มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 120 เคลื่อนไหวในแคว้นหลุน

    บทที่120เคลื่อนไหวในแคว้นหลุน


            สตรีอัปลักษณ์ตรวจดูชีพจรของเด็กหญิงพบว่าโรยแรงราวกับเทียนที่ใกล้มอดดับหากพาเด็กหญิงคืนกลับแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้แพทย์ศักดิ์สิทธิ์รักษาก็คงมิทันการณ์มีแต่ต้องแสดงตัวต่อหน้าประมุขที่เห็นแก่ตัวผู้นั้น

             

            ขณะที่นางกำลังโอบอุ้มเด็กหญิงเตรียมจะลุกขึ้นติดตามเจียซุนไปมือที่ว่องไวข้างหนึ่งก็คว้าไปที่แขนของเด็กหญิงทันที เป็นครั้งแรกที่สตรีอัปลักษณ์ถูกคนเข้ามาประชิดกายโดยไม่รู้สึกตัวกว่าจะไหวตัวได้มือข้างนั้นก็ประชิดร่างเข้ามาแล้ว

             

            สตรีอัปลักษณ์จึงหันขวับไปมองยังเจ้าของฝ่ามือเห็นเป็นบุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาในชุดแพรเงิน ซ้ำยังดูอายุน่าจะยี่สิบต้นๆ นางก็ต้องรู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดผู้เยาว์คนหนึ่งถึงมีพลังลมปราณที่ลึกล้ำเพียงนั้นได้ด้วยนางฝึกวิชาใจเยือกแข็ง นางจึงมีความสามารถแลจิตสัมผัสที่ลึกล้ำแตกต่างจากผู้อื่นหากมองแบบผิวเผิน มองแบบคนทั่วไป คงเห็นว่าบุรุษผู้นี้มีพลังลมปราณที่อ่อนด้อยเท่านั้น

             

            “ท่านเป็นใครมีจุดประสงค์ใด"

             

            บุรุษในชุดแพรเงินย่อมเป็นฮุ่ยจวินและก็เป็นแพทย์ไร้นามตัวจริงที่คนบนแคว้นหลุนมิเคยเห็นหน้า เพราะอยู่ในแคว้นหลุน เพราะชื่อเสียงในที่แห่งนี้ของแพทย์ไร้นามไม่ดีนักมันจึงมิได้แจ้งฉายานามออกไปดั่งที่ผ่านมา

            “ข้าก็แค่ผู้หวังดีผู้หนึ่ง"

             

            สตรีอัปลักษณ์พินิจมองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าเห็นมันเหมือนเป็นคุณชายผู้มีตระกูล จึงไม่เข้าใจในสิ่งที่มันกำลังกระทำนี้ ฮุ่ยจวินเห็นนัยน์ตาที่สงสัยแต่ซ่อนด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์มองที่ตนมันก็รีบเอ่ยออกมาก่อนทันที

             

            “เด็กหญิงผู้นี้อวัยวะภายในหลายแห่งบอบช้ำหากมิได้รับการรักษาที่ถูกต้องย่อมลำบากแล้ว"

             

            สตรีอัปลักษณ์มองฮุ่ยจวินด้วยความสงสัยอีกครา

            “ท่านเป็นแพทย์?"

             

            “หากไม่รังเกียจก็ขอให้ข้าได้ลองรักษาดู"

             

            พบคนที่ไม่รู้จักแลไม่ทราบฐานะที่แท้จริงทั้งไม่รู้ว่ามันเป็นวิชาแพทย์ถึงขั้นไหน เช่นนั้นสตรีอัปลักษณ์จึงมิกล้านำชีวิตของเด็กหญิงที่แขวนอยู่เพียงเส้นด้ายไปเสี่ยง

            “ชีวิตคนมิใช่เรื่องเล่นแต่ต้องขอขอบพระคุณในน้ำใจที่คุณชายมอบให้ ข้าพอมีหนทางรักษาให้แก่นางอยู่”

     

            ด้วยฮุ่ยจวินเพียงพึ่งมาถึงพร้อมกับชาวบ้านได้เห็นเพียงเหตุการณ์ที่แพทย์ไร้นามตัวปลอมสู้กับประมุขพรรคภูษิตฟ้าเท่านั้น มันจึงยังเข้าใจและเห็นว่านางเป็นสตรีที่ดูไม่มีฐานะอันใดผู้หนึ่งไหนเลยจะหาทางรักษาเด็กหญิงที่อาการเริ่มทรุดหนักตรงหน้าได้ มันไม่รู้ว่าแพทย์แห่งแคว้นหลุนจะเห็นแก่ชีวิตมากกว่าเงินทองหรือไม่แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา มันเห็นแพทย์ส่วนมากรักษาเงินมากกว่าชีวิต ดังนั้นมันจึงรั้นที่จะรักษาเด็กหญิงผู้นี้เพราะหากรอต่อไป หากต้องไปขอร้องแพทย์มีชื่อ นางอาจต้องจบชีวิตก่อนวัยอันควรแน่

             

            “โอสถในมือที่ท่านมีแม้แต่ไข้ธรรมดายังยากรักษาประมุขแห่งพรรคภูษิตฟ้าเห็นคนตายไม่ช่วย ท่านยังคิดว่าแพทย์ทั่วเมืองแห่งนี้ยังจะให้ความร่วมมืออย่างง่ายดายอยู่หรือ"

             

            สตรีอัปลักษณ์เข้าใจในความหมายของฮุ่ยจวินด้วยสภาพของนางที่ดูราวกับขอทานไร้ทรัพย์สินแลไร้พลังอำนาจ ผู้ใดยังจะให้ความช่วยเหลือโดยง่ายบุรุษหนุ่มตรงหน้าก็คงเห็นว่าจะเป็นเช่นนั้นมันถึงได้ออกหน้าเพียงนี้ นางรู้สึกสำนึกขอบคุณในน้ำใจที่บริสุทธิ์ของบุรุษผู้นี้มิน้อยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่การที่มันจริงใจที่จะช่วยเหลือตน ช่วยเหลือเด็กหญิง ทั้งที่สภาพภายนอกของพวกนางมิต่างจากขอทานยากไร้เช่นนี้แสดงว่าบุรุษหนุ่มก็นับเป็นผู้ที่ประเสริฐผู้หนึ่ง

             

            “น้ำใจของท่านนี้ข้าจะไม่มีทางลืมเลือนแต่…”

             

            เห็นสตรีอัปลักษณ์คล้ายจะไม่ไว้ใจตนเรื่องการรักษาฮุ่ยจวินจึงมิพูดพร่ำอันใดอีก สองดรรชนีจี้สกัดเข้าใส่จุดชีพจรลมปราณของเด็กหญิงตามตำแหน่งที่จะฝังเข็มอย่างรวดเร็วสตรีอัปลักษณ์ยังมิทันได้ลงมือขัดขวาง นางก็พบว่าเด็กหญิงกระอักไอเอาลิ่มเลือดที่คลั่งค้างออกมาลมปราณคล้ายหมุนเวียนดีขึ้น ชีพจรชีวิตที่โรยแรงก่อนหน้าดูมีชีวิตชีวาเพิ่มพูน นางจึงรีบตรวจดูจุดที่ดรรชนีของบุรุษหนุ่มจรดลงแม้นางจะไม่มีความรู้เรื่องวิชาแพทย์ แต่นางก็ฝึกวิชามามิน้อยจึงรู้ดีว่าตำแหน่งดังกล่าวเกี่ยวพันธ์กับร่างกายอย่างไรพอเห็นตำแหน่งที่ลงดรรชนีของบุรุษหนุ่มทั้งแม่นยำและมีน้ำหนักไม่ขาดไม่เกิน พลังลมปราณที่ส่งออกก็พอเหมาะต่อการกระตุ้นแลไล่เลือดลมทำให้นางรู้ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงมีพลังลมปราณลึกล้ำเท่านั้น แต่มันก็ยังเป็นวิชาแพทย์ร่วมด้วย

             

            สตรีอัปลักษณ์จ้องมองฮุ่ยจวินอีกคราแลไม่ลังเลหรือรีรออีก

            “รบกวนท่านแล้ว”

             

            ฮุ่ยจวินมิชักช้ารีบพาเด็กหญิงไปยังบริเวณที่ห่างตาจากผู้คนได้สถานที่ร้างและเปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่งก็วางเด็กหญิงพร้อมกับใช้เข็มเงินฝังเข็มไล่เลือดลมต่อทันทีมันตรวจดูอาการเด็กหญิงมาเบื้องต้น พอได้ตรวจสอบอีกรอบจึงใช้เวลามินานในการเขียนเทียบยาขึ้นมาจากนั้นก็มอบให้สตรีอัปลักษณ์พร้อมเงินจำนวนหนึ่งให้นางไปยังร้านโอสถภายในเมือง ส่วนมันก็ทำการฝังเข็มไล่ลมปราณพร้อมทั้งใช้พลังลมปราณเจ็ดดาราในการฟื้นฟูความบอบซ้ำของอวัยวะภายในให้แก่เด็กหญิง

             

            ด้วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและได้รับการฝังเข็มชั้นสูงจากแพทย์ฝีมือดีอย่างฮุ่ยจวินอาการของเด็กหญิงก็ไม่ถึงขั้นวิกฤติอีกต่อไปแล้ว ยิ่งได้รับโอสถที่ฮุ่ยจวินปรุงขึ้นอาการของนางก็ยิ่งทุเลาลงเป็นลำดับ ไม่ถึงขั้นส่งผลอันตรายต่อชีวิตดั่งตอนแรก

             

            เด็กหญิงพอเริ่มรู้สึกตัวและพอได้รู้ว่ามีผู้มีพระคุณสองผู้ให้การช่วยเหลือตนโดยมิได้หวังสิ่งตอบแทน นางก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของคนทั้งสองเป็นอย่างมากนางจึงคิดที่จะติดตามรับใช้สตรีอัปลักษณ์และฮุ่ยจวินเพื่อเป็นการตอบแทน

             

            แน่นอนว่าฮุ่ยจวินย่อมปฏิเสธและคำตอบที่มันเอ่ยออกมาก็เหมือนกับที่มันเคยเอ่ยกับทุกคน

            “ขอเพียงเจ้าเป็นคนดีแค่นี้ก็นับเป็นสิ่งตอบแทนแล้ว"

             

            สตรีอัปลักษณ์ไม่คิดว่าโลกที่แก่งแย่งชิงดีโลกภายนอกที่นางแค่พึ่งเหยียบย่างก็พานพบแต่ความแบ่งแยกชนชั้นแห่งนี้ กลับปรากฏบุรุษหนุ่มเช่นมันขึ้นมาได้

            “จะไม่เอ่ยนามอันประเสริฐของท่านหน่อยหรือ"

             

            ฮุ่ยจวินแย้มยิ้มมองสตรีอัปลักษณ์

            “นามนั้นสำคัญอันใดหรือต้องป่าวประกาศให้ทุกผู้ได้รู้"

             

            “หรือท่านไม่ต้องการคำสรรเสริญ"

             

            ฮุ่ยจวินมองที่นัยน์ตาของสตรีอัปลักษณ์

            “คำสรรเสริญสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ…สำหรับข้านั้นไม่ต้องการอยู่บนคำสรรเสริญ แต่ข้าต้องการอยู่บนโลกที่ทุกผู้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะยากดีมีจน มากสกุลหรือไร้สกุล ทุกคนก็ควรที่จะได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์ไม่มีข้อยกเว้น”

             

            สตรีอัปลักษณ์ทอดสายตามองผ่านใบหน้าของชายหนุ่ม

            “โลกเช่นนั้นข้ากลับไม่เคยเห็น"

             

            ฮุ่ยจวินเดินเข้าไปตรวจดูอาการของเด็กหญิงจากนั้นก็กล่าวด้วยความแน่วแน่

            “ซักวันพวกเราจะต้องได้เห็น"

             

            เป็นครั้งแรกที่สตรีอัปลักษณ์รู้สึกสนใจในตัวของคนผู้หนึ่งขึ้นมานางฝึกวิชาใจเยือกแข็ง พานพบผู้คนในแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มามิน้อย แม้คนเหล่านั้นจะไม่เคยคิดชั่วทำเลวแต่เมื่อเทียบกับบุรุษตรงหน้าแล้วกลับรู้สึกว่าคนเหล่านั้นมิอาจเทียบเคียงบุรุษผู้นี้ได้เลย

             

            “ข้าจะรอดูโลกที่ท่านว่า”

             

            ถึงจะกล่าวอย่างนั้นแต่นางก็ยังมองมิเห็นถึงความเป็นไปได้นางเพียงย่างก้าวสู่โลกภายนอกยังพานพบน้ำใจคนที่ซับซ้อนแลลึกล้ำเกินหยั่งถึงขนาดนี้แล้วน้ำใจคนทั่วผืนปฐพีอันสุดไพศาลจะสามารถแปรเปลี่ยนได้จริงหรือ มันจะใช้วิธีใด โดยเฉพาะขุมอำนาจใหญ่อย่างนิกายเทวะวจนะจะยินยอมหรือไม่หากมีผู้มาก้าวก่ายในเส้นทางแห่งพลังอำนาจของพวกมัน

             

            หลังจากฮุ่ยจวินช่วยรักษาเด็กหญิงรับใช้ที่ติดตามขบวนรถม้าขนส่งสินค้าเสร็จสรรพช่วยปรุงโอสถขนานใหญ่ให้แก่นางไว้สำหรับกินบำรุงร่างกาย ชายหนุ่มก็ร่ำลาสตรีทั้งสองนางเด็กหญิงขอบคุณมันอย่างสุดซึ้งอีกคราและเป็นสตรีอัปลักษณ์ที่พานางติดตามไปด้วย

             

            เด็กหญิงผู้ถูกลืมและมิได้รับคุณค่าจากขบวนขนส่งสินค้านางจึงเลือกที่จะไม่คืนกลับขบวนขนส่งสินค้านั่น ติดตามสตรีอัปลักษณ์คิดรับใช้นางแทนคำขอบคุณระหว่างที่อยู่กับสตรีอัปลักษณ์นี้ นางก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ชีวิตมิเคยได้เรียนรู้หลายอย่างช่วยเปิดโลกทัศน์ในชีวิตเป็นอย่างมาก

             

            เมื่อแยกทางกับสตรีทั้งสองนางฮุ่ยจวินก็มองไปยังทิศทางของพรรคภูษิตฟ้า นึกถึงเรื่องราวที่ประมุขของพวกมันใช้ชื่อตนสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านกอบโกยเอาผลประโยชน์ทั้งยังเป็นการบังหน้าสร้างชื่อ ชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้น

            “ถึงคราวเข้าเรื่องของพวกเราบ้างแล้ว"

             

            พรรคภูษิตฟ้าไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาพึ่งส่งสาส์นไปยังแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ตอนนี้กลับมีสาส์นแผ่นหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้งที่พรรคภูษิตฟ้า สาส์นนี้มิใช่สาส์นตอบกลับจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มิใช่สาส์นที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่จากประมุขของพวกมัน แต่นี่เป็นสาส์นที่มาจากแดนไกลโดยหน้าสาส์นแผ่นนั้นมีข้อความของผู้ส่งประทับอยู่

             

            สาส์นนี้ถูกส่งมาจากแพทย์ไร้นาม!

             

            ‘ลงจากตำแหน่ง’เพียงประโยคสั้นๆ นี้กลับทำให้เจียซุนทั้งเดือดดาลและหวั่นเกรงในคราวเดียวนอกจากนิกายเทวะวจนะก็มิเคยมีใครแสดงตัวบีบคั้นมันอย่างออกหน้าถึงเพียงนี้ ทว่าตัวตนที่สามารถชิงตำแหน่งและควบรวบอำนาจของสองพรรคใหญ่ด้วยระยะเวลาสั้นๆอย่างแพทย์ไร้นาม เท่านี้ก็เพียงพอให้มันต้องรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก

             

            เป้าหมายต่อไปของแพทย์ไร้นามคือตนจริงๆ!

             

            เจียซุนประมุขพรรคภูษิตฟ้าขย้ำสาส์นในมือจนเป็นก้อนยู่ยี่

            “มันจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว!”

             

            “ท่านประมุขมิต้องกังวลไปตอนนี้แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ก็เคลื่อนไหวเข้าข้างพวกเราแล้ว อีกทั้งชื่อเสียงของแพทย์ไร้นามในแคว้นแห่งนี้ก็ต่ำตมถึงขีดสุดมิว่าผู้ใดก็ล้วนแล้วแต่ชิงชังมัน"

             

            เจียซุนหันไปสั่งการ

            “ให้แพทย์ไร้นามตัวปลอมปล้นชิงอย่างเหิมเกริมเติมเชื้อไฟแค้นให้ถึงที่สุด ให้มันมิอาจมาเหยียบยังแคว้นหลุนได้ หรือไม่ก็ให้มันถูกทุกกองกำลังในแคว้นหลุนหมายหัว!”

             

            “เข้าใจแล้วข้าจะส่งข่าวให้มันลงมือเดี๋ยวนี้"

             

            ประมุขพรรคภูษิตฟ้าคิดสร้างเรื่องโดยใช้ชื่อของแพทย์ไร้นามให้เกิดความวุ่นวายมากที่สุดสร้างศัตรูให้แพทย์ไร้นามมิอาจมีที่เหยียบยืนในแคว้นแห่งนี้ เพื่อให้พรรคของตนมีสิ่งสนับสนุนและมีเกราะป้องกันจากแพทย์ไร้นามอีกชั้นหนึ่ง

             

            ทว่านับแต่ส่งสาส์นออกไปฮุ่ยจวินก็รู้อยู่แล้วว่าประมุขพรรคภูษิตฟ้าต้องมาไม้นี้ ฮุ่ยจวินก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้นมันจึงได้ส่งข้อความออกไปเมื่อประมุขพรรคภูษิตฟ้าใช้แผน ชายหนุ่มก็จะซ้อนแผน มันอยากลองวัดดูว่าระหว่างแผนของมันกับประมุขพรรคภูษิตฟ้าใครจะเหนือกว่า!

             

            มิใช่เพียงสาส์นที่ถูกส่งไปยังพรรคภูษิตฟ้าตัวของฮุ่ยจวินเองก็ได้ลอบมาอยู่ในพรรคภูษิตฟ้าพร้อมกับสาส์นเช่นเดียวกัน มันแฝงตัวเข้าสู่พรรคแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายนับว่าอาจเป็นเพราะกรรมดีที่มันเคยกระทำ เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ท่องปฐพีพร้อมกับปู้ชิงเถาใหม่ๆในตอนอยู่เมืองแห่งหนึ่งมันเคยช่วยเหลือมารดาของหัวขโมยน้อย และบังเอิญว่าบิดาของหัวขโมยน้อยกลับเป็นคนงานรับใช้ของพรรคแห่งนี้ด้วยบิดาของหัวขโมยน้อยเป็นคนแคว้นเว่ย แต่ที่แคว้นเว่ยต้องใช้ชีวิตอย่างระกำลำบากมิอาจหาเลี้ยงชีพได้ง่ายดายไหนเลยจะถูกขูดรีดจากทางการแคว้นเว่ยอีก มันจึงจำใจต้องจากภรรยาและบุตรมาหางานที่แคว้นหลุนนี้สามารถหางานเป็นคนรับใช้และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ มันจึงได้รับหัวขโมยน้อยและมารดามาอยู่ด้วยและเมื่อพวกมันสองแม่ลูกได้พบฮุ่ยจวินอย่างไม่นึกฝันอีกครั้ง พวกมันจึงช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกับฮุ่ยจวินทุกอย่าง

             

            ตัวฮุ่ยจวินเป็นคนที่มีน้ำใจและช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่หวังผลคนงานรับใช้ของพรรคภูษิตฟ้าทั้งหมดจึงแทบจะเคารพนับถือมัน เหล่าคนรับใช้ที่เป็นคนงานอยู่ในทุกซอกทุกมุมของพรรคล้วนรู้เห็นในทุกการเคลื่อนไหวเมื่อเหล่าคนงานรู้ ฮุ่ยจวินจึงรู้ด้วย

             

            ชายหนุ่มในตอนนี้จึงเริ่มรู้การเคลื่อนไหวของศัตรูเป็นอย่างดี

             

             

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน