ตอนที่ 1 ชีวิตเริ่มใหม่ได้
ตอนที่ 1 ชีวิตเริ่มใหม่ได้หวังซินเอนกายอยู่บนเตียงใช้มือทั้งสองข้างผสานกันไว้ที่ท้ายทอย ลืมตามองเพดานนี่เป็นฉากที่เห็นอยู่บ่อย ๆ ในความทรงจำวัยเด็กสายตาทอดยาวมองไปยังเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งรอบ ๆ ห้อง โคมไฟสไตล์โซเวียตที่ติดอยู่ทางตะวันตกบนผนังห้อง พัดลมแบบเก่าแขวนตรงเพดานกลางห้อง ตู้เสื้อผ้าที่ทาด้วยสีแดงวางไว้ทางทิศเหนือ ด้านข้างคือชั้นหนังสือและโต๊ะหนังสือที่วางทอดยาวอยู่ด้วยกัน โคมไฟบนโต๊ะหนังสือนั้นเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของหวังซิน ข้าวของทุกอย่างภายในห้องที่อยู่ในความทรงจำวัยเด็กของเขา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยเขาค่อย ๆ ยื่นมือไป เพื่อหยิบปฏิทินจากบนหัวเตียงขึ้นมา ในขณะที่ถือปฏิทินอยู่ภายในมือนั้น เขาก็ตกตะลึงไปเมื่อเขาโตขึ้น เขามักจะออกไปพบปะสังสรรค์ตลอด ผิวของเขาที่ไม่ได้ขาวเนียนเหมือนในวัยเด็กนั้น แต่ตอนนี้หลังมือกลับมีผิวขาวสะอาด และเนียนนุ่ม เทียบได้กับผิวนางแบบโฆษณาเลยเขาค่อย ๆ เปิดชุดนอนของตัวเองขึ้น พุงที่ยื่นออกมาจากการดื่มเหล้านั้นไม่มีแล้ว ในความเลือนรางยังมองเห็นกล้ามหน้าท้อง ที่แบ่งเป็นร่องอย่างชัดเจน นี่เป็นผลที่เหลืออยู่จากการออกกำลังกายในวัยเด็ก“นี่มันอะไรกัน?” หวังซินพูดกับตัวเอง แล้วค่อยๆกวาดสายตามองไปที่ปฏิทิน วันที่ปรากฏกลับเป็นวันศุกร์ที่ 22 มกราคม 1993 คืนก่อนเทศกาลตรุษจีนเขามองดูปฏิทินในมือ ด้านบนมีรอยที่ถูกฉีก สิ่งนั้นเป็นกิจวัตรที่เขาต้องทำมันตอนก่อนนอนในวัยเด็ก พอหมดวันหนึ่งในปฏิทิน เขาก็จะฉีกหน้านั้น ๆ ออก เพื่อบันทึกวันที่ของทุกวัน22 มกราคม 1993 คืนก่อนเทศกาลตรุษจีนงั้นเหรอ? “ชีวิตเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งงั้นเหรอ?” หวังซินพูดกับตัวเอง ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องที่เหมือนกับความทรงจำ ทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย บ้านเมื่อสิบแปดปีก่อนของตัวเอง สิบแปดปีก่อนนั้น ตั้งแต่จำความได้ เขาก็นอนอยู่ในห้องนี้มาตลอด “เกิดใหม่งั้นเหรอ?” มีคำถามมากมายอยู่ในหัวของหวังซิน อุบัติเหตุรถยนต์ในตอนนั้น หรือว่าจะเป็นแค่การเริ่มต้นใหม่ งั้นเหรอ?ในตอนที่หวังซินกำลังสงสัยอยู่นั้น ประตูห้องของเขาก็มีเสียงเคาะเบา ๆ หวังซินที่สวมชุดนอนอยู่ก็ทิ้งความสงสัยในหัวไป แล้วจึงใส่รองเท้าแตะผ้าฝ้ายเดินไปเปิดประตู สิ่งที่เห็นในนัยน์ตาคือใบหน้าที่คุ้นเคยแต่ก็เหมือนไม่คุ้นเคยผู้หญิงในชุดผ้ากันเปื้อนที่ยืนอยู่ด้านนอก อายุเพียงแค่สามสิบกว่าปี ใบหน้าที่มาพร้อมรอยยิ้ม และมีกลิ่นอายของสาวเจียงหนาน ลึกลงไปในความทรงจำ นี่เป็นหนึ่งคนที่จะลืมไม่ได้เลย คือหวังจวนแม่ของเขาเองดวงตาของหวังซินมีน้ำตาคลอเล็กน้อย มองดูแม่ในช่วงปี 93 แล้วจึงเรียกด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึก : “แม่!”หวังจวนไม่ทันสังเกตเห็นความรู้สึกของหวังซิน จึงลูบหัวหวังซินเบา ๆ พร้อมกับพูดว่า : “วันนี้คงอึดอัดน่าดูเลยสินะ พ่อของลูกเข้มงวดกับลูกมากขึ้น นั่นก็เพื่อผลดีต่อตัวลูกเอง”“ผมรู้ครับ” หวังซินพยักหน้า จากความทรงจำในอดีต ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตาม พ่อมักจะให้เรื่องเรียนมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ คาดหวังกับตัวเองสูงมาก พอมาคิดดูแล้วว่าไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหนมาสามสิบปีเลย ก็เป็นเพราะพ่อเอาแต่เรียนอยู่ที่บ้าน “เทศกาลตรุษจีนแล้ว รีบออกมากินข้าวเถอะ การบ้านเอาไว้ก่อน แค่ตั้งใจเรียนก็พอแล้ว” “รู้แล้วครับ แม่” น้ำเสียงของหวังซินเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความห่วงใยที่ห่างหายไปนานได้กลับมาอีกครั้ง “รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมากินข้าว” หวังจวนลูบหัวหวังซินเบา ๆ อีกครั้ง เธอไม่ทันได้สังเกตเห็นความรู้สึกบนใบหน้าของลูกชาย ก็หันกลับไปวุ่นวายกับเรื่องของตัวเองต่อหวังซินหายใจเข้าลึก ๆ มองดูปฏิทินที่อยู่บนหัวเตียงอีกครั้ง ตั้งสติของตัวเอง แล้วสวมกางเกงยีนส์ที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในยุค 90 จากนั้นจึงก้าวออกจากห้องไปในห้องรับแขก หวังเป่าหลงกำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟาหนังสีดำ มือซ้ายคีบบุหรี่หงถ่าซันอยู่มวนหนึ่ง พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความกังวลเล็กน้อยหวังเป่าหลงมีผมสีดำ ประกอบกับใบหน้าคมเข้มอย่างเห็นได้ชัด เป็นอีกครั้งที่ใบหน้าของพ่อตรงกับความทรงจำ นี่คือใบหน้าของพ่อเขาเมื่อตอนเป็นหนุ่ม ที่ยังอยู่ในความทรงจำของเขาตอนอายุสิบแปดปี “พ่อครับ” เขาตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้เห็นพ่อกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ในใจของหวังซินก็เต็มไปด้วยความรู้สึกท่วมท้นเขามั่นใจว่าตัวเองได้กลับมาใหม่ในปี 1993 ตอนแรกที่เกิดอุบัติเหตุ เขาไม่ได้ต้องการชีวิตของตัวเองแล้ว แต่ก็กลับให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าพระเจ้ากำลังล้อเล่นกับเขาอยู่ แต่ความเป็นจริงนั้นได้เกิดตรงหน้าเขาแล้ว แม้จะไม่มีอานุภาพใด แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่แท้จริง “อืม” หวังเป่าหลงพยักหน้า ไม่แม้แต่จะชายตามองหวังซิน กลับก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ มือซ้ายก็เขี่ยบุหรี่ และเคาะขี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยที่วางอยู่บนโต๊ะชุดน้ำชาหวังซินดูท่าทางของพ่อ จึงนึกย้อนกลับไปยังเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้น ก้าวสู่ช่วงเวลาในปี 1993 ครอบครัวก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างกะทันหันก่อนอื่นพ่อของเขารับหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกทั่วไปของสถานีโทรทัศน์ที่เมืองซีจิงได้พ่ายแพ้ต่อการแข่งขันชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานี หลังจากนั้นไม่นาน เป็นเพราะถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเงินจึงถูกนำตัวไปสอบสวน ในระหว่างการสอบสวนนั้นแม้จะไม่พบปัญหาใด ๆ แต่ก็เป็นเพราะเรื่องนี้จึงทำให้พ่อของเขาต้องเกษียณก่อนกำหนด หลังจากนั้น หวังเป่าหลงจึงหันมาทำธุรกิจ แต่กลับถูกคู่ค้าที่ร่วมมือกันใส่ร้ายจนขาดทุนย่อยยับ ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่ทำให้เขาหมดหนทาง และจากไปก่อนอายุสี่สิบและเป็นเพราะว่าแม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ของพ่อ จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าแผนกการเงินของสถานีโทรทัศน์ของเมือง และถูกปลดเกษียณก่อนกำหนดด้วยเช่นกัน หลังจากที่พ่อถูกหลอกจากธุรกิจก็หมดหนทางและได้หย่าร้างกัน ซึ่งหลังจากที่หย่าร้างแล้วหวังจวนก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเรียนมหาวิทยาลัยของหวังซินด้วยตัวคนเดียวทั้งหมด ทั้งเคยเป็นพนักงานบริกร เคยเร่ขายของ ทั้งยังต้องประสบกับความยากลำบากของชีวิตมาอย่างมากมายหวังซินก็ยืนอยู่ข้าง ๆ หวังเป่าหลง มองดูใบหน้าที่เศร้าโศกของพ่อ จึงคิดย้อนกลับไปในวันแรกที่ไม่อยากจะจดจำ เขาก็รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมากแม้ว่าในปีนั้นเขาจะอายุสิบแปดปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย เขาได้แต่มองเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว และตัวเขาเองก็ไม่มีความสามารถมากพอตอนนี้ได้กลายเป็นคนสองโลก ที่ย้อนกลับมาวันก่อนเกิดเหตุการณ์อีกครั้ง เขาสาบานว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่างนี้ให้ได้ในช่วงหลายปีมานี้สถานีเคเบิลเมืองซีจิงขาดทุนทุกปี และต่อเนื่องกันมาสิบปี จึงทำให้จิตใจของคนในสถานีหวาดระแวงและปล่อยข่าวลือออกไปทั่วตอนนี้หวังเป่าหลงก็เป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อีกทั้งสถานีก็ได้ร่างเอกสารฉบับหนึ่งเมื่อปีก่อน และเป็นเพราะเอกสารฉบับนี้ จึงทำให้เขาไม่มีอารมณ์แม้แต่จะฉลองปีใหม่ “พ่อครับ กินข้าวได้แล้ว” หวังซินที่อยู่ข้างๆพ่อผู้ที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเปล่งเสียงออกมาเบาๆ หวังเป่าหลงได้ยินเสียงเรียกของหวังซินอีกครั้ง จึงวางหนังสือพิมพ์ในมือลงอย่างช้า ๆ แล้วเงยหน้ามองหวังซินและถามออกไปว่า : “ทบทวนเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?” “ผมมั่นใจครับ” หวังซินพยักหน้าตอบรับ“การเรียนรู้ก็เหมือนกับการพายเรือทวนน้ำ ไม่คืบหน้าก็มีแต่จะถดถอย ช่วงเวลาในการฉลองปีใหม่ก็อย่าทิ้งการทบทวน มีแค่การสอบติดมหาวิทยาลัยเท่านั้น ถึงจะเป็นทางออกเดียว” หวังเป่าหลงตักเตือนหวังซินอย่างจริงจังหวังซินได้เห็นการตักเตือนของพ่อ ใบหน้าก็ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจ แล้วตอบกลับไปว่า : “วางใจเถอะครับ ผมจะไม่ทิ้งการเรียนแน่นอน” “อืม” หลังจากที่หวังเป่าหลงตอบกลับไป ก็อ่านหนังสือพิมพ์ต่อ และไม่ได้สนใจหวังซินอีกในใจของหวังซินกลับรู้สึกอบอุ่นขึ้น จำได้ว่าปีนั้นเป็นเพราะพ่อย้ำให้เรียนรู้ด้วยตนเองอยู่ตลอด แต่ในใจกลับเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้น ไม่ว่าเรื่องใดก็ทำตามที่พ่อบอก แต่ก็ยังทำให้พ่อผิดหวังในที่สุดเมื่อถึงช่วงสุดท้ายในชีวิตของพ่อ เขาพึ่งจะรู้สึกตัว แต่ก็สายไปเสียแล้ว ถึงจะสำนึกได้ก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดีตอนนี้ได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้ง หวังซินก็ได้วางแผนเพื่อเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้แล้วผ่านไปสักครู่ หวังจวนก็ถือถ้วยที่ใส่ปลามาวางไว้บนโต๊ะอาหาร และยื่นมือไปหยิบหนังสือพิมพ์ของหวังเป่าหลงออก พร้อมกับพูดว่า : “นี่ก็ปีใหม่แล้ว คุณเก็บปัญหาพวกนั้นไปก่อนเถอะ มีอะไรหลังจากนี้ค่อยแก้กัน”หวังจวนที่พูดอยู่ก็ขมวดคิ้วอีก แล้วจึงหยิบบุหรี่จากปากของหวังเป่าหลงทิ้ง พร้อมต่อว่าหวังเป่าหลงอีกหน่อย หลังจากนั้นทุกคนก็เริ่มมานั่งที่โต๊ะกินข้าวเพื่อกินอาหารส่งท้ายปีเก่าหวังซินสังเกตพ่อแม่ของตัวเอง ใบหน้าของพวกเขาไม่มีอารมณ์ที่จะฉลองข้ามปี ทั้งสองคนมีแต่ความกลุ้มใจ และไม่ได้พูดอะไรออกมา บรรยากาศของอาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดแปลก ๆหวังเป่าหลงเอื้อมตะเกียบไปพลิกปลา แล้วก็ชักตะเกียบกลับมา จนในที่สุดเขาก็ทนความคิดที่สับสนวุ่นวายในใจไม่ไหว จึงพูดออกมาว่า : “ปีหน้าแก้ปัญหาก็กลัวว่าจะไม่ทันแล้ว สถานีโทรทัศน์ช่วงหลายปีนี้ก็ขาดทุนทุก ๆ ปี การสอบสวนคดีเมื่อปีก่อนก็ร่างออกมาแล้ว กลัวว่าต่อไปจะรับมือไม่ไหว แผนกทั่วไปของฉันก็ไม่เหลืออะไรแล้ว”“ไม่ใช่ว่าแผนกทั่วไปเป็นฝ่ายจัดการระบบเหรอ? ถึงตอนนั้นแผนกทั่วไปของคุณก็รับผิดชอบโดยตรงไปเลยก็โอเคแล้วหนิ?” พอหวังจวนได้ยินเรื่องนี้ ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะกินข้าวต่อเธอเองก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ทั้งสองคนทำงานที่สถานีโทรทัศน์ของเมืองด้วยกัน ข่าวนโยบายของสถานี ก็รับรู้ได้อย่างรวดเร็วหวังซินได้ยินเรื่องที่พวกเขาสองคนพูดอยู่ข้าง ๆ หูก็ผึ่งทันที ในปีนั้นรู้แค่เรื่องคร่าวๆเกี่ยวกับการรับเหมาของแผนกทั่วไป ซึ่งในตอนนั้นเขาเองก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เขาได้ยินพ่อแม่พูดขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงจำเป็นต้องเข้าใจรายละเอียดของเรื่องนี้ “เฮ้อ แผนกอื่นยังมีรายได้จากการรับเหมารายการอื่น แต่แผนกทั่วไปของฉันมีรายได้จากรายการไหนเหรอ? แต่นี่จะเป็นการรับผิดชอบเอง แผนกทั่วไปไม่มีการโฆษณา ไม่มีรายการ ในช่วงเวลาปกติรับผิดชอบแค่เรื่องภายในสถานี ฉันแบกรับมันไว้ หากฉันยังทำต่อไปอย่างนี้จะไม่ขาดทุนอีกเหรอ?” หวังเป่าหลงพูดถึงตรงนี้ แม้แต่อารมณ์จะกินข้าวก็ไม่มีแล้ว วางตะเกียบลงบนโต๊ะ แล้วจุดบุหรี่อีกมวน หวังจวนเห็นท่าทางของหวังเป่าหลงในตอนนี้ ก็ขมวดคิ้วพร้อมพูดว่า : “แผนกทั่วไปก็คือส่วนสำคัญของสถานี รายการทุกอย่างต้องผ่านแผนกทั่วไป ถึงแม้ว่ามีการรับงานเข้ามา ก็อาจจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนการขาดทุนให้เป็นผลกำไร” “เพราะเหตุนี้ แผนกทั่วไปจึงเป็นส่วนสำคัญของสถานี แต่จริง ๆ แล้วจะต้องจัดระบบการรับเหมา ไม่อย่างนั้นส่วนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร” “แผนกทั่วไป แผนกทั่วไป ในสายตาของคุณมีแค่ปัญหาการรับเหมางานของแผนกทั่วไปรึไง?”ในใจของหวังจวนเริ่มร้อนขึ้น จึงพูดออกไปว่า : “คุณไม่คิดอยากจะเลื่อนตำแหน่งดูเหรอ? รองผู้อำนวยการเสี้ยวไม่ใช่ว่าจะออกเร็วๆนี้รึไง? ถ้ากังวลเรื่องแผนกทั่วไป แล้วทำไมไม่ไปแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานีล่ะ อายุของคุณในปลายปีนี้ก็ถึงแล้วหนิ ทำไมยังไม่ไปสมัครอีกล่ะ? การแข่งชิงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานี เป็นเรื่องของแผนกทั่วไป รึเปล่านะ?” “การแข่งขันเหรอ? ตอนนี้ฉันจะไปแข่งอะไรได้?” หวังเป่าหลงก็เริ่มอารมณ์เสีย ปีที่ผ่านมานี้เขาเอาแต่ทำเรื่องของตัวเอง ไม่เคยไหว้พระทำบุญเลย แบบนี้จะให้เขาไปลงแข่งรองผู้อำนวยการสถานี เขาเองก็รู้ดีว่าไม่มีความสามารถเลย “ไปแข่งชิงก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย คุณคิดแบบนี้ มันจะคิดหาวิธีได้เหรอ? นอกจากจะทำให้ตัวเองกลุ้มใจแล้ว ยังจะทำอะไรได้อีก!” เมื่อหวังจวนได้ยินคำพูดของหวังเป่าหลงก็ยิ่งโกรธมากกว่าเดิมหวังซินเห็นท่าทีของทั้งสองคนที่ทะเลาะกันบนโต๊ะอาหาร ทันใดนั้นเองเขาก็คีบปลาหนึ่งชิ้นใส่ในถ้วยของแม่แล้วพูดขึ้นว่า : “พ่อครับ แม่ครับ ทุกเรื่องสามารถแก้ไขได้ วันนี้เป็นคืนวันสิ้นปี เรื่องราวไหนที่ไม่สบายใจก็ทิ้งมันไป พวกเราทานข้าวกันเถอะครับ”...