ตอนที่ 19 นายมีคนที่ชอบไหม (1)
ซีนที่ถ่ายทำในวันนี้คืองานอภิเษกระหว่างฉีอ๋องกับอวิ๋นปู้หุ่ย ซีนของเสิ่นซีโหลวมีน้อยมาก เลยลบเครื่องสำอางเลิกงานไปนานแล้ว ตอนที่เดินผ่าน เห็นพี่เปียนเจ๋อกับหลี่ชิงเอ๋อร์สวมชุดสีแดงสด กำลังพักเพื่อรอคิวถ่าย จึงฉวยโอกาสขณะทั้งคู่เผลอไม่ทันตั้งตัว ตีพวกเขาจากด้านหลัง ทั้งสองตกใจหมุนตัวเบิกตามองคนที่กลั่นแกล้งอย่างตกตะลึง
พอทั้งคู่เห็นเป็นเสิ่นซีโหลว ก็หยิบสคริปต์ในมือตั้งท่าจะตีเขา เสิ่นซีโหลวตกใจรีบยกแขนบังหน้า สตาฟที่อยู่ข้างๆ เห็นแบบนั้นก็ไม่มีใครเข้าไปช่วย ต่างพากันหัวเราะขบขัน ทุกคนชินแล้วที่เห็นพวกเขาหยอกล้อกัน โดยเฉพาะเสิ่นซีโหลวคนนี้ที่มักอยู่ดีไม่ว่าดีไปหาเรื่องใส่ตัว แต่ก็เป็นสีสันหนึ่งของการถ่ายทำละครที่เดิมนั้นแสนเหน็ดเหนื่อยจืดชืด
เซียวซู่อยู่ในชุดราชสำนักสีแดง ลวดลายสีดำ กำลังสนทนากับผู้กำกับหลี่ชิ่งเฟิง พลางมองมาที่พวกเขา ฉากจัดงานเลี้ยงต้อนรับช่วงต้นถ่ายเสร็จเรียบร้อย เวลานี้เพิ่งจะถ่ายเพิ่มฉากที่จั่วเฟยป๋ายผิดหวังจนเมามาย ซึ่งถ่ายสองเทคก็ผ่านแล้ว
หลี่ชิ่งเฟิงเห็นพวกเขาสามคนอยู่กันพร้อมหน้าก็หัวเราะทักทาย จากนั้นก็ยืนยันในรายละเอียดการเซตฉาก อุปกรณ์ประกอบฉาก รวมถึงมุมกล้องกับผู้ช่วยผู้กำกับ ฉากนี้ต้องการสื่อถึงความโรแมนติกอย่างสมบูรณ์แบบ นี่เป็นไม่กี่ซีนสุดท้ายที่ค่อนข้างหวานระหว่างพระเอกกับนางเอกแล้ว โดยพล็อตในช่วงท้ายจะเริ่มโหดร้ายทารุณ
เซียวซู่ลบเครื่องสำอางเสร็จก็มาถึงบริเวณที่พวกเปียนเจ๋อกำลังพักผ่อน เขาตบบ่าเสิ่นซีโหลวแล้วกระซิบ “เมื่อวานขอบใจนะ คืนนี้ฉันอยากจะเลี้ยงข้าวนาย!”
เสิ่นซีโหลวคิดถึงเมื่อคืนที่ถูกอีกฝ่ายสร้างความเสียหายจนน่าอนาถ ย่อมต้องไปกินเอาคืนอย่างแน่นอน เลยตอบตกลงด้วยความยินดี
“พี่เปียนเจ๋อ พี่ชิงเอ๋อร์ มีความสุขในวันแต่งงานนะ!
“ผมพาศัตรูหัวใจของพวกพี่ไปก่อนนะ เขาจะได้ไม่หึงจนเป็นเรื่อง”
เปียนเจ๋อกับหลี่ชิงเอ๋อร์เห็นเขาทำท่าจะหนี ก็หัวเราะแล้วบอกให้รีบไป
รอบสตูดิโอถ่ายหนังหฺวาอิ่ง ร้านอาหารเล็กใหญ่มีเป็นร้อย อย่างไรเสียกลุ่มนักแสดงนับหมื่นก็หลั่งไหลมาตลอดทั้งปี บางครั้งยังมีแฟนคลับมาเยี่ยมชมการทำงาน หรือปาปารัสซี่ที่ดักถ่ายรูป สำหรับชาวบ้านที่ยึดเรื่องปากท้องสำคัญเสมอฟ้า เป็นธรรมดาที่คนมาเปิดร้านอาหารที่นี่ก็มากตามไปด้วย
ทั้งสองเลือกร้านอาหารกวางตุ้งแล้วขอห้องรับรองส่วนตัว ทันทีที่เข้าไปในห้องก็ถอดแมสก์ออก พนักงานเสิร์ฟของร้านอาหารในสตูดิโอถ่ายหนังเคยเห็นดารามาเยอะแล้ว พอเห็นหน้าตาของทั้งคู่ยังอึ้งไปเล็กน้อย คนหนึ่งหล่อเหลาเฉิดฉาย อีกคนเย็นชาเงียบขรึม พนักงานเสิร์ฟรอพวกเขาสั่งอาหารอย่างใจเย็น แต่ยังอดไม่ได้ ต้องยกเมนูมาบังใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความเคลิบเคลิ้มอยู่เงียบๆ
เสิ่นซีโหลวจิบน้ำชาในถ้วย พลางเลิกคิ้วมองเซียวซู่ที่หลุบตาจ้องบนโต๊ะฝั่งตรงข้าม แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ชอบสนทนา สงวนถ้อยคำราวกับทองคำ แต่เจ้าตัวชวนคนอื่นมากินข้าวแบบนี้ จะไม่ชวนคุยอย่างรักษามารยาทบ้างเลยเหรอ
บรรยากาศน่าอึดอัดจนเขาอยากจะหนีไปฉี่แล้ว กินข้าวอย่างนี้ทรมานจริงๆ ถ้ารู้แบบนี้เขาไม่มาหรอก
เซียวซู่ที่เงียบงันอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยปากพูดประโยคแรก “แววตาของนายเหมือนใครคนหนึ่งที่ฉันรู้จักมากเป็นพิเศษเลยละ”
เสิ่นซีโหลวดึงสายตาที่ไล่มองสำรวจภายในห้องกลับ ก่อนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ “งั้นเหรอ บนโลกใบนี้ คนที่ดูเหมือนกันนี่เยอะเกินไปแล้ว”
เซียวซู่ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็เพียงแค่ยิ้ม “นายมีใครสักคนที่ชอบมากๆ ไหม”
เสิ่นซีโหลวส่ายหน้าอย่างแน่วแน่ “ไม่มี เรื่องที่ฉันสนใจที่สุดคือการแสดงละคร ความฝันของฉันคืออยากเป็นนักแสดงยอดเยี่ยมเหมือนมู่เซิ่ง ราชาจอเงินสามรางวัลทองคำ[1]”
เซียวซู่รู้สึกละอายใจในความบริสุทธิ์และกระตือรือร้นที่เขามีต่อการแสดง ขณะที่ตนเข้ามาในวงการบันเทิง ก็เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับคนคนนั้นมากขึ้นอีกนิด ถึงได้เข้าสู่สายอาชีพนี้
เชิงอรรถ
^ ราชาจอเงินสามรางวัลทองคำ ในประเทศจีนนั้นประกอบไปด้วย รางวัลม้าทองคำ รางวัลตุ๊กตาทอง และรางวัลไก่ทองคำ