ภายในกระโจมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกองทัพไร้พ่ายบริเวณชายแดน บุรุษในชุดสีดำล้วน กำลังนั่งบนเก้าอี้ฟังรายงานจากองครักษ์เงาของตน
“ท่านประมุข ยามนี้พรรคมารมีการคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักศึกษา” จางหย่งหยุดเอ่ยเพียงครู่ ทอดสายตามองไปยังผู้เป็นายที่ยามนี้เอามือเท้าคางโดยใช้ศอกตั้งบนพนักวางแขนด้วยท่าทีสบาย แววตาที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดมองผู้รายงานเป็เชิงคำถาม เขาจึงเอ่ยต่อ “เครื่องบรรณาการหลิวอ้ายผิง ก็เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วยขอรับ”
เจียงจวิ้นเหยียนที่ฟังรายงานจากจางหย่ง ยังอยู่ในท่าทางปกติเมื่อฟังจบ ไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งใด อันที่จริงเขาไม่ได้ห้ามหากว่าหลิวอ้ายผิงจะทำสิ่งใด ต่างกับเครื่องบรรณาการอย่างโจวหวางอี้ ที่อย่างไรแล้วต้องอยู่ในการควบคุมเสมอ เพราะในความคิดของเขา หลิวอ้ายผิงไม่ใช่คนที่ควบคุมได้ และยิ่งไม่น่าจะมีใครบังคับมาในที่แห่งนี้ เว้นเสียแต่นางมีความจำเป็บางอย่าง ที่เขาต้องคอยจับตาดูเพียงเท่านั้น
“นางคงไม่มีอะไรทำ” หรือเขาควรรีบกลับไปหาอะไรให้นางทำดี ผู้เป็ประมุขต่อคำในใจ ทันใดนั้นรอยยิ้มมุมปากจึงปรากฏขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่เพียงเท่านี้ก็พอทำให้จางหย่งที่ติดตามเขามานานเกิดความรู้สึกตะลึงงันได้แล้ว
ไม่ใช่รอยยิ้มเหยียดหยันดั่งเช่นเคย แต่เป็รอยยิ้มที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น...
หรือเป็ตัวเขาเองที่มองพลาดไป
จางหย่งสะบัดความคิดไร้สาระออกจากหัว ก่อนจะเอ่ยขอตัว แต่ประโยคถัดมาของผู้เป็นายทำเอาตัวเขาแทบสะดุดล้มหัวคะมำ
“ข้าจะกลับพรรคมาร ไปบอกอี้หานให้เลื่อนการยึดชายแดนออกไปก่อน ทิ้งกองกำลังไว้เพียงบางส่วน” ผู้เป็องครักษ์เงาคล้ายกับมีอาการงุนงงชั่วครู่ ก่อนถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“แต่เราวางแผนกันหลายสัปดาห์เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ท่านประมุขแน่ใจแล้วหรือขอรับ” จบคำของจางหย่ง สายตาคมดุจเหยี่ยวจึงตวัดมอง โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดให้มากความจางหย่งรับรู้ได้ทันทีว่านายของตนยังยืนยันคำเดิม
เวลาล่วงเลยมาจนถึงการทดสอบรอบที่สอง สถานที่ยังคงเป็บริเวณลานกว้างภายในสำนักเช่นเคย ด้านหนึ่งโจวหวางอี้ที่ยืนดูอยู่บริเวณไกลๆ ใต้ร่มไม้ นางดูตื่นเต้นยิ่งนัก กวาดสายตามองหาเป้าหมายอย่างหลิวอ้ายผิงก็ยังไม่เจอ แต่คิดว่าหากนางออกมาทดสอบคงมองเห็นได้เอง
“คุณหนู ที่นี่ผู้คนพลุกพล่านยิ่งนักกลับกันเถิดนะเ้าคะ” ซินซินเอ่ยชักชวน ด้วยความที่มองไปรอบกายมีแต่สายตาประหลาดหลายคู่ที่จ้องมองมา คุณหนูของนางงดงามหาผู้ใดเปรียบก็จริง แต่สายตาที่มองมาส่วนใหญ่ไม่ใช่ความชื่นชม ทั้งรอบตัวก็มีองครักษ์ติดตามมาถึงหกคน ซินซินรู้ว่านี้ไม่ใช่การรักษาความปลอดภัยแต่อย่างใด แต่คือการควบคุมเสียมากกว่า
“ซินซิน กว่าข้าจะได้ออกมาจากจวนประมุขได้มิใช่เื่ง่ายเลย” โจวหวางอี้เอ่ยขึ้น ฉุกให้คนฟังอย่างซินซินคิด แล้วเหตุใดแม่นางหลิวอ้ายผิงจึงสามารถไปไหนมาไหนได้เองโดยไร้คนควบคุม ในเมื่อเป็เครื่องบรรณาการเหมือนกัน
ขณะนี้หลิวอ้ายผิงยืนรวมกับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่บัดนี้ค่อนข้างดูกังวลไม่น้อย เสียงประโคมกลองดังขึ้นต่อเนื่องครู่หนึ่ง จึงมีผู้คุมสอบออกมาแจ้งเกณฑ์การคัดเลือกรอบนี้
“ทุกคนจงอยู่ในความสงบ ก่อนอื่นขอยินดีกับทุกท่านที่ผ่านรอบแรกมาได้ การทดสอบรอบที่สองนี้ เป็การสอบทักษะการใช้อาวุธ ปกติทุกปีจะมีการทดสอบกับอาวุธหลายหลายประเภท แต่ในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนลดลงเหลือเพียงสามประเภทหลักคือ ดาบ กระบี่ และธนู” จบคำเสียงพูดคุยจึงดังขึ้น ไม่ใช่ความยากแต่เป็เพราะอาวุธสามสิ่งนี้คือประเภทหลักที่ทุกคนฝึกกันอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องมาดูวิธีการทดสอบอีกครั้ง
“กลุ่มแรกก้าวออกมา” การทดสอบได้จัดเป็กลุ่มตามจำนวนฐานทดสอบที่มี ผู้คุมถือดาบในมือประจำตำแหน่งจุดหนึ่ง ที่ด้านหน้าเป็ท่อนไม้มีความหนามากถึงสามสิบชุ่น[1] ก่อนเอ่ย “วิธีทดสอบคือ ใช้ดาบในมือตัดผ่านท่อนไม้นี้ให้ขาดในเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ที่สำคัญหากมีรอยบิ่นที่ตัวดาบเพียงเล็กน้อยก็จะถือว่าไม่ผ่าน” จบคำเพียงเท่านี้เสียงบ่นจึงเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่ง นี่ไม่ยากเกินไปหน่อยหรือ
“อ้ายผิง เ้าก็ตัวแค่นี้ แรงคงมีน้อยนิด หากไม่ไหวถอนตัวไปก็ไม่สาย” เกาเจียหาวที่ยืนข้างหลิวอ้ายผิงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ตัวเขายังพอมีวิธีแต่สตรีผู้นี้จะทำเช่นไร
“ขอบคุณท่านที่เป็ห่วง แต่ข้าอยากลองดู” นางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย พร้อมคิดหาวิธีอยู่ในหัว
การทดสอบดำเนินต่อไป ผู้คนที่ไม่ผ่านก็ไม่สามารถท้วงสิ่งใดได้เลยในเมื่อดาบก็เป็ดาบชนิดเดียวกัน ท่อนไม้ก็เป็ไม้สักความหนาเท่ากันไม่มีแบ่งแยก ความต่างที่มี เห็นจะเป็ความสามารถของแต่ละบุคคลเท่านั้น สตรีที่มีเพียงน้อยนิดกลับตกรอบไปทั้งหมด จนตอนนี้ก็ไม่มีผู้ใดผ่านไปได้แม้แต่คนเดียว
เมื่อถึงลำดับของหลิวอ้ายผิง ผู้คนก็ยังคงทอดถอนหายใจออกมา ขนาดสตรีที่ดูร่างใหญ่ก็ยังทำไม่ได้ ส่วนนางร่างเล็กบอบบางเพียงนี้มาทำอะไรในที่แห่งนี้กันแน่
หลิวอ้ายผิงไม่สนใจเสียงรอบตัว มีคำกล่าวที่ว่า ดาบชนะด้วยกำลัง แต่นางทำให้เห็นแล้วว่าสามารถชนะด้วยยุทธวิธี แต่ ณ ตอนนี้ไม่ใช่การต่อสู้ไม่ใช่การประลองใช้กลยุทธ์ใดไม่ได้
มือที่จับดาบแน่นในตอนแรกเริ่มคลายลง พลังิญญาในร่างเริ่มหมุนวนอย่างอ่อนโยนไหลมารวมกันที่แขน ไปยังมือที่ถือดาบ หากเป็เช่นนี้อาจทำให้แรงในการตัดผ่าท่อนไม้เพิ่มขึ้น แต่มีโอกาสที่ตัวดาบจะเกิดการบิ่นขึ้นมา นางเริ่มส่งพลังไปที่ตัวดาบรวมทั้งรอบๆ คมดาบด้วยเช่นกัน
ผู้คนที่มองเห็นแสงที่ออกมารอบตัวดาบต่างตกตะลึง ถ่ายพลังไปยังวัตถุที่ว่ายาก แต่การถ่ายพลังไปรอบวัตถุหนาแน่นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นนี้ยิ่งยากกว่าเป็หลายสิบเท่า
หลิวอ้ายผิงฟาดฟันออกไปด้วยความเร็ว ลำแสงที่คลุมตัวดาบตัดผ่านท่อนไม้อย่างง่ายดายในชั่วพริบตาจนคนมองตามไม่ทัน ความเงียบได้เข้าปกคลุมโดยไม่ได้นัดหมาย จุดสนใจต่างเป็จุดเดียวกันคือสตรีที่ดูซอมซ่อผู้หนึ่ง
ผู้คุมสอบออกจากภวังค์เป็คนแรก เมื่อตรวจสอบตัวดาบที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนจึงประกาศ “หลิวอ้ายผิง ผ่าน”
การทดสอบทักษะการใช้กระบี่เป็การทดสอบด้านความเร็วและกลยุทธ์ เป็ทางที่หลิวอ้ายผิงถนัดที่สุด ร่างนางราวกับร่ายรำใช้กระบี่ตัดผ่านทุกสิ่งที่ร่วงหล่นแม้กระทั่งใบไม้ใบเล็กๆ
ผู้คนไม่สงสัยในความสามารถอีกต่อไป ด้วยอายุเพียงเท่านี้ถือเป็ยอดอัจฉริยะโดยแท้จริง
มาถึงการทดสอบธนู นางก็ทำได้ยอดเยี่ยมอีกเช่นเคย ลูกธนูถูกยิงออกไปแล้วปักที่เป้าระยะหนึ่งลี้[2]อย่างแม่นยำ หากเท่านี้ยังพอเข้าใจได้ แต่นางกลับยิงธนูทั้งห้าในคันศรเดียวกันเวลาเดียวกัน จนผู้คุมสอบและผู้ร่วมทดสอบคนอื่นแทบสำลักกลางอากาศ
นี่มากเกินไปหน่อยหรือไม่...
“อ้ายผิง เ้าเป็ยอดอัจฉริยะขนาดนี้ก็ไม่บอกข้า” เกาเจียหาวเอ่ยกับนางด้วยสายตาที่ตกตะลึงไม่หาย
“ท่านก็เช่นกัน ผ่านการสอบทั้งหมดนั่นง่ายดายเลยไม่ใช่หรือ”
“เราไปฉลองกัน มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง” คนฟังตาโตด้วยความสนใจ นางกินแต่ปลาย่างจนเริ่มเอียนเสียแล้ว จึงเอ่ยตอบรับทันที
หลิวอ้ายผิงที่ผ่านการทดสอบที่สองมาอย่างง่ายดายจึงได้กลายเป็จุดสนใจของผู้คนรอบตัวไปโดยปริยาย พวกเขาต่างเข้ามาแนะนำตัวกับนาง ชวนพูดคุยอยู่พักใหญ่
ทันใดนั้นหญิงสาวงดงามล่มเมืองอย่างโจวหวางอี้ จึงแทรกเข้ามาร่วมสนทนาด้วย ชายหนุ่มรอบตัวให้ความสนใจโฉมสะคราญนางนี้ ด้วยกิริยาชดช้อยอ่อนหวานดึงความสนใจจากสตรีซอมซ่ออย่างหลิวอ้ายผิงมาได้อย่างหมดจด แต่ก็เท่านั้นเนื่องจากไม่มีใครไม่รู้ ว่าสตรีผู้นี้คือองค์หญิงของราชวงศ์โจวที่พวกเขาต่างเกลียดชัง ถึงแม้นางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่อาจทำใจเป็มิตรด้วยได้ ผู้คนต่างเงียบไปจนนางเอ่ยขึ้น
“หลิวอ้ายผิง เ้าช่างเก่งกาจยิ่งนัก วันก่อนที่ห้องอาหารท่านประมุข ข้ายังไม่ทันได้พูดคุยกับเ้าเลย พวกเรามาสนิทกันไว้เถิดนะ อย่างไรก็มาจากเมืองหลวงเช่นเดียวกัน” โจวหวางอี้มองนางด้วยสายตาทอประกายราวกับคาดหวังในคำตอบ
“ได้สิ แต่บอกไว้ก่อนข้าไม่เหมือนสตรีทั่วไปหรอกนะ เช่นนั้นท่านจะไปฉลองกับข้าหรือไม่” หลิวอ้ายผิงเอ่ยชักชวน แต่คนฟังทำหน้าเศร้าก่อนเอ่ย
“สำหรับวันนี้ เวลาออกมาด้านนอกของข้าหมดลงแล้ว เ้าไปเถิด แล้วเจอกันที่จวน” โจวหวางอี้ทำหน้าเสียดาย ก่อนหมุนตัวจากไป
ยามนี้รอบตัวหลิวอ้ายผิงเริ่มมองนางไม่เหมือนเดิม มีก็แต่เกาเจียหาวที่พูดคุยเป็ปกติ ทั้งสองเดินออกไปจากสำนักศึกษาแห่งนี้ทันทีที่โจวหวางอี้จากไป
เกาเจียหาวพาหลิวอ้ายผิงมาที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่ดูหรูหรา ห้องอาหารภายในแบ่งเป็สัดส่วนให้ความเป็ส่วนตัวอย่างยิ่ง ในห้องอาหารชั้นบนสุดที่มีเพียงหนึ่งโต๊ะ อาหารมากมายถูกยกมาวางเต็มโต๊ะจนหลิวอ้ายผิงตาโต
“ท่านเลี้ยงข้าทั้งหมดเลยหรือ” นางเอ่ยถามคนตรงหน้า
“ใช่ แต่ตอบมาก่อนว่าเ้าเป็ใครมาจากไหน” เกาเจียหาวถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้จะมีคำตอบในใจแล้วก็ตาม
“เื่มันยาว เอาไว้ค่อยคุยได้ไหม ข้าหิวจนตาลายไปหมดแล้ว” นางตอบเขาเพียงเท่านั้นก็ลงมือจัดการอาหารตรงหน้า จนคนถามต้องยอมกลืนความจริงจังลงท้องไปแทน นางให้ความสนใจอาหารพวกนี้มากกว่าตัวเขาเสียอีก
“อาหารที่จวนไม่เพียงพอหรือ ถึงกับต้องมาขอคนอื่นกินอยู่เช่นนี้” ซุ่มเสียงคุ้นหูดังขึ้นที่ด้านหลังของหลิวอ้ายผิง นางเพิ่งกัดน่องไก่ต้มซีอิ๊วที่มือไปได้คำเดียวยังไม่ทันกลืนลงท้องด้วยซ้ำ เมื่อหันไปก็พบกับต้นตอของเสียง ที่ยืนทำท่าขรึมอยู่เช่นนั้น นางลุกขึ้นยืนประจันหน้าทั้งที่ถือน่องไก่อยู่ในมือ
“ท่านมีปัญหาอะไร อาหารที่จวนท่านเป็คนสั่งห้ามข้าเอง ข้ากินปลาย่างจนแทบจะกลายร่างเป็ปลาอยู่รอมร่อ ข้ามาขอคนอื่นกินแล้วท่านจะทำไม” เกาเจียหาวที่นั่งอยู่ด้านหลังถึงกับอ้าปากค้าง ตะเกียบในมือพลันตกลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
หลิวอ้ายผิงทำหน้าปั้นปึง ในมือที่ถือน่องไก่ ยกขึ้นมากัดต่อหน้าต่อตาเขาที่ยืนนิ่งราวคนพูดไม่ออก ก่อนจะมานั่งที่เดิมแล้วกินต่ออย่างไม่สนใจเขาอีก
จางหย่งที่ติดตามมาด้วยแทบจะกลั้นยิ้มขำเอาไว้ไม่ไหว ด้วยไม่เคยเห็นอาการเช่นนี้ของประมุขพรรคมารผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเ็าไร้หัวใจ…
[1] ชุ่น คือหน่วยวัด 1ชุ่น เท่ากับ 1นิ้ว
[2] ลี้ คือหน่วยวัดระยะ 1ลี้ เท่ากับ 500เมตร