ฝ่ามือขนาดใหญ่พอ ๆ กับประตูทางเข้าของพรรคเก้าั ตบลงมาที่ร่างของเยี้ยเหม่ยราวกับนางเป็แมลงตัวจ๋อย ก่อนที่ร่างนั้นจะหันมาทางฉินฟงและไท่หยวนอี้ “โชคดีที่ข้าตามขึ้นมาทันไม่งั้นคงกลายเป็เื่ราวใหญ่โต” เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากปากของคนผู้นี้ ไท่หยวนอี้สลายพลังลมปราณทั้งหมดก่อนจะกลับไปอยู่ในเดิม และแหงนหน้ามองผู้มาเยือน “ช่างเป็โชคดีของข้าจริง ๆ..ที่ท่านพญายม สหายข้า มาได้ทันเวลาพอดี” พอไท่หยวนอี้พูดจบฉินฟงก็ตาโต อ้าปากค้าง ใเป็อย่างมาก เพราะชายร่างมหึมาหน้าตาดุดันราวกับั์มารที่เขาเห็นตรงหน้าในเวลานี้ คือ ท่านพญายมผู้ปกครองิญญาคนตายในปรโลก..
นอกจากฉินฟงจะใกับการที่ได้พบพญายม เขายังตกตะลึงกับสิ่งที่พญายมทำกับเยี้ยเหม่ยอีกด้วย
“ไม่น่าเชื่อเลยนะขอรับท่านอาจารย์ เพียงแค่ฝ่ามือเดียวก็สยบยมทูตสาวนางนั้นได้อย่างง่ายดาย” ไท่หยวนอี้แย้มยิ้มและเอามือลูปเคราอย่างอารมณ์ดีก่อนพูดบ้าง “นั้นเป็วิชาเฉพาะตัวของท่านพญายม มันมีชื่อเรียกว่า ฝ่ามือจ้าวนรกสยบหมื่นมาร ท่านใช้เพียงแค่ขั้นสาม ก็เหนือกว่า ฝ่ามือทูตมรณะสลายิญญาของเยี้ยเหม่ปรารถนาหลายเท่านัก ชนิดเทียบกันไม่ติดเลยก็ว่าได้” ฉินฟงได้แต่นิ่งอึ้งในใจไปชั่วขณะ และคิดในใจว่า วิชาเฉพาะทางของปรโลกล้วนเป็สุดยอดทั้งนั้น แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะหากไร้ซึ่งวิชาเหล่านี้ พวกภูต ผี ปีศาจ คงขึ้นมาอาละวาดก่อกวนบนภพมนุษย์จนวุ่นวายเป็แน่
จากนั้นฉินฟงจึงมองไปยังยมทูตสาวเยี้ยเหม่ยที่นอนแน่นิ่งร่างจมหายลงไปในพื้นดินก่อนจะเอ่ยปากถามไท่หยวนอี้ “แล้วนาง…..” “นางไม่เป็อะไรมากหรอกเ้าหนุ่ม..” ผู้ตอบหาใช่ไท่หยวนอี้หากแต่เป็เสียงอันแหบห้าวของพญายมแทน “ถ้าโดนแค่นี้แล้วร่างแหลกสลายไป นางก็ไม่สมควรได้ชื่อว่าผู้สืบเชื้อสายของจ้าวแห่งปรโลก..” ฉินฟงเอียงคอด้วยความงุนงงเพราะเขาไม่เข้าใจในวาจาที่เปล่งออกมาจากปากของพญายม แต่หลังนั้นไม่นานเยี้ยเหม่ยก็ค่อย ๆ ขยับร่าง และดันตัวลุกขึ้นมา
สภาพของนางตอนนี้ดูสะบักสะบอมมาก ผมเผ้ากระแซะกระเซิง ใบหน้ากับทั่วร่างมีรอยไหม้ รอยแผลแถม…เสื้อผ้าสีดำที่สวมใส่มาก็ขาดรุ่งริง จนเผยให้เห็นส่วนสัดกับผิวขาวเนียนทั่วร่างหรือเรียกว่าเกือบจะโป๊เลยก็ว่าได้ ทั้งหมดเป็พลังฝ่ามือของพญายมเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
เยี้ยเหม่ยพยุงตัวลุกขึ้นยืนก่อนจะสะบัดศีรษะด้วยความมึนงง ก่อนจึงกวาดตามองไปทั่วร่าง ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำเป็ลูกตำลึงด้วยความเขินอายทันที จากนั้นเยี้ยเหม่ยจึงรีบยกเอาสองแขนมาบดบังส่วนสัดของร่างกายจุดที่เสื้อผ้าขาดไป ความโมโหและความแค้นค่อย ๆ ปะทุขึ้นภายในใจ แต่ในตอนนั้นสายตาของนางก็เหลือบไปเห็น ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ราวกับั์สวมชุดสีดำมองลงมาอยู่ เยี้ยเหม่ปรารถนา หน้าซีดเผือด ตาเบิกโพลงด้วยความใสุดชีวิต ก่อนจะทรุดเข่าลง “ทะ….ท่าน…พ่อ…” ปากคอเยี้ยเหม่ยสั่นระริก ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ นางเรียกพญายมว่า ท่านพ่อ เช่นนั้นรึ? งั้นก็แปลว่านางคือ…. “เ้าเข้าใจถูกแล้วฉินฟง แท้จริงแล้วนางคือ ธิดาคนเล็กของท่านพญายมนั้นเอง” ไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นในขณะที่ฉินฟงกำลังมองจ้องไปยังร่างของเยี้ยเหม่ย
ในเวลานั้นใบหน้าของฉินฟงเริ่มแดงระเรื่อ เพราะได้เห็นยมทูตสาวผู้งดงามในสภาพเกือบจะเปลือยเปล่า เยี้ยเหม่ย หายใที่เจอบิดาของนางก่อนจะหันมาทำตาเขียว แยกเขี้ยวใส่ฉินฟงที่ใช้สายตาลวนลามเธออย่างไม่ตั้งใจ “หน็อย..เ้าิญญาเร่ร่อนชั้นต่ำบังอาจนักนะ ที่กล้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น ข้าขอสาบานด้วยเกียรติของธิดาเ้าแห่งปรโลก ว่าวันนี้จะต้องทำลายเ้าจนดับสูญไปให้ได้” เยี้ปรารถนาเหม่ยกัดฟันพูดด้วยความโกรธแค้น ก่อนที่นางกำลังจะก้าวเท้าเดินมาหาฉินฟง เสียงของพญายมก็ตวาดดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนสัมภเวสี ผีเร่ร่อนที่อยู่ห่างออกไปไกลหลายร้อยลี้ ยังหวาดผวาและรีบหนีหายไปจนหมด
“หยุดการกระทำของเ้าได้แล้วเ้าลูกโง่!!!” เสียงนั้นทำเอาเยี้ยเหม่ยขาสั่นเข่าทรุดลงพื้นไปทันที
“ข้าเคยบอกเ้าแล้วใช่หรือไม่เยี้ยเหม่เลิ่กลั่ก ว่าเื่ที่ผู้าุโไท่หยวนอี้ทำข้าจะเป็ผู้รับผิดชอบเอง แต่เ้าก็ยังขัดคำสั่งพ่อ..ขึ้นมาวุ่นวายกับพวกเขาไม่เลิก” เยี้ยเหม่ยรีบเงยหน้าขึ้นมาก่อนกล่าวขึ้นบ้าง “ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่รักษาสมดุลของจักรวาลข้าผิดด้วยหรือคะท่านพ่อ” พญายมหน้าแดงด้วยความโกรธหนักขึ้นไปอีก “รักษาสมดุลจักรวาลงั้นรึ? เ้าแน่ใจเช่นนั้นจริงรึเยี้ยเหม่ปรารถนา ไม่ใช่เป็เพราะเ้ารู้สึกเสียหน้าที่ไม่สามารถพาเ้าหนุ่มนั้นกลับปรโลกได้ก็เลยยอมทำทุกวิถีทาง แม้กระทั่งการแอบฝึกวิชาฝ่ามือทูตมรณะสลายิญญาขั้นห้า ทั้ง ๆ ที่ เ้ายังไม่พร้อม จนถูกจิตมารเข้าแทรก ข้าพูดถูกหรือไม่เ้าลูกโง่..”
เยี้ยเหม่ยถึงกับหน้าถอดสีกล่าวสิ่งใดไม่ถูก เพราะวาจาที่ออกมาจากปากบิดานางนั้นถูกทุกคำ นางรู้สึกเสียหน้าเพราะไม่อาจพาดวงิญญาของฉินฟงมายังปรโลกได้ในครั้งแรก จึงถูกพี่ ๆ ของนางพูดจาดูถูกและหัวเราะใส่ ครั้งที่สองก็ยังพลาดอีก เพราะไท่หยวนอี้ดันเอาฉินฟงไปใส่ในร่างของจูต้าเหยียน ทำให้นางพลาดจนเกิดความคับแค้น และอับอายหนักขึ้นกว่าเดิม นางรู้ดีว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไปคงมิอาจชิงิญญาของฉินฟงมาได้ หนทางเดียวที่พอจะมาทางคือฝึกวิชา ฝ่ามือทูตมรณะสลายิญญาแบบก้าวะโจากขั้นที่ สอง มายังขั้นที่ ห้า ภายในเวลาอันรวดเร็ว
หลักการก็คือ ล่า และดูดกลืนิญญาเร่ร่อน หรือพวกมารชั้นต่ำเข้ามาภายในร่างเป็จำนวนมหาศาล เพื่อใช้เป็แหล่งพลังปราณ แต่การทำเช่นนี้หากจิตของผู้ฝึกไม่แข็งแกร่งพอ ก็มีโอกาสสูงที่จะโดน จิตมารที่รวบรวมมาครอบงำ จนคลุ้มคลั่งและกลายเป็มารไปเสียเอง ซึ่งกับเยี้ยเหม่ยมันก็เป็เช่นนั้นจริง ๆ
“นอกจากเ้าจะฝืนคำสั่งข้า แอบฝึกวิชาแบบก้าวะโ และยังเสียมารยาทกับผู้าุโไท่หยวนอี้ที่เป็สหายข้าอีก ความผิดทั้งหมดนี้เ้ามีอะไรจะแก้ตัวไหมเยี้ยเหม่ย….” แววตาของพญายมเปล่งแสงสีแดงสว่างจ้าออกมาราวกับจะแผลเผายมทูตสาวเยี้ยเหม่ยให้สูญสลายไปในพริบตา “ลูก….ลูก…ไม่มีคำใดจะแก้ตัวเ้าค่ะท่านพ่อ…ลูกขอยอมรับผิด และยอมรับโทษทุกอย่าง…” เยี้ยเหม่ยก้มหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบากับบิดา ก่อนที่นางจะหันมาทางไท่หยวนอี้ และก้มหัวขอขมากับทุกสิ่งที่นางได้ล่วงเกินเขาไปทุกอย่าง “ ไม่เป็ไร..ไม่เป็ไร…เยี้ยเหม่ยข้าไม่ถือโทษโกรธเ้าหรอก ข้ารู้จักนิสัยเ้าดี ท่านพญายมก็อย่าไปลงโทษนางเลย ถือซะว่าเห็นแกข้า ที่เป็สหายเก่าแก่ของท่าน ในครั้งสุดท้ายก่อนจากก็แล้วกัน”
พอพญายมได้ยินคำของไท่หยวนอี้ เขาก็รู้สึกใจหายก่อนจะกล่าวขึ้น “ในเมื่อสหายข้าเอ่ยปากขอ มิรึ ข้าจะไม่ให้ เอ้า เ้าลูกโง่ ยังไม่รีบขอบคุณผู้าุโอีก” เมื่อเยี้ยเหม่ยได้ยินดังนั้นน้ำตาของจากจึงซึมออกมาก่อนจะรีบยกมือคารวะขอบคุณไท่หยวนอี้ทันที
ไท่หยวนอี้แหงนหน้ามองท้องฟ้าก่อนจะใช้นิ้วคำนวณอะไรบางอย่างแล้วกล่าวขึ้นเบา ๆ “เหลือเวลาอีก ราว ๆ สองชั่วยาม (4 ชั่วโมง) งั้นรึ…ถ้างั้นก็ยังพอมีเวลา” ไทหยวนอี้หันไปทางพญายมก่อนจะกล่าวกับเขา
“สหายข้า…ข้ายังพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อย เรามาเดินหมากกระดานสุดท้ายและสนทนาเหมือนเช่นวันเก่า ๆ ที่ศาลาริมน้ำด้านนั้นกันเถอะ ก่อนที่ข้าจะไม่มีโอกาสได้เล่นอีกต่อไป” พอพญายมได้ฟังคำของไท่หยวนอี้ เขาก็รู้ดีใจมากก่อนจะตกปากรับคำทันที ก่อนทั้งไท่หยวนอี้จะไปได้ให้ ฉินฟงไปรออยู่ในห้องเข้าฌานที่มีร่างของไท่หยวนอี้ตัวจริงนั่งสมาธิอยู่ เยี้ยเหม่ยเองทีแรกก็จะกลับปรโลกเลยแต่…พญายมผู้เป็บิดาของนาง สั่งให้นางไปอยู่เป็เพื่อนฉินฟงในห้องนั้นด้วย ไม่ต้องบอกว่าเยี้ยเหม่ยจะไม่พอใจมากแค่ไหน ต้องไปอยู่กับิญญาเร่ร่อนของชายหนุ่มที่นางรังเกียจ สองต่อสอง แถมสภาพของนางในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวตัวเปล่า ๆ ไร้อาภรณ์ใด ๆ ปกปิดของสงวนของสตรี มันช่างเป็อะไรที่นางต้อง กล้ำกลืนฝืนทนครั้งหนึ่งในชีวิตั้แ่เกิดมา แต่ถึงอย่างไรเสีย นางก็มิอาจขัดขืนคำสั่งของบิดาได้ พญายมให้เหตุผลที่ทำเช่นนี้ว่า เป็การลงโทษนางในความผิดทุกอย่าง ซึ่งไท่หยวนอี้ก็เห็นด้วย..
ค่ำคืนเงียบสงัด…มีเพียงแค่เสียงของใบไม้ไหวตามลมอ่อน ๆ สลับกับเสียงของแมลงตัวเล็ก ๆ ตามพงหญ้า
หากแต่ที่ศาลาริมน้ำยังมีเงาร่างของสองผู้ยิ่งใหญ่กำลังสนทนา และเดินหมากกันอย่างสนุกสนานเป็ครั้งสุดท้าย “รุกฆาต….” เสียงของไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นก่อนจะวางหมากตัวหนึ่งลงไปบนกระดานสี่เหลี่ยมที่บางใส ที่สร้างขึ้นจากพลังปราณของไท่หยวนอี้ ทันทีที่ตัวหมากวางลงพญายมก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นอย่างอารมณ์ดี “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าแพ้จนได้ แบบนี้ก็กลายเป็ว่า ข้ากับท่านผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ จนเสมอกันที่หนึ่งพันครั้งพอดีสินะ” “ใช้แล้วสหายข้า น่าเสียดายยิ่งนักที่พวกเราไม่อาจเล่นต่ออีกหนึ่งกระดานเพื่อตัดสินได้…”ไท่หยวนอี้แย้มยิ้มอย่างมีความสุขก่อนที่เขาจะโบกมือจนกระดานหมากรุกตรงหน้าจางหายไป “ถ้าเช่นพวกเราก็กลับไปหาเด็กสองคนนั้นในห้องกันเถอะท่านพญายม ปานนี้ไม่รู้ว่าจะเป็เช่นไรบ้าง” ไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “ ไม่ต้องห่วงหรอกสหายข้า หากนางทำอะไรเ้าหนุ่มลูกศิษย์ท่าน รับรองข้าไม่ปล่อยนางไว้แน่” เมื่อกล่าวจบไท่หยวนอี้และ พญายมก็เดินออกมาจากศาลาริมน้ำและตรงไปยังห้องเข้าฌานทันที..
ภายในห้องเข้าฌานอันกว้างขวาง ตรงกลางห้องมีร่างของไท่หยวนอี้กำลังนั่งสมาธิอยู่อย่างงสงบหากแต่ร่างนี้ไร้ิญญา เป็แค่ร่างกลวง ๆ เท่านั้น นอกจากร่างของไท่หยวนอี้ก็มีร่างของชายหญิงหนุ่มสาวยืนอยู่คนล่ะมุมห้อง ฉินฟงถูกเยี้ยเหม่ยสั่งให้ยืนหันหลังเข้ากำแพงและห้ามหันมาเด็ดขาด ซึ่งฉินฟงก็ทำตาม แต่ภายในหัวใจของเขานั้นกลับเต้นไม่เป็จังหวะ ก็แน่นอนล่ะการได้อยู่กันสองต่อสองกับสตรีผู้งดงาม แถมมีศักดิ์เป็ถึงธิดาของจ้าวแห่งปรโลก แถมร่างของนางยังมีแค่เศษผ้าปกปิดอยู่ไม่กี่ชิ้น เป็ชายหนุ่มคนไหนบ้างเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้แล้วจะไม่รู้สึกหวั่นไหว
ทั้งห้องมีแต่ความเงียบไร้เสียงพูดสนทนาใด ๆ ก่อนที่เสียงของไท่หยวนอี้จะดังขึ้น และทำลาย บรรยากาศอันน่าอึดอัดนั่นลง “เป็เช่นไรกันบ้างพวกเ้ารอนานหรือไม่..” ฉินฟงกำลังจะหันไปกล่าวทักทายไท่หยวนอี้แต่ก็โดนเยี้ยเหม่เพราะแผดเสียงตวาดดังลั่นห้องว่า ห้ามหันมา ก่อนที่นางจะเห็นพญายมบิดานางเดินตามไท่หยวนอี้มาติด ๆ นางจึงได้รีบวิ่งเข้าหลบด้านหลังของเขาราวกับเป็เด็กน้อยที่หวาดกลัวบางอย่าง ไท่หยวนอี้ที่เห็นก็อมยิ้มและหัวเราะออกมาเบา ๆ “ เยี้ยเหม่ย..หนอ เยี่ยเหม่ย จะผ่านมากี่สิบปีเ้าก็ยังเป็เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ เฉกเช่นตอนนั้นเสมอ” เยี้ยเหม่ยที่ได้ยินก็โผล่หน้าออกมาจากด้านหลังของพญายมและพูดขึ้นดัง “ปีนี้ข้าอายุ สิบแปดแล้วนะเ้าค่ะผู้าุโ ข้าไม่ใช่เด็กสักหน่อย..” พญายมหันมามองเยี้ยเหม่ยตาขวางแต่นางก็รีบหลบทันที
“เหอะ…เหอะ…ไม่เด็กก็ไม่เด็ก เอาล่ะข้าเหลือเวลาอีกนิดหน่อยคงต้องกล่าวลาท่านแล้วจริง ๆ ท่านพญายมสหายข้า” พญายมมีสีหน้าเศร้าสร้อยเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้นข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย และก้าวไปยังโลกที่ท่านปรารถนา ลาก่อนสหายข้า….” เมื่อพญายมกล่าวจบเขาก็กระแอมเล็กน้อยก่อนจะเรียกชื่อ เยี้ยเหม่ย ดัง ๆ เยี่ยเหม่ยโผล่หน้าออกมาพร้อมกับ ดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยน้ำตาที่เริ่มจะคลอเบ้า นางพยายามฝืนความรู้สึกเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยปากกล่าวลาไท่หยวนอี้เป็ครั้งสุดท้าย และรีบหลบหน้าไปทันที จากนั้นสองพ่อลูก แห่งปรโลกก็หายลงไปในพื้น เหลือทิ้งไว้แค่ฉินฟงและไท่หยวนอี้
“เอาล่ะทีนี้ก็เหลือเพียงข้ากับเ้าแล้วนะเลิ่กลั่กฟง เข้ามาใกล้ ๆ ข้าตรงนี้มา” ความรู้สึกของฉินฟงในยามนี้ก็ไม่ต่างจากเยี้ยเหม่ยเมื่อสักครู่เท่าไหร่นัก เขาเดินคอตกมาหยุดอยู่ตรงหน้าของไท่หยวนอี้ก่อนจะคุกเข่าลงไท่หยวนอี้มองหน้าลูกศิษย์คนสุดท้ายก่อนจะเอ่ยปากถามขึ้น “ ข้ามีคำถามจะถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย ศิษย์ข้า…หากเ้ามีโอกาสคืนชีพอีกหนึ่งครั้ง เ้ายังจะทำตามปณิธานเดิมที่อยากจะช่วยเหลือผู้คนทั่วหล้า และกำจัดพรรคมารให้หมดสิ้นอยู่หรือไม่ฉินฟง” ฉินฟงพยักหน้าทั้งน้ำตาด้วยความมุ่งมั่น “ขอรับท่านอาจารย์ข้ายังยืนยันคำเดิม จะฟื้นเป็คน หรือต้องเป็ ผี แบบนี้ทั้งชาติ ข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจขอรับ”
ไท่หยวนอี้แย้มยิ้มและเอามือลูบเคราช้า ๆเลิ่กลั่กดี..ดี…ดีมาก…ข้าคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่จะทำเช่นนี้” ฉินฟงเอียงคอด้วยความสงสัยในคำพูดอันเป็ปริศนาของไท่หยวนอี้ แต่หลังจากร่างิญญาของเขาก็ถูกอะไรบางอย่างคล้ายฝ่ามือมากระแทกที่หน้าอกอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะกระเด็นถอยไปข้างหลัง และทุกอย่างรอบตัวของฉินฟงก็เริ่มมืดลง แต่ในตอนนั้นหูของเขาก็ได้เสียงของไท่หยวนอี้แววมาเบา ๆ “ลาก่อน…ฉินฟงลูกศิษย์คนสุดท้าย..ของข้า เส้นทางของข้าบนโลกนี้สิ้นสุดลงแล้ว ส่วนเส้นทางของเ้าพึ่งจะเริ่มต้นขึ้น จงใช้ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ข้ามอบให้ สร้างประโยชน์ สร้างความหวังให้ผู้คน…ข้าเชื่อว่าถ้าเป็เ้าจะต้องทำได้แน่นอน..” สิ้นเสียงของไท่หยวนอี้กายละเอียดของปรมาจารย์าุโ ก็ค่อย ๆ จางหายและกลายเป็ละอองแสงสีทองปลิวออกนอกห้องไปจนหมด…
ทุกอย่างรอบตัวของฉินฟงมืดสนิทไปชั่วขณะก่อนที่จะเริ่มสว่างขึ้น และกลายเป็ห้องสีขาว ๆ ขนาดใหญ่ที่มีภาพของไท่หยวนอี้ในแต่ล่ะ่วัยล่องลอยเต็มไปหมด “นี้…ข้าอยู่ที่ไหนกัน? เหตุใดจึงมีภาพของอาจารย์มากมายเพียงนี้” และในตอนนั้น ฉินฟงก็ได้พบกับใครบางคนโผล่ออกมา ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาใเล็กน้อยก่อนจะหันไปมอง คนผู้นี้ดูเยาว์วัย อายุอานามน่าจะไม่เกิน สิบเจ็ด สิบแปดขวบปีเห็นจะได้เขายิ้มให้ฉินฟงอย่างเป็มิตรก่อนจะเดินหายวับไปในผนังห้องสีขาว ฉินฟงงงเป็ไก่ตาแตก แต่จากนั้นก็ได้มีร่างของ ชายอีกคนเดินออกมา คนผู้นี้สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกับ ชายวัยแรกรุ่นคนก่อนหน้า หากแต่เขาดูหนุ่มกว่ามาก ไม่สิต้องเรียกว่า เป็หนุ่มใหญ่วัยกลางคนถึงจะถูก อายุของคนผู้นี้น่าจะสักสี่สิบกลาง ๆ เขาเดินตรงมาหาฉินฟง ก่อนจะเดินผ่านไปและยิ้มให้ ใบหน้าของคนผู้นี้ดูคล้ายกับไท่หยวนอี้ เป็อย่างมาก กบปากฟงได้แต่มองตามหลังก่อนที่เขาจะหายไปอีกเช่นกัน จากนั้นก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นของคนที่ทำให้ฉินฟง ทั้งใ และดีใจเป็อย่างมาก เสียงของไท่หยวนอี้นั้นเอง
“ท่านอาจารย์ท่านยังอยู่หรือขอรับ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่..” ฉินฟงเอ่ยปากด้วยความร้อนรน “ตั้งใจฟังข้าให้ดีนะฉินฟง สถานที่ที่เ้าอยู่ในยามนี้เรียกว่า โลกแห่งความทรงจำภายในร่างของข้า..” พอได้ยินแบบนั้นฉินฟังก็ตาเบิกโพลงทันที ภะ…ภายในที่ใดนะขอรับ…” “ภายในร่างของข้าที่กำลังนั่งสมาธิอยู่กลางห้องยังไงล่ะเ้าได้ยินไม่ผิดหรอก ฟังข้าพูดให้จบก่อน ไท่หยวนอี้..หมายถึงตัวไท่หยวนอี้ที่เป็กายละเอียดตัดสินใจจะยกร่างนี้ให้เ้า ก่อนที่เขาจะเดินทางไปยังโลกแห่งการหลุดพ้น เพราะเขาเชื่อว่าถ้าเป็เ้าจะต้องใช้ร่างนี้ช่วยเหลือคนได้อีกมากมาย..” ฉินฟงรู้สึกสับสนไปหมดในเวลานั้น ถ้าอาจารย์จากไปสู่โลกของการหลุดพ้นแล้ว งั้นเสียงที่ได้ยินอยู่นี่เล่าคือเสียงใคร
“เ้าคงจะงุนงงสินะว่าเสียงที่ได้ยินอยู่ตอนนี้คือเสียงของใคร ไม่ต้องไปหรอก ข้าคือเสียงที่ไท่หยวนอี้ตัวจริงสร้างขึ้น เพื่อบอกเล่าสิ่งที่เ้าควรรู้ทุกอย่างก่อนจะลืมตาตื่น และออกจากห้องนี้ไป..”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินฟงจึงเริ่มเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนิดหน่อยก่อนจะตั้งใจฟังเสียงของไท่หยวนอี้ต่อ
“ฟังข้าให้ดีนะฉินฟงภายในร่างนี้ของไท่หยวนอี้ เต็มไปด้วยพลังลมปราณอันมากมายมหาศาลที่สั่งสมมานานนับ หกสิบปี อีกทั้งยังมีกำลังภายในอันมหาศาลไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง จุดต่าง ๆ ในร่างก็ถูกทะลวงจนหมดสิ้นแล้ว เรียกได้ว่าที่ร่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรเลยก็ว่าได้ แถมยังมีวิชา และกระบวนท่าสุดยอด อีกสิบ ยี่สิบอย่าง ที่ไท่หยวนอี้ตัวจริงศึกษาและเรียนรู้มาทั้งชีวิต เ้าสามารถใช้ทุกอย่างเหล่านี้ทำตามความ้าของตัวเ้าได้เลย” พอฉินฟงได้ยินทุกอย่างจากเสียงของไท่หยวนอี้ เขาก็เหมือนถูกหีบสมบัติขนาดใหญ่ที่มีแก้ว แหวน เงินทองบรรจุอยู่หล่นทับ ไท่หยวนอี้อาจารย์ของเขาช่างใจดีกับเขาเหลือเกิน แต่ทว่าเสียงนั้นยังพูดไม่จบ
“แต่เ้าอย่าพึ่งดีใจไปฉินฟง ทุกอย่างที่มีภายในร่างนี้ หาใช่ว่าเ้าจะลืมตาตื่นแล้วลุกออกไปใช้ได้เลย มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น..ลมปราณกับกำลังภายในเ้าอาจจะดึงไปใช้ได้ แต่วิชามากมายและกระบวนท่าต่าง ๆ เ้าจะต้องใช้เวลาท่องจำ และทำสมาธิฝึกฝนภายในโลกแห่งนี้ไปเรื่อย ๆ ก็ไม่นานหรอก อาจจะปีหรือสองปี ขึ้นอยู่กับพร์และความเข้าใจของเ้า” เมื่อเสียงของไท่หยวนอี้กล่าวจบฉินฟงจึงเข้าใจทุกอย่างทั้งหมด “เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะสอนวิชาชั้นสูงแต่เป็แค่ขั้นพื้นฐานให้เ้าก่อน เพราะในอีก สองชั่วยามเ้าจะต้องลืมตาตื่น และออกจากห้องเข้าฌานเพื่อ ไปประกาศให้ทุกคนในสำนักรู้ว่า เ้าผู้ซึ่งเป็ปรมาจารย์ได้กลับมาแล้ว” ฉินฟงค่อมศีรษะให้กับเสียงของไท่หยวนอี้ ก่อนที่เข้าจะเริ่มฝึกวิชาทันที..
จบบทที่ 11