องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 83 จับจิ้งหรีด 2

            อันเถี่ยมู่กำจิ้งหรีดตัวนั้นไว้ในมือแน่นมันกระพือปีกส่งเสียงร้องพยายามดิ้นรน เขาจึงอธิบายว่า"จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียวจิ้งหรีดแบบนี้ก็มีประโยชน์อยู่บ้าง เสียงของมันไพเราะจับใจคนที่เลี้ยงจิ้งหรีดบางคนก็ชอบฟังเสียงพวกมันร้องเล่น"

            อันซิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้ว"เดี๋ยวนี้ยังมีใครชอบจิ้งหรีดที่เอาแต่ร้องเสียงดังๆอยู่อีกหรือเจ้าคะ?"

            "ไม่เป็นไร เลี้ยงไว้เถอะเลี้ยงเพิ่มอีกสักตัวก็ไม่ได้ลำบากอะไรนัก ยังไงมันก็กินไม่จุอยู่แล้ว"อันเถี่ยมู่ว่าพลางปล่อยจิ้งหรีดลงในกรงไม้ไผ่ "อีกอย่าง นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เจ้าฟังเสียงจับจิ้งหรีดได้เองถือว่าเป็นความก้าวหน้าที่ดีมากแล้ว"

            "ขอบคุณท่านพี่สองเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ปิดฝาไม้ไผ่บนกรงลงเงี่ยหูฟังเสียงร้องใสกังวานที่ดังออกมา บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบางเบานางเป็นคนมองโลกในแง่ดี อย่างที่พี่ชายว่าอย่างน้อยนางก็สามารถแยกแยะเสียงจิ้งหรีดออกจากเสียงแมลงอื่นๆ ได้แล้วนี่ก็นับเป็นก้าวสำคัญ

            "รอดูเถอะคืนนี้เราจะต้องจับตัวที่ดีที่สุด กลับไปให้ได้" อันซิ่วเอ๋อร์มิได้ท้อถอยแม้แต่น้อยแม้ราตรีจะล่วงลึกแล้ว แต่นางกลับไม่มีอาการง่วงซึมเลยยังคงกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม

            "อืม" อันเถี่ยมู่ก็พยักหน้ารับเช่นกันเมื่อคืนได้ผลงานไม่น่าพอใจนักวันนี้เขาจึงตั้งใจจะแสดงฝีมือให้น้องสาวได้ประจักษ์ จะได้ไม่ถูกนางดูแคลนเอาได้

            สองพี่น้องขะมักเขม้นช่วยกันจับจิ้งหรีดตลอดทั้งคืนได้มาอีกหลายตัว ทว่าอันเถี่ยมู่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจนักเขาคิดว่าจิ้งหรีดทั้งหมดที่จับได้ในคืนนี้ ไม่มีตัวใดเทียบ‘แม่ทัพใหญ่’ ตัวเก่งของเขาในอดีตได้เลยแม้แต่น้อย

            น่าเสียดายที่ราตรีนั้นมืดมิดเกินไปดวงจันทร์หลบเร้นกายหายไปในหมู่เมฆนานแล้วตะเกียงน้ำมันในมือของอันซิ่วเอ๋อร์ก็ริบหรี่ใกล้จะหมดเชื้อเพลิงนางจึงจำต้องเอ่ยลาอันเถี่ยมู่ กลับบ้านไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์

            อันเถี่ยมู่มิอาจวางใจให้น้องสาวเดินทางกลับเพียงลำพังจึงเดินไปส่งนางจนถึงหน้าประตูบ้าน แล้วจึงแยกย้ายจากไปส่วนจิ้งหรีดที่จับได้ทั้งหมดนั้น อันเถี่ยมู่เป็นผู้นำกลับไปดูแลเอง

            เรื่องนี้ไม่มีใครบอกใครอันซิ่วเอ๋อร์ไม่อยากให้จางเจิ้นอันรู้นางรู้สึกว่าปกติเขาก็เหนื่อยยากมากพออยู่แล้วนางเพียงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระของเขาบ้าง จึงคิดหาหนทางเช่นนี้ขึ้นมาประกอบกับยังมิได้เห็นผลสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันอันเถี่ยมู่จึงเพียงแต่บอกกับคนในครอบครัวว่าเขาจับมาเลี้ยงไว้เล่นสนุกๆ เท่านั้นยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาพูดความจริงออกไป ก็ใช่ว่าจะมีใครเชื่อถือ

            นางแอบย่องกลับเข้าห้องอย่างเงียบกริบโชคดีเหลือเกินที่จางเจิ้นอันยังคงหลับสนิท อันซิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจอย่างโล่งอกเอนกายลงนอนข้างๆ เขา ก่อนหน้านี้เพราะความตื่นเต้นจึงมิได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยทว่าเมื่อกลับมาทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม กลับผล็อยหลับไปทันทีที่ศีรษะแตะถึงหมอน

            ครั้นเมื่อตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้นฟ้าก็สว่างจ้าเสียแล้ว จางเจิ้นอันคงออกไปสอนหนังสือที่สำนักศึกษาแล้วอันซิ่วเอ๋อร์ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา เปิดฝาหม้อดินดูกลับพบว่าเขาได้อุ่นโจ๊กเตรียมไว้เป็นอาหารเช้าให้นางเรียบร้อยแล้ว

            นางตักโจ๊กร้อนๆ ใส่ชามหัวใจพลันรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด แม้แต่โจ๊กขาวธรรมดาๆก็กลับกลายเป็นรสโอชะขึ้นมาทันที ในหมู่บ้านแห่งนี้คงจะมีแต่นางเพียงผู้เดียวกระมัง ที่สามารถตื่นนอนได้สายป่านนี้แถมตื่นมายังมีคนเตรียมอาหารเช้าไว้รอท่า หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงมีคนอิจฉานางจนตาร้อนเป็นแน่

            อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งหลังจากซดโจ๊กจนหมดชาม นางก็จัดเก็บข้าวของภายในบ้านทำงานบ้านที่คั่งค้างจนเสร็จสิ้น แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังบ้านเดิมวันนี้นางตั้งใจจะไปฝึกฝนเจ้าจิ้งหรีดเหล่านั้นที่บ้านพ่อแม่

            การที่นางคิดจะเลี้ยงจิ้งหรีดนี้มิใช่การทำตามอารมณ์ชั่ววูบหากแต่ผ่านการใคร่ครวญมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในปัจจุบันกระแสการนำจิ้งหรีดมาชนกันในตัวเมืองนั้นกำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งอันซิ่วเอ๋อร์จึงรู้สึกว่าการฝึกฝนจิ้งหรีดนักสู้น่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่

            บ้านนางอยู่ใกล้บ้านเดิมไปมาสะดวกเหมือนเป็นบ้านของตนเอง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อถึงหน้าประตูบ้านเดิม ประตูก็มิได้ปิด นางจึงเดินเข้าไปเองเมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถง ก็ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องระงม เมื่อเดินตามเสียงเข้าไปก็เห็นอันเถี่ยมู่นั่งยองๆ กำลังใช้ก้านหญ้าแหย่เจ้าจิ้งหรีดเหล่านั้นอยู่ใต้ชายคาเรือนด้านหลัง

            อันซิ่วเอ๋อร์ยืนมองอยู่ตรงประตูห้องโถงด้านหลังเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งรู้สึกว่าอันเถี่ยมู่ในยามที่กำลังใช้ก้านหญ้าหยอกล้อจิ้งหรีดอยู่นั้นช่างดูแตกต่างจากอันเถี่ยมู่คนเดิมที่ทำงานตรากตรำอยู่ในทุ่งนาอย่างสิ้นเชิง

            "ซิ่วเอ๋อร์ มาถึงเมื่อไหร่ทำไมยืนเงียบอยู่ตรงนั้น?" 

            เมื่ออันเถี่ยมู่สังเกตเห็นว่าจิ้งหรีดในกรงเริ่มกระโดดโลดเต้นอย่างกระสับกระส่ายจึงเงยหน้าหันกลับมามอง แล้วจึงเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ตรงประตู

            "เห็นท่านพี่สองกำลังตั้งอกตั้งใจก็เลยไม่กล้ารบกวนเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มบางๆแล้วเดินเข้ามาหา

            อันเถี่ยมู่หยิบก้านหญ้าที่มีขนนุ่มๆติดอยู่ส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์ส่วนตนเองก็ยังคงใช้ก้านหญ้าอีกอันลูบไล้ไปตามลำตัวของจิ้งหรีดเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา"จิ้งหรีดพวกนี้เพิ่งจับมาใหม่ๆ ยังตื่นคนอยู่ต้องรออีกสักสองสามวัน ค่อยๆ ทำให้คุ้นเคย ถึงจะให้พวกมันลองสู้กันได้"

            "อืม ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ พลางเลียนแบบท่าทางของอันเถี่ยมู่ใช้ก้านหญ้าค่อยๆ ปลอบประโลมจิ้งหรีดที่กำลังส่งเสียงร้องอยู่ในกรงของนาง

            "ท่านพี่สอง ท่านทำเร็วนักถักกรงไม้ไผ่ได้มากมายขนาดนี้เชียว" อันซิ่วเอ๋อร์เห็นกรงใบเล็กๆวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะเตี้ย แม้แต่ใต้ชายคาที่ยื่นออกมาก็ยังมีแขวนอยู่อีกหลายใบจึงเอ่ยชมออกมา

            "แน่นอนอยู่แล้วข้าเตรียมกรงพวกนี้ไว้นานแล้ว หากจับพวกมันทั้งหมดไปขังรวมไว้ในกรงเดียวกันมีหวังพวกมันคงกัดกันตายไปหมดตั้งนานแล้ว"

            อันเถี่ยมู่ว่าพลางยื่นกรงใบหนึ่งส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์"นี่ เจ้าตัวที่เจ้าจับมาได้เมื่อคืนเจ้านี่มันหยิ่งผยองเกินไป ทั้งๆ ที่ฝีมือก็ไม่ได้เรื่องแต่กลับเอาแต่กระพือปีกท้าทายชาวบ้านเขาไปทั่วก่อนหน้านี้ข้าลองจะเอามันไปไว้ใกล้ๆ เจ้าเหลืองน้อยปรากฏว่ามันดันหาเรื่องเจ้าเหลืองก่อน เกือบจะถูกเจ้าเหลืองกัดตาย ข้าตกใจแทบแย่รีบจับมันแยกออกมาขังเดี่ยวเลย"

            เมื่ออันซิ่วเอ๋อร์เห็นอันเถี่ยมู่พูดจาจริงจังแม้แต่จิ้งหรีดตัวเล็กๆ เขาก็ยังอุตส่าห์ตั้งชื่อให้มันอย่างสนุกสนานจึงเม้มปากหัวเราะคิกคักออกมา 

            "เมื่อวานข้าบอกให้ท่านทิ้งมันไปท่านก็ไม่ยอมทิ้งเองนี่นา ตอนนี้จะมาโทษข้าได้อย่างไรกัน"

            "ข้าไม่ได้โทษเจ้าสักหน่อยข้ากำลังบ่นเจ้าตัวเล็กนี่ต่างหาก" อันเถี่ยมู่ว่าพลางหันไปใช้ก้านหญ้าแหย่จิ้งหรีดตัวอื่นๆต่อไป มองดูพวกมันกระโดดไปมาอยู่ในกรง ทำท่าทางดุร้ายราวกับจะใช้กรามหน้าคมๆหนีบก้านหญ้านั้นให้ได้ อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกสนุกสนานไปด้วย

            "ซิ่วเอ๋อร์ มาแล้วหรือลูก" 

            เหลียงซื่อถืออ่างไม้ใส่เสื้อผ้าที่ซักแล้วเดินเข้ามาจากทางหน้าประตูเมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มแต่พอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ทักทายนางเสร็จก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นจิ้งหรีดอยู่กับอันเถี่ยมู่นางก็ชักไม่ค่อยพอใจนัก จึงเอ็ดขึ้นว่า "เจ้าก็ชักจะเหมือนพี่ชายเจ้าเข้าไปทุกทีทำตัวเหลวไหลไม่เป็นโล้เป็นพาย"

            "ท่านแม่เดี๋ยวนี้คนเหลวไหลไม่เป็นโล้เป็นพายมีตั้งเยอะแยะตอนนี้ก็ไม่ได้มีงานยุ่งอะไรนี่เจ้าคะ ให้ข้าได้เหลวไหลบ้างสักนิดไม่ได้หรือเจ้าคะ"

            อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมายิ้มทะเล้นเสียงใสแจ๋วราวกับนกขมิ้น นางราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงกล่าวกับเหลียงซื่อต่อว่า"จริงสิ ท่านแม่ ท่านต้องบอกท่านพ่อด้วยนะเจ้าคะว่าอย่าให้ท่านเผลอมาฆ่าจิ้งหรีดของข้าตายเสียล่ะจิ้งหรีดพวกนี้เป็นของรักของหวงของข้าทั้งนั้น ข้าต้องพึ่งพวกมันหาเงินเจ้าค่ะ"

            "จิ้งหรีดไม่กี่ตัวจะไปหาเงินอะไรได้?" เหลียงซื่อพูดพลางนำผ้าที่ซักแล้วขึ้นตากบนราวไม้ไผ่กลางลานบ้าน

            "ก็ได้สิเจ้าคะไม่อย่างนั้นพวกเราจะลำบากออกไปจับพวกมันตอนกลางคืนทำไมกัน" อันซิ่วเอ๋อร์เถียงกลับไปทันควัน

            เหลียงซื่อพลันเข้าใจขึ้นมาทันที กล่าวว่า"แม่ก็ว่าอยู่ จิ้งหรีดพวกนี้มาจากไหนกันที่แท้ก็เป็นพวกเจ้าสองคนแอบไปจับกันมาตอนกลางคืนนี่เองเสียงดังรบกวนจนแม่ตื่นแต่เช้ามืดเลย"

            "แหมเช่นนั้นก็ต้องขอโทษท่านแม่ด้วยนะเจ้าคะ ที่ข้าคิดไม่รอบคอบเอง" อันซิ่วเอ๋อร์รีบกล่าวขอโทษเหลียงซื่อ แล้วหันไปมองอันเถี่ยมู่"ท่านพี่สอง ตอนท่านกลับมาท่านนำจิ้งหรีดพวกนี้ไปไว้ที่ไหนหรือเจ้าคะท่านคงไม่ได้แขวนไว้ใต้ชายคาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อคืนหรอกนะ?"

            "อืม" อันเถี่ยมู่พยักหน้ารับอันซิ่วเอ๋อร์จึงกล่าวว่า "ต่อไปตอนกลางคืนรบกวนท่านช่วยใส่ใจสักนิดนำจิ้งหรีดพวกนี้ไปเก็บไว้ในห้องเก่าของข้าก่อนได้ไหมเจ้าคะ"

            คำพูดของอันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งจะขาดคำเหลียงซื่อก็ร้องโวยวายขึ้นมาทันที "หา!จิ้งหรีดของเจ้าเป็นของวิเศษมาจากไหนกันถึงกับต้องให้พวกมันไปนอนในห้องหอเก่าของเจ้าเลยรึ? ไม่ได้เด็ดขาดไม่ได้!"

            "พอแล้วน่า ท่านแม่จิ้งหรีดพวกนี้ทำเงินได้จริงๆ นะเจ้าคะข้ากับท่านพี่สองตั้งใจจะฝึกฝนจิ้งหรีดราชันย์ขึ้นมาสักตัวพอถึงตอนนั้นจะได้นำไปขายทำกำไรในเมือง" อันซิ่วเอ๋อร์กลัวว่าเหลียงซื่อและคนอื่นๆจะเผลอทำจิ้งหรีดของนางตายเข้าจริงๆ จึงยอมเปิดเผยความตั้งใจออกมาส่วนหนึ่ง

            ทว่าน่าเสียดายที่เหลียงซื่อกลับไม่เชื่อแม้แต่น้อยนางกล่าวว่า "พวกเจ้าอย่ามาทำอะไรเพ้อเจ้อหน่อยเลยจิ้งหรีดไม่กี่ตัว จะทำเงินได้จริงหรือ?"

            "ข้าไม่สนว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างไรเสียจิ้งหรีดพวกนี้ก็เป็นของรักของข้า ท่านต้องบอกคนในบ้านให้ดีๆห้ามใครมายุ่งกับของรักของข้าเด็ดขาด" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งข่มขู่กึ่งออดอ้อน

            "ถ้าเป็นของรักของเจ้าจริงทำไมเจ้าถึงไม่กล้าขนกลับไปเลี้ยงที่บ้านเจ้าเล่า?" ระยะนี้อุปนิสัยของอันซิ่วเอ๋อร์เปิดเผยและกล้าแสดงออกกว่าเมื่อก่อนมากเหลียงซื่อบางครั้งก็กล้าเอ่ยหยอกล้อนางเล่นบ้าง

            "เรื่องนี้...ข้ายังไม่อยากให้ท่านพี่เขารู้น่ะเจ้าค่ะ" เมื่อถูกถามเช่นนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ก็เริ่มมีท่าทีอึกอัก กล่าวต่อไปว่า "ถ้าเกิดข้าขายจิ้งหรีดพวกนี้ไม่ได้ขึ้นมาจะไม่เสียหน้าแย่หรือเจ้าคะ? เพราะฉะนั้น ท่านแม่ ท่านพี่สองห้ามใครนำเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นเด็ดขาดนะเจ้าคะ"

            "ได้ๆๆ ไม่บอกก็ไม่บอก" เมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์มีท่าทีเช่นนี้แล้ว เหลียงซื่อก็มิได้กล่าวอะไรต่อท้ายที่สุดแล้วก็เป็นแค่จิ้งหรีดไม่กี่ตัว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักก็ปล่อยให้พวกนางเล่นกันไป

            "ถ้าอย่างนั้นท่านแม่ก็อย่ารำคาญเสียงของพวกมันสิเจ้าคะ" 

            อันซิ่วเอ๋อร์ว่าพลางหยิบกรงที่ใส่จิ้งหรีดเสียงดังแต่นักสู้ไม่ได้เรื่องที่นางจับได้เมื่อคืนนี้ออกมากล่าวว่า"ท่านแม่ก็คิดเสียว่าพวกมันกำลังร้องเพลงกล่อมก็แล้วกันนะเจ้าคะนี่ไง ข้ามีจิ้งหรีดนักร้องเสียงดีอยู่ตัวหนึ่งคนที่ดูเป็นเขาว่ามันมีค่าหลายร้อยอีแปะเชียวนะ ข้ายกให้ท่านแม่เลย"

            "แม่ไม่เอา" เหลียงซื่อรีบโบกมือปฏิเสธ กล่าวว่า "แม่ไม่เอาแมลงพวกนี้หรอกของรักของเจ้า เจ้าเก็บไว้เองเถอะ แค่จิ้งหรีดไม่กี่ตัวถ้ามันทำให้เจ้าขยันแวะมาหาแม่บ่อยๆ ได้ แม่ก็ว่าคุ้มแล้วล่ะ"

            คำพูดนี้เหลียงซื่อเพียงพูดไปตามอารมณ์ความรู้สึกทว่าเมื่ออันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินกลับรู้สึกตื้นตันจนจุกที่อกขึ้นมา นางเม้มปากเงียบหันกลับไปก้มหน้าก้มตาเล่นกับจิ้งหรีดในกรงต่อไป

            นางคลุกอยู่กับการดูแลจิ้งหรีดที่บ้านเดิมจนเกือบเที่ยงวันจึงรีบวิ่งกลับบ้านไปเตรียมอาหารกลางวันให้จางเจิ้นอันเหลียงซื่อมองตามแผ่นหลังของบุตรสาวที่วิ่งจากไปแล้วอดไม่ได้ที่จะกล่าวกับอันเถี่ยมู่ว่า "ยัยหนูนี่เมื่อก่อนดูเป็นเด็กหนักแน่นดี เดี๋ยวนี้กลับยิ่งทำอะไรวู่วามไม่ค่อยมีหลักมีเกณฑ์เอาเสียเลย"

            "แต่งงานออกเรือนไปแล้วก็ย่อมต้องเปลี่ยนไปบ้างเป็นธรรมดา" อันเถี่ยมู่ตอบกลับมาสั้นๆโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมอง

            "คงจะจริง" เหลียงซื่อพยักหน้าเห็นด้วย นางยังคงรู้สึกมีความสุขอยู่ลึกๆตอนแรกที่รู้ว่าจางเจิ้นอันมาจากไหนก็ไม่รู้ ทำตัวลึกลับแถมยังตาไม่ดีอีกนางอดเป็นห่วงอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้เลยจริงๆ

            ทว่าในปัจจุบันนี้ เมื่อเขาถอดผ้าปิดตาออกกลับเผยให้เห็นรูปโฉมที่สง่างามองอาจ ร่างกายก็แข็งแรงกำยำมิหนำซ้ำยังได้เป็นถึงอาจารย์สอนหนังสือในหมู่บ้านเรียกได้ว่าเพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้จักเอาอกเอาใจผู้อื่นดูท่าทางแล้วก็ดีกับลูกสาวของนางเป็นอย่างมากเหลียงซื่อยิ่งมองนางก็ยิ่งรู้สึกพอใจมากขึ้นทุกวัน

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730