บทที่ 5 สะเพร่า?
มองดูแผ่นหลังของคนสกุลหลี่ที่พากันกลับไป หลิวหร่วนอี้ก็ค่อยผ่อนคลายลงมาก การเผชิญหน้ากับครอบครัวพระเอกมันใช้พลังงานสูงขนาดนี้เชียวหรือ? หร่วนอี้ไม่เคยเจอพวกเขามาก่อน ไม่คิดเลยว่าแค่สายตาของเขาก็ทำให้นางหายใจไม่ออกแล้ว
“น่าแปลก” ตอนที่กำลังคิดเกี่ยวกับดวงตาคมปราบนั้น เสียงของมารดาที่นั่งบทบุรุษสนทนากันก็พึมพำขึ้นมา
“มีอะไรน่าแปลกหรือ?” บิดาของหร่วนอี้เอ่ยถาม
“ท่านไม่ได้ยินที่รองแม่ทัพหลี่กล่าวหรือไร? เขาไม่ได้พูดว่าเื่สนมเต๋อเฟยจะจบในอีก 1 เดือนข้างหน้าหรือ? แต่ครรภ์ของพระสนมเพิ่ง 2 เดือนเท่านั้น หากจบเดือนหน้า...”
“ชู่ว!! อย่าได้กล่าวเช่นนี้อีกเด็ดขาด! ไม่ใช่แค่ศีรษะของเ้าเท่านั้นที่จะกระเด็น พวกเราทั้งหมดทั้งตระกูลหลิวนี่แหละที่จะเหลือเพียงคอเท่านั้น!” ผู้นำตระกูลหลิวแทบตะครุบปากของฮูหยินตนเอง เขาหวาดกลัวจนเหงื่อตก ใครจะไปคิดว่าฮูหยินตนพูดเช่นนั้นออกมาได้
แต่เมื่อคิดให้ดี คำพูดของฮูหยินหลิวก็ถูกต้องจริงๆ การที่คนเป็คุณชายน้อยของสกุลหลี่พูดอย่างนั้น...มันไม่ใช่เป็การสาปแช่งหรือ? หากใครอื่นมาได้ยินเข้าจะไม่เอาไปสร้างปัญหาหรืออย่างไร
เ้าคนผู้นั้นปกติเห็นเป็พวกสุขุมนุ่มลึก ความคิดความอ่านเฉียบคมยิ่งกว่าบิดา แต่ทำไมครานี้จึงแสดงออกเหมือนกับคนโง่เขลาได้!
หลิวหร่วนอี้ยิ่งแล้วใหญ่ ในใจของนางก็ไม่เข้าใจเช่นกัน อะไรคือ 1 เดือนก็จะจบลงแล้ว? แม้ว่าพระสนมเต๋อเฟยจะเสียบุตรในครรภ์ไป กระนั้นก็ยังเหลือเวลาอีก 3 เดือนนั่นแหละจึงจะเกิดเื่ขึ้น นี่...หรือว่าจะเป็แค่การปากพล่อยพูดโดยไม่คิดของเขาเท่านั้น?
ช่างเป็เื่ที่น่าแปลกเกินไป พระเอกของเื่ถูกสร้างบทบาทมาให้เป็คนสะเพร่าปากพล่อยหรือ? ถ้าอย่างนั้นคนที่เป็ถึงว่าที่แม่ทัพใหญ่ควบคุมกองทัพนับแสนนายจะมีอายุยืนอยู่ได้อย่างไร?
ถ้าเขากระทำการใดๆด้วยความบกพร่อง พลาดท่าเพียงนิดคงจะถูกบั่นคอไปแล้ว แต่จากสามชีวิตของเธอก่อนหน้านี้รวมทั้งเนื้อเื่ในนิยายที่แสดงให้เห็นความเฉียบคมของเขา เธอรู้ดีเลยว่าพระเอกคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
ทุกคำพูดของเขาล้วนมีความหมายแฝงอยู่ ไม่เช่นนั้นเธอจะใจสั่นยามเมื่อได้ยินเขาพูดไม่กี่ประโยคก่อนหน้านี้ได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นคำพูดนี้....
หลิวหร่วนอี้ยิ่งคิด คิ้วของนางก็ยิ่งขมวดมุ่นจนแม้แต่บิดาผู้กังวลเกี่ยวกับคำพูดของฮูหยินก่อนหน้านี้ก็ยังมองลูกสาวด้วยความเป็ห่วง
ครั้งแรกที่ลูกสาวสุดที่รักได้พบกับ “ว่าที่สามีในอนาคต” กลับต้องมาฟังเื่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สตรีในห้องหออย่างนางจะหวาดกลัว หลังจากนี้เขาคงต้องไปที่จวนสกุลหลี่เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเื่นี้ให้ชัด สำหรับปัญหานอกบ้านที่ไม่เกี่ยวกับอิสตรีก็ไม่ควรนำเข้ามาให้คนต้องปวดหัว ส่วนเื่ในจวนก็จัดการตามความเหมาะสมไม่ก้าวก่ายกันเกินไป แบบนั้นต่างหากจึงจะเป็ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบได้
เอาเถอะ อีกฝ่ายเป็ตระกูลแม่ทัพ รับราชการทหารมาั้แ่บรรพบุรุษ หากจะขาดทักษะในการแยกแยะเื่ในเรือนและเื่นอกเรือนไปบ้างก็คงจะไม่ผิดอะไร
ถึงอย่างนั้น...เมื่อคิดว่าลูกสาวที่ตนเองรักและทะนุถนอมอย่างดี สุดท้ายจะไปอยู่ในมือหยาบกร้านของผู้อื่น หัวใจของคนเป็บิดาก็เ็ปยิ่ง
“หร่วนอี้ เ้าคงจะใกับท่าทางแข็งกร้าวของคนพวกนั้นไม่น้อยใช่หรือไม่?” ได้ยินคำถามที่ห่วงใยของบิดา หร่วนอี้กลับคลี่ยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ ท่าทางสงบ มีมารยาท แต่ยังดูสูงส่งนั้นยิ่งทำให้ผู้เป็บิดารู้สึกเสียดาย
ถ้าไม่ใช่ตนเองที่เป็ฝ่ายปากเปราะพูดเื่นี้ขึ้นมาั้แ่ยังไม่มีหร่วนอี้ มาเวลานี้บุตรีก็คงจะได้กลายเป็ “พระชายา” ขององค์ชายสักพระองค์ไปแล้ว
แม้ว่าสกุลหลิวของพวกเขาจะไม่นิยมฝักใฝ่เข้าฝ่ายใด แต่ขอแค่มีใครสักคนที่สามารถดูแลบุตรีของเขาได้อย่างแท้จริง เช่นนั้นพวกเขาก็พร้อมจะสนับสนุนอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ดังนั้น...ทุกคนรู้ดีว่าตำแหน่งพระชายานี้เหมาะสมกับบุตรีของเขามาก น่าเสียดายก็แค่นางยังมีสัญญาหมั้นหมายอยู่ แถมเป็สัญญาหมั้นกับคนสกุลหลี่ที่พวกเขาไม่กล้าแตะต้องเสียด้วย
เฮ้อ ภาพของพระชายาเมื่อเทียบกับฮูหยินจวนแม่ทัพแล้วต่างกันลิบลับ ฝั่งหนึ่งคงจะกินอยู่อย่างสุขสบาย โบกมือคราหนึ่งก็มีนางกำนัลมากมายมาคอยปรนนิบัติ แม้จะต้องแย่งชิงความรักกับผู้อื่น ทว่า...ในจวนแม่ทัพไม่มีเื่แบบนั้นหรือ? เหอ เหอ เหอ ขอแค่เป็บุรุษ...ก็อยู่ที่ว่าจะมีมากหรือน้อย จะเกรงในสกุลเดิมมากหรือน้อย หรือจะโง่เขลาหลงสตรีมากหรือน้อยจนทำให้กลายเป็เื่ใหญ่ก็เท่านั้น!
แม้แต่จวนสกุลหลิวของเขาก็ยังมีภรรยาถึง 4 คน จะให้คนอื่นมีน้อยกว่าตนเองก็คงเป็เื่ฝันไปเท่านั้น...
“ท่านพ่อกังวลเกินไปแล้วเ้าค่ะ ข้าไม่เป็อะไร ท่าทางของคนสกุลหลี่เป็เช่นนี้ก็ปกติแล้ว ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็ตระกูลแม่ทัพ”
“เฮ้อ เ้าเข้าใจเื่นั้นก็ดีแล้ว แต่ไม่ต้องกังวลไป...ต่อให้เ้าแต่งงานแล้ว บิดาผู้นี้ก็จะคอยดูแลอยู่ห่างๆ ถ้าสกุลหลี่กล้ารังแกให้เ้าเจ็บช้ำน้ำใจ เช่นนั้นพ่อจะจัดการเขาเอง!”
“ขอบคุณท่านพ่อที่ห่วงใยเ้าค่ะ”
เห็นบิดาพูดจริงจังขนาดนั้น หลิวหร่วนอี้ก็ยกมือขึ้นมาปิดปากเล็กน้อย ท่วงท่าราวกับพระชายาเอกขององค์รัชทายาทเมื่อสมัยก่อน เนื่องจากการฝึกฝนอย่างจริงจังก่อนเข้าวัง พร้อมกับการที่นางไม่คิดว่าท่าทางเช่นนี้เสียหายอะไร ดังนั้นจึงปฏิบัติตัวตามธรรมเนียมมาตลอด กลายเป็บุคลิกประจำตัวไปเสียแล้ว
เมื่อทุกคนได้เห็นท่วงท่างดงามนี้ของนางก็มองกันอย่างเคลิบเคลิ้ม ในใจเต็มไปด้วยความชื่นชมก็เท่านั้น...ส่วนหญิงสาวที่ถูกมองด้วยสายตาชื่นชม ในใจกลับคิดเื่การแต่งเข้าสกุลหลี่อย่างจริงจังแล้ว
ไม่ว่าคุณชายหลี่พูดออกมาเช่นนั้นจะเป็จริงหรือไม่ แต่การที่นางมีเวลา 1 เดือน กับการที่มีเวลา 3 เดือนก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก ในเมื่อเื่ที่ต้องเตรียมความพร้อมก็ต้องเตรียมเอาไว้ให้พร้อมมากที่สุด ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็อย่างไร นางก็ควรจะมีชีวิตอย่างราบรื่นดี รอจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องตาย ตอนนั้นก็จะได้ตายจากไปอย่างสงบ...
สำหรับชีวิตนี้ เนื่องจากว่าที่สามีเป็บุตรชายแม่ทัพใหญ่ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็รองแม่ทัพ ควบคุมกองทัพ 20,000 นาย และยังควบคุมหน่วยสอบสวนที่ขึ้นตรงต่อกองทัพด้วย ซึ่งแม้ว่างานของเขาจะไม่เหมือนกับหัวหน้ามือปราบที่คุมลูกน้องในการจัดการกับคดีความต่างๆ ทว่า...ก็มีส่วนที่คล้ายกันไม่น้อย
เหล่าหัวหน้ามือปราบจะดูแลสารทุกข์สุขดิบของประชาชนในแต่ละเขตแต่ละเมือง ส่วนหน้าที่ของหลี่จื่อหยวนนั้นเป็การควบคุมผู้กระทำความผิดซึ่งมียศมีตำแหน่ง หรือก็คือ...คนใหญ่คนโตจะต้องถูกเขาตรวจสอบเกือบทั้งหมด!
นอกจากนี้ยังต้องรับหน้าที่ในการควบคุมทหารทั้ง 20,000 นายในการออกจัดการกับโจรร้ายตามแต่ดำรัสขององค์จักรพรรดิด้วย เรียกว่างานรัดตัวมากจริงๆ แต่ก็สมกับที่เป็ “ว่าที่แม่ทัพใหญ่” คนต่อไปนั่นแหละ...
คนทำงานหนักถึงขนาดนั้น ผลก็คือเงินเดือนของเขาย่อมต้องสูงมาก อีกทั้งกิจการใดๆทั้งของสกุลหลี่ที่มอบให้เขาดูแล และกิจการส่วนตัวของเขาเอง พวกนั้นก็มากพอที่จะทำให้หลิวหร่วนอี้ไม่ต้องทำงานอะไรให้ยุ่งยากเลย
ไม่เหมือนกับ 3 ชีวิตก่อนที่ต้องดิ้นรนอย่างหนัก ชีวิตแรกก็เพื่อสร้างฐานอำนาจให้ตนเองในฐานะ “พระชายา” งานที่ทำนั้นหนักหนาและปวดหัวมาก ชีวิตที่สองก็เพื่อที่จะสนับสนุนสามีบัณฑิต นางแทบจะต้องอ่านตำราเรียนทั้งหมดเพื่อมาสรุปให้เขาฟังเพื่อให้จำไปสอบอีกที และชีวิตสุดท้าย...ชีวิตนี้ย่ำแย่ที่สุด เพื่อที่จะเปลี่ยนชะตาของตระกูลขนาดเล็กให้เป็ขนาดใหญ่ นางแทบไม่ได้นอนหลับดีๆเลย
ผลสุดท้ายก็เป็อย่างที่เห็น ดังนั้น...ชีวิตนี้ที่นางเลือกจะปลงตกกับมันไปแล้ว ย่อมไม่มีแผนการอะไรในใจ
ว่าที่แม่ทัพใหญ่หากดูแลภรรยาของตนเองไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่ควรจะดูแลกองทัพได้แล้ว! ยิ่งในบท “พระเอก” ด้วย คงไม่ต้องมาเดือนร้อนถึงมือเธอกระมัง!
อ่า...แน่นอนว่าในฐานะตัวประกอบ “ฮูหยินที่น่าสงสาร” ของท่านแม่ทัพ นางยังคงมีบทที่ตนเองต้องผ่านมันไปให้ได้อยู่ด้วย เพราะถ้าผ่านมันไปไม่ได้ เช่นนั้นก็เตรียมตัวที่จะตายก่อนกำหนดการในเื่ได้เลย และหร่วนอี้ก็ไม่คิดอีกเช่นกันว่าเนื้อเื่จะปราณีเธอขนาดนั้น!!
อย่าลืมว่านางตายมาแล้ว 3 รอบ ทุกรอบล้วนเต็มไปด้วยความเ็ปทรมาน ดังนั้น...รอบสุดท้ายนี้นาง้าที่จะเดินอยู่บนบทบาทของฮูหยินที่น่าสงสารไปจนจบ เพราะอย่างน้อยยังมีเวลา 5 ปีให้ได้เสพสุขและผ่อนคลาย
บทแรกที่นางต้องเจอไม่ได้อยู่ไกลนัก ในเนื้อเื่นิยายดั้งเดิม นางจะแต่งงานกับหลี่จื่อหยวนในเดือนที่ 2 หลังจากพระสนมเต๋อเฟยเสียบุตรในครรภ์ไปแล้ว ตามนิยายดั้งเดิม...หร่วนอี้ชมชอบคู่หมั้นคนนี้มาก ต่อให้เขาจะเ็ากับตนเองจนเหมือนไม่อยากเสวนาด้วย แต่นางกลับดึงดันดื้อรั้นต่อบิดา ไม่ว่าอย่างไรก็้าแต่งกับเขาให้ได้เร็วที่สุด นี่เป็เพราะกลัวว่าคนอื่นจะแย่งตำแหน่งที่ล้ำค่านี้ไปแทนตนเอง
สุดท้ายกำหนดการก็ถูกเลื่อนออกไปหนึ่งครั้งเพราะครรภ์ของพระสนมเต๋อเฟยมีปัญหา ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เลื่อนไปหลังจากการสิ้นประชนม์ของโอรสั แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบางส่วนเพราะในขณะที่มีบางคนเสียใจ พวกเขาจะเริ่มต้นงานมงคลได้อย่างไร...แต่คำทัดทานนั้นเป็ส่วนน้อย คนมากมายแค่รู้ว่าเป็การแต่งงานของสกุลหลี่และสกุลหลิวก็ทำได้แค่พยักหน้าปล่อยผ่าน
สองตระกูลนี้ประกาศความสัมพันธ์ชัดเจนมาโดยตลอด การหมั้นหมายของทั้งคู่ก็ทำมาั้แ่ยังเล็กแล้ว ดังนั้นจะแต่งหรือไม่ก็มีค่าเท่ากัน
ทว่า...หลังจากแต่งงานไปแล้วนี่แหละที่มีปัญหา! เมื่อหลิวหร่วนอี้แต่งงานกับหลี่จื่อหยวน ยังไม่ทันผ่านสัปดาห์แต่งงานไปเลยด้วยซ้ำ กลับมีเทียบเชิญมาที่สกุลหลี่มากมาย พวกเขาล้วน้าพบเจอตัวของฮูหยินแม่ทัพผู้โชคดีคนนี้! และแน่นอนว่าหลิวหร่วนอี้สามารถปฏิเสธเทียบเชิญมากมายได้ หากแต่ไม่อาจปฏิเสธเทียบเชิญจากพระสนมเสียนเฟยได้เลย!!
พระสนมเสียนเฟยผู้นี้เมื่อเทียบกับสนมเต๋อเฟยแล้ว ทั้งๆที่อยู่ขั้นเฟยเหมือนกันแต่กลับมีหน้าตาใหญ่โตมากกว่า อนึ่งเป็เพราะนางมาจากตระกูลที่ระดับสูงมากกว่าเต๋อเฟย และอีกประการเป็เพราะเสียนเฟยผู้นี้มีบุตรีให้กับั์ผู้หนึ่งแล้ว
จริงอยู่ที่ว่านางไม่ได้มี “โอรส” มาถวาย หากแต่ความสามารถในการตั้งครรภ์ได้แสดงออกมาแล้ว ก็แปลว่านางมีความหวังที่จะตั้งครรภ์ได้อีก อยู่ที่เวลาเท่านั้นแล้วว่าจะเป็ครรภ์โอรสในตอนไหน
แต่สนมเต๋อเฟยที่แม้จะมีขั้นเฟยเช่นกัน กลับยังไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน เรียกได้ว่านี่เป็ครรภ์แรกของพระนางเลยก็ว่าได้ ผู้คนทั้งหมดจึงคาดหวังกับครรภ์นี้มาก ทว่าน่าเสียดายเหลือเกินที่สุดท้ายแล้วนางก็ต้องเสียบุตรในครรภ์ไปทั้งอย่างนั้น ซึ่งท้ายที่สุดคนที่เสียใจมากกว่าใครย่อมเป็เต๋อเฟยผู้นี้เอง!!
ในวังัมีทั้งฮองเฮาและสนมอื่นๆแทบจะครบครัน ชั้นเฟยมี 3 พระองค์คือ เสียนเฟย เต๋อเฟย และฮุ่ยเฟย ทั้งสามคนนี้พยายามอย่างมากที่จะก้าวขึ้นมาเหนือผู้อื่น หรืออย่างน้อย....ถ้าได้รับเลือกเป็กุ้ยเฟยก็คงจะดี เพราะตอนนี้ตำแหน่งกุ้ยเฟยยังคงเว้นว่างอยู่ ตำแหน่งที่รองลงมาจากฮองเฮาก็คือพวกนางแล้ว
เดิมทีเต๋อเฟยคาดหวังกับครรภ์นี้มาก และคนอื่นๆก็หวาดกลัวมากเช่นกัน แต่เมื่อเกิดเื่ขึ้นเช่นนี้ เต๋อเฟยเสียใจ...คนอื่นกลับมีความสุขยิ่ง!
งานเลี้ยงของเสียนเฟยกลับเป็เหมือนปฏิกิริยาเร่งความเร็วให้วังหลังะเิรุนแรงมากขึ้น เพราะหลังจากที่เต๋อเฟยเสียบุตรในครรภ์ แทนที่ทุกคนจะอยู่อย่างสงบและไว้อาลัยให้สายเืั เสียนเฟยผ่านไปเพียงสองเดือนเท่านั้นกลับใช้ข้ออ้างในการจัดงานเลี้ยง “ชื่นชมภาพวาดขององค์หญิงสี่” เพื่อเยาะเย้ยนาง ไม่น่าแปลกใจเลยที่วันจัดงานเลี้ยง...เต๋อเฟยจะบุกมาที่งานแล้วอาละวาดไปทั่ว!
ปัญหาคือคนในวังสองคนมีปัญหากันแล้วจะเกี่ยวอะไรกับนาง? ฮ่า....อย่าลืมว่าฉายาฮูหยินผู้น่าสงสารไม่ใช่จะได้รับมาง่ายๆ นางอยู่เฉยๆก็เกือบ ไม่สิ! โดนลูกหลงได้แล้ว !!
ดีที่ได้นางเอกซึ่งตอนนั้นเป็บ่าวรับใช้ตัวน้อยที่พ่อบ้านเลือกมาดูแล เนื่องด้วยข้อดีคือความรวดเร็ว ทั้งยังฉลาดรู้เื่มากกว่าสาวใช้ทั่วไป นางได้เห็นว่ามีนางกำนัลผู้หนึ่งเล่นสกปรกด้วยการพยายามตีแมวให้ตาย จึงได้สร้างหลักฐานให้กับฮูหยินของตนเอง
เมื่อถูกพาสอบสวน กลับมีนางกำนัลของตำหนักอื่นๆมาเป็พยานให้ครบถ้วนตามเวลาที่ถูกใส่ความ ดังนั้นจึงสามารถรอดจากการโบยหลัง 50 ทีออกมาได้
มาครั้งนี้...แม้ว่าหร่วนอี้จะไม่้าทำงานหนักเกินไป กระนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้ตนเองพึ่งพาสาวน้อยมากเกินไปนัก อันที่จริง...ปัญหาของเื่นั้นไม่ใช่การที่ต้องลุ้นระทึกให้สาวใช้ตัวน้อยพยายามหาทางแก้ไขให้ได้ หากแต่เป็่เวลาแสดงฝีมือของนางเอกนั้น ฮูหยินผู้น่าสงสารอย่างตนได้ถูกส่งไปขังไว้ที่คุกหลวงแล้วอย่างไรล่ะ!
บทบรรยายตอนที่นางเอกมารับนางกลับไปนั้นหดหู่เสียแทบอยากจะบีบคอตนเองให้ตายไปเสียตอนนี้เลย เพราะมันได้แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้าที่นางเอกจะมาช่วย หร่วนอี้ถูกทารุณอย่างไรไปแล้วบ้าง! แค่บอกว่ามีรอยแส้หวดแผ่นหลังสามสี่รอย นางก็ขนลุกซู่หมดแล้ว!!
เอาล่ะ ในเมื่อบทนี้ก็รู้ล่วงหน้าแล้ว เช่นนั้น...นางควรจะต้องช่วยเหลือตนเองให้ได้มากที่สุดก่อน ส่วนฉากที่นางเอกจะแสดงความสามารถนั้นก็ปล่อยให้นางทำไปก็ตามสมควรก็แล้วกัน หรือไม่...ก็ช่วยแสดงความสามารถภายหลัง ซึ่งไม่เกี่ยวกับฉากที่นางจะต้องถูกทารุณได้ไหม?
……………………………