ตอนที่ห้าสิบแปด ท่านดยุกพยายามเป็นพระเอกเกาหลี
และหากเราไม่มีการใช้สกิลดกงแบบพระเอกญี่ปุ่นเราก็คงต้องใช้ข้อได้เปรียบหรือแนวคิดแบบพระเอกเกาหลีที่ใช้เวลาอัพสกิลอยู่นั่นล่ะทั้งวันทั้งคืน
หรือแนวความคิดเรื่องการไปทางสายประดิษฐ์น่ะทางตะวันตกอันที่จริง มีหัวไปทางแนวคิดนั้นอยู่แล้ว แต่มักจะโดน GM เบรกเอาไว้ก่อนเพราะเกมส์จะง่ายขึ้นมากๆ หากมีอุปกรณ์เวทมนตร์มากพอหรือมีอุปกรณ์เวทมนตร์หลากหลายใช้กับทุกสถานการณ์โดยไม่ต้องมีความเสี่ยง
ผมอาจจะติดนิสัยพระเอกตะวันตกมากเกินไปต่อไปนี้ผมจะลองใช้แนวคิดแบบพระเอกเกาหลีบ้าง
แต่อย่างน้อยผมก็จะไม่แบกทีมหรือปาร์ตี้คนเดียวหรอกมีคนจำนวนมากก็พยายามใช้ให้เป็นประโยชน์หน่อย
ไม่ใช่ที่ทั้งทีมเป็นที่หนึ่งได้เพราะพระเอกเก่งอยู่คนเดียว
มันก็อาจจะได้หากมีคนอย่างมาเรียคอยแบกทีม
แต่ว่าผมว่ามาเรียนั้นอาจจะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าในการที่จะมาทำเรื่องการเก็บเลเวลสกิลทั้งวันทั้งคืนแบบพระเอกเกาหลี..
“นายท่านคะได้เวลากลางคืนแล้วนะคะ ไปปรนนิบัติเวลากลางคืนกันเถอะค่ะ” มาเรียเกาะแขนผมออดอ้อนไปมา
“วันนี้ทั้งวันชั้นแทบไม่ได้ทำหน้าที่ทาสอุ่นเตียงเลยนะคะ”
ผมว่าเราเสียเวลาการฝึกช่วงเช้าไปก็เพราะเธอนะมาเรียแต่ผมวางแผนการว่าพรุ่งนี้จัดเตรียมความเรียบร้อยให้จัดทำตารางการฝึกและจัดหาอุปกรณ์การฝึกและครูฝึกเพิ่มแบ่งกลุ่มกันได้เลย
การมีฮาเร็มนี่ทำให้เราต้องเสียเวลาดูแลฮาเร็มคือสัจธรรมของชีวิต
คนที่มีฮาเร็มจำนวนมาก ไม่น่าจะมีเวลาทำงานเอ๊ะหมายความว่า ดยุกหมูอ้วนมันวางแผนการทำงานแบบไม่ต้องทำงานมาตั้งแต่ต้นแล้วนี่หว่า?
ที่ผมสร้างแฟมิเลียหรือเตรียมทำสงครามกับปีศาจคือการทำให้ภาระงานของผมหนักขึ้นมากกว่าเดิม
แต่ว่า
ผมอุ้มมาเรียมาวางบนตักและนั่งบนโต๊ะ
การฝึกเก็บเลเวลทำให้ร่างกายของผมมีเรี่ยวแรงมากขึ้นกว่าเดิมจากกที่ยกเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่แม้ร่างเล็กน้ำหนักไม่มากนักก็จะประสบความลำบากแต่ตอนนี้ผมสามารถยกมาเรียได้อย่างง่ายดายหลังจากที่ผ่านการเก็บเลเวลและแบกกองอิฐไปมาทั้งวันตามแบบมินิเกมส์แล้ว
ผมคงต้องลำบากในการแบ่งเวลาสินะคิดอีกทีผมก็ตกบ่วงเดียวกับมาเรียตอนเข้าโรงเรียนขุนนางเลยนี่นาว่าต้องแบ่งเวลาไปเข้างานสังคมด้วยจึงไม่มีเวลามากพอที่จะใส่ใจกับทักษะสกิลอย่างเดียว
ผมใช้ฟันขบใบหูมาเรีย
“อ๊า นายท่าน”
พวกพี่กล้ามหัวเราะและแม้แต่โจรกับนักดาบก็เอามือปิดปากขำ
มีแต่สาวแม่มดที่หน้าแดง
“อืม เวลาก็ไม่น้อยแล้วพวกเจ้าพักผ่อนเถอะข้าคิดว่าพวกเราควรจะแบ่งงานการค้นคว้าเรื่องกลยุทธและผลัดกันในการเป็นคนคอยฝึกซ้อมเด็กใหม่นักผจญภัยที่ขาดประสบการณ์ และค่อยๆแก้ไขข้อผิดพลาดไปทีละเล็กละน้อย“
แกร่ก แกร่ก
ผมขีดเขียนกลยุทธที่เคยจำได้จากทางกีฬาE-Sport ลงกระดาษ
“นี่คือกลยุทธที่ข้าพอคิดได้อย่างแรกคือ การทำตามสามัญสำนึกด้วยวิธีที่ดีที่สุด ในการฝึกกลยุทธนี้เราจะฝึกความสามารถของแต่ละคนให้ตามขั้นตอนมาตรฐานที่คนคาดหวังอย่างที่สองคือ การไปในทิศทางนอกเหนือจากสามัญสำนึกว่ามันมีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรบ้างและจะปรับเข้ากับกลยุทธได้อย่างไร
อันที่จริงข้าไม่คาดหวังให้ทุกคนทำตามาตรฐานที่ข้าวางไว้พื้นฐานอยู่แล้วข้าคิดมองว่านั่นคือการฝึกที่ได้มาตรฐานที่สุดอย่างน้อยคนเราควรจะผ่านเวลาเพื่อให้ได้มาตรฐานขั้นต่ำ และขั้นสามคือการใช้เวทมนตร์หรือเทคนิคที่ไม่เคยจะมีใครคิดหรือเผชิญมาก่อน แต่ตอนนี้อาจจะเอาแค่สองอย่างแรกให้ได้ก่อนและมาดูผลกันเริ่มฝึกตามตารางนี้สักพักและพวกเราจะมาวิจารณ์กันอีกทีว่ามันจะได้ผลมากน้อยแค่ไหนจากการที่ให้นักผจญภัยที่มีประสบการณ์นำพาพวกนักผจญภัยมือใหม่เลื่อนระดับ
ตอนนี้เราต้องสร้างพื้นฐานที่หนักแน่นก่อนข้าจะขยายรากฐานของนักผจญภัยมือใหม่ให้มีจำนวนมากกว่าเดิม ไม่ตกตายเสียกลางทาง”
“ทราบแล้วขอรับนายท่าน” ทุกคนรับคำ
ส่วนผมดึงตัวมาเรียและแม่มดสาวผมแดงไปพร้อมกับออกนอกประตู
“ว้าย “
แม่มดสาวผมแดงร้องเมื่อตัวลอยขึ้นจากพื้น
“ส่วนเราไปคุยรายละเอียดเรื่องเวทมนตร์แบบต่างกันในคืนนี้กันเถอะ”
ต้องขอบคุณการฝึกฝนที่ผมสามารถแบกผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกันได้โดยไม่เหนื่อยมากนัก
มาเรียใช้สายตาสีเขียวมองแม่มดผมแดง
แม่มดผมแดงก็จ้องมาเรียกสักพักแต่ก็เกาะตัวผมไปไม่ว่าอะไร
เป็นดยุกหมูอ้วนมันไม่ต้องเสียเวลาจีบผู้หญิงสินะนี่?
กลยุทธใช้เวลานานในการฝึกร่างกายและทักษะก็ต้องใช้เวลานาน ทางด้านเวทมนตร์ รู้ว่ามีทักษะอะไรแค่ไหนจะสามารถควบคุมออกคำสั่งได้ง่ายมากกว่า
ตอนแรกผมไม่ต้องการการควบคุมอย่างละเอียดทุกขั้นตอนอย่างนี้แต่ท่าทางพวกนี้จะทะเลาะกันไม่เลิกแน่ๆหากผมไม่กำหนดแนวทางให้ชัดเจนไปสักอย่างหนึ่ง