึงกับหยุดหายใจ
เป็เพียงสาวน้อยอายุราวๆ สิบสี่สิบห้าปีเท่านั้น แต่กลับรูปโฉมงดงามล่มเมือง แลดูสูงส่งสง่างาม แม้นางไม่ได้แต่งกายหรูหรา ทว่ายามชุดโปร่งแสงสีฟ้าอ่อนเรียบๆ นั้นอยู่บนกายนาง กลับดั่งบุปผากำลังบานสะพรั่ง
แม่นางน้อยที่ถูกนางเรียกเผยสีหน้าดีอกดีใจ พร้อมทั้งเรียกพี่หญิงห้า ยกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปทางห้องส่วนตัว