เช้ามืดของวันต่อมาจิงซิงอี้ตื่นขึ้นมาออกกำลังกายตามปกติ ด้วยการวิ่งขึ้นเนินเขาหลังบ้าน
เมื่อเขาเดินไปที่ประตูหลังบ้าน เ้าจิ้งจอกตัวเล็กก็วิ่งมาพันแข้งพันขาของเขาอย่างดีใจเขาพยายามไล่ให้มันกลับเข้าไป มันก็ไม่ยอมชายหนุ่มจึงออกวิ่งโดยมีเ้าตัวเล็กวิ่งตามไปด้วย
อากาศยามเช้าสดชื่นและเย็นสบาย ทำให้ไม่เหนื่อยมากเมื่อวิ่งไปได้ครึ่งชั่วโมง เขาสังเกตเห็นเ้าตัวเล็กเริ่มวิ่งบ้างเดินบ้าง และสุดท้ายหยุดนั่งหอบอยู่กับที่
ขากลับเขาจึงต้องเป็ฝ่ายอุ้มมันกลับบ้านเมื่อไปถึงบ้าน ก็เห็นจิงเซียวกำลังรำไทชี่อยู่กลางลานบ้าน เขาทักทายชายชราปล่อยเ้าตัวเล็กลงพื้น มันก็รีบวิ่งไปหาชายชราทันทีจิงซิงอี้ส่ายหน้าเมื่อเห็นการรู้จักเอาตัวรอดของมัน
เขาเดินไปล้างมือในครัวเพื่อทำอาหารเช้า วันนี้เขาเลือกทำเส้นบะหมี่เองจิงซิงอี้เริ่มต้นนวดแป้งสาลีโฮลวีท ใส่ไข่และผักโขมลงไปในแป้งจากนั้นก็รีดและตัดเป็เส้น คลี่เส้นออกและลวกเส้นในน้ำเดือดจนนุ่มเหนียว
จากนั้นเขานำน้ำซุปไก่และผักที่เตรียมเอาไว้มาต้มในหม้อ เขาเติมไก่ต้มฉีก แครอทและกวางตุ้งลงไป และเหลือไก่ต้มเอาไว้ให้สุนัขจิ้งจอกแม่ลูกจากนั้นปรุงรสเล็กน้อยด้วยเกลือและซีอิ๊วเพราะวัตถุดิบมีความสดใหม่จึงมีรสชาติอร่อยตามธรรมชาติอยู่แล้ว
ระหว่างนั้นเขาเตรียมอาหารให้จิ้งจอกสองแม่ลูกด้วยการให้อาหารเม็ดผสมไก่ ผัก และน้ำซุปไก่ที่ไม่ปรุงรส
เมื่อยกไปให้พวกมันที่ห้องก็พบว่าจิงเซียวกำลังทำแผลให้แม่จิ้งจอก มันนอนอยู่นิ่งๆดูผ่อนคลายและไม่ระแวงระวังอีกต่อไป เมื่อเห็นอาหารทั้งสองตัวรีบลุกขึ้นมากินทันที
จิงซิงอี้บอกจิงเซียวว่าอาหารเช้าเสร็จแล้วพวกเขาก็แยกกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและกลับมากินอาหารเช้าด้วยกัน
เมื่อกลับมาที่ครัว น้ำซุปก็ได้ที่แล้วจิงซิงอี้ตักน้ำซุปลงไปในถ้วย คีบเส้นที่ลวกไว้ใส่ตามแต่งหน้าด้วยเนื้อไก่และผักในซุป โรยด้วยต้นหอมเล็กน้อย และยกไปวางบนโต๊ะอาหาร
เมื่ออิ่มแล้ว จิงซิงอี้จึงเตรียมตัวออกไปคลินิกเขาเข็นจักรยานออกไปที่ประตูหน้า ในขณะที่ลูกสุนัขจิ้งจอกวิ่งตามเขาไปที่ประตู ชายหนุ่มต้องจับมันกลับเข้าบ้านและปิดประตูไว้ เขาพูดกับมันว่าเขาต้องไปทำงานก่อน แล้วตอนกลางวันจะกลับมาอีกที
จิงซิงอี้ปั่นจักรยานไปตามถนนกลางหมู่บ้านที่ลาดชันเล็กน้อยตอนนี้เป็เวลาแปดโมงเช้า แดดเริ่มแรงขึ้น แต่ยังไม่ร้อนมากเพราะลมเย็นที่พัดมาจากูเาและพื้นที่โล่งจากการทำการเกษตร ทำให้อากาศเย็นสบาย
ระหว่างที่ขี่จักรยานไปช้าๆชาวบ้านแถวนั้นก็ะโทักทายเขา และเมื่อมาถึงลานกลางหมู่บ้านเขาพบกลุ่มผู้เฒ่าหลายคนจับกลุ่มออกกำลังกายยามเช้า บางคนนั่งพักบางคนก็กินอาหารเช้าด้วยกัน
จิงวิงอี้แวะเข้าไปหาพวกเขา และประกาศว่า
“ทุกคนครับ พรุ่งนี้ หลัง 5 โมงเย็นเป็ต้นไป ผมจะไปตั้งโต๊ะรักษาอาการป่วยฟรีที่หมู่บ้านข้างๆนะครับ ผมจะไปอยู่สัก 2-3 ชั่วโมงถ้ามีใครสนใจอยากจะลองรักษาฟรีก็แวะไปได้เลยนะครับ”
ลุงคนหนึ่งทำตาโต และถามเขาว่า“ทำไมไม่ตรวจที่นี่ล่ะหมอ!”
ทุกคนส่งเสียงเห็นด้วย จิงซิงอี้ตอบอย่างจริงใจว่า
“ก็ที่นี่ไม่มีคนป่วย แล้วคนก็ยังไม่รู้จักคลินิกของผมก็เลยต้องไปโฆษณาตัวเองที่อื่นซะหน่อย”
ลุงๆ ป้าๆ ต่างทำเสียงเสียดายและไม่เห็นด้วยบางคนก็บอกให้เขาลองรักษาฟรีที่นี่ก่อน จิงซิงอี้หัวเราะเขารู้ดีว่าแก๊งลุงป้าอยากจะรักษาฟรี เขาจึงบอกว่า
“เอางี้ครับ ผมจะตรวจให้ฟรีตอนนี้เลยสัก 2 คนใครจะลองบ้าง มาตรงนี้ได้เลย”
ที่จริงแล้วไม่ใช่ว่าจิงซิงอี้ไม่อยากรักษาให้คนในหมู่บ้านนี้ฟรี แต่ั้แ่เขาเปิดคลินิกมาก็มีคนมารักษาด้วยแค่ 2-3 คน เพราะจำนวนประชากรน้อยคนที่มารักษาเป็เพียงคนที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยและี้เีเดินทางเข้าไปที่โรงพยาบาลในเมือง บางคนก็ไม่เชื่อถือแพทย์แผนจีนเพราะพวกเขายังไม่รู้จักจิงซิงอี้และจิงเซียวดีมากนัก
นอกจากนี้ เขาเพิ่งเปิดคลินิกมาได้ไม่ถึงสองอาทิตย์จึงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง และเขาเพิ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยจึงยังไม่มีคนไข้เก่ามากนัก
ถึงแม้ว่าเขาจะเคยรักษาคนไข้มาก่อนแต่การย้ายมาที่นี่จึงต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ซึ่งแตกต่างจากจิงเซียวที่รักษามานานมีคนรู้จักจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนมีอำนาจและมีเงินชายชราจึงทำในสิ่งที่เขาชอบได้
จิงซิงอี้ยังรู้ว่าชาวบ้านที่นี่อยากตรวจโรคฟรีแต่อาจจะไม่ยอมรักษากับเขาต่อ เมื่อถูกถามเชิงต่อว่าจากกลุ่มลุงป้าแถวนี้เขาจึงเข้าใจและไม่ได้ถือสาอะไร คิดเสียว่าเป็การช่วยตรวจสุขภาพให้ก็แล้วกัน
ชายหนุ่มเดินไปนั่งที่เก้าอี้ว่างใต้ต้นไม้และรอให้้กลุ่มลุงป้าตัดสินใจกันเองว่าใครจะได้รักษาบ้างหลังจากพวกเขาเสียงดังเพื่อแย่งกันตรวจโดยไม่ยอมแพ้กัน ในที่สุดก็ได้ผู้ชนะคนแรกเป็หญิงชราอายุประมาณ 65 ปี รูปร่างท้วม เธอเดินมานั่งเก้าอี้ข้างหน้า และตบอกพร้อมกับพูดอย่างภูมิใจว่า
“ป้าขอเป็คนแรกเอง!”
จิงซิงอี้กลั้นหัวเราะเขาเริ่มต้นด้วยการสอบถามอายุและน้ำหนัก จากนั้นจึงสังเกตสีหน้า ดูลิ้นและจับชีพจร เขาไม่ได้ถามเพิ่มเติมอะไร เพราะรู้ว่าพวกลุงป้าเหล่านี้บางคนก็อยากจะลองวิชาเขาด้วย
เมื่อจับชีพจรเสร็จ เขาจึงเริ่มตั้งคำถามโดยมีลุงๆป้าๆ เข้ามาล้อมวงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“่นี้ป้าเวียนหัว มึนหัว โดยเฉพาะตอนขยับตัวลุกนั่งใช่มั้ยครับ”
ป้าพยักหน้าหงึกๆ จิงซิงอี้จึงพูดต่อว่า
“แล้วก็นอนไม่ค่อยหลับ มีอาการอ่อนเพลีย มีเหนื่อยบ้าง ไม่สดชื่นบ้างเวลากินข้าวเสร็จก็จะรู้สึกแน่นท้องด้วย”
ป้ารีบตอบอย่างใว่า “ใช่เลยจ้ะหมอ!ถูกทั้งหมดเลย!”
ลุงๆป้าๆ ก็ฮือฮาขึ้นมาเมื่อรู้ว่าหมอหนุ่มที่ยังดูเยาว์วัยคนนี้ สามารถบอกอาการป่วยได้ถูกต้องจากการแค่มองหน้าและจับชีพจร
ป้ารีบถามต่อว่า เธอเป็อะไร และจะรักษาหายหรือไม่จิงซิงอี้จึงตอบว่า
“จากการจับชีพจรแล้ว เป็ชีพจรเล็กและจมอ่อนคุณป้าเป็โรคความดันโลหิตสูงครับ เกิดจากอาการชี่และเืพร่องแต่ไม่ต้องกลัวนะครับ รักษาได้”
เมื่อสังเกตเห็นป้าทำท่าลังเลจิงซิงอี้ยิ้มและพูดต่อว่า
“ป้าไม่ต้องมารักษากับผมก็ได้ครับ ไปรักษาที่โรงพยาบาลได้เลย”
ป้าถามเสียงเบาๆว่า “แล้วถ้าป้าจะรักษากับหมอล่ะต้องทำยังไงบ้าง”
จิงซิงอี้อยากจะบอกว่า ก็ไปที่คลินิกเลยครับแต่เขารู้ว่าขืนพูดออกไป คงวงแตกแน่นอน เขาจึงอธิบายว่า
“ก็มีหลายวิธีครับ นวดกดจุด ฝังเข็ม แล้วก็กินยา”
เมื่อเขาพูดจบ ป้าก็นิ่งคิดเพราะยังตัดสินใจไม่ได้คุณลุงคนหนึ่งที่รอฟังอยู่ ก็รีบบอกให้ป้าขยับลุกไป เพราะเขาอยากจะตรวจบ้าง
จิงซิงอี้สังเกตสีหน้าคุณลุง เขามีรูปร่างผอมสูงผิวคล้ำ จิงซิงอี้จับชีพจร จากนั้นก็สอบถามอายุ น้ำหนัก และอาชีพจากนั้นเขาก็สรุปว่า
“คุณลุงน่าจะมีอาการไตพร่อง”
คุณลุงทำหน้าใ จิงซิงอี้จึงอธิบายต่อช้าๆ ว่า
“เพราะคุณลุงมีสีหน้าหมองคล้ำ ใต้ตาบวม แล้วก็มีฝ้าบนหน้าถึงแม้ว่าจะทำงานตากแดดตากลมมาตลอด แต่ผิวคล้ำจากแดดมันจะเป็อีกอย่างหนึ่งครับ”
จากนั้นจิงซิงอี้ก็พูดคุยซักถามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขาใน่ที่ผ่านมา คุณลุงเล่าว่าเขาทำงานหนักมาั้แ่หนุ่มๆโดยเฉพาะ่นี้ที่ต้องหาเงินส่งหลานชายเรียนหนังสือแทนลูกชายที่เพิ่งตกงาน
ใน่ที่ผ่านมา คุณลุงเริ่มมีอาการแขนขาชาปัสสาวะกะปริดกะปรอย บางครั้งก็ขุ่นเป็ฟอง เมื่อจิงซิงอี้กดหน้าแข้งก็พบว่ามีอาการยุบลงไปเพราะบวมน้ำ บางครั้งก็ปวดหลังและเอว ซึ่งจิงซิงอี้สรุปว่านี่คืออาการของไตพร่อง
เมื่อได้ยินรายละเอียด คุณลุงก็หน้าเสียทันทีเขาถามจิงซิงอี้ว่าถ้ารักษาด้วยแพทย์จีนจะต้องทำอย่างไร ชายหนุ่มตอบว่าสามารถกินยาสมุนไพรได้ แต่ถ้าคุณลุงไม่สบายใจ ก็สามารถไปรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันได้เช่นกัน
คุณลุงหน้าเศร้าลงไป เขาส่ายหน้าและตอบว่าเขาต้องทำสวนและดูแลหลาน เดินทางไปไหนนานๆ ไม่ได้ คุณลุงบอกว่าเขาขอปรึกษากับที่บ้านก่อนจะตัดสินใจว่าจะรักษาอย่างไรซึ่งจิงซิงอี้ก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
จากนั้นเขาก็ขอตัวเพื่อไปเปิดคลินิก ในระหว่างที่ขี่จักรยานออกไปเขารู้สึกได้ถึงสายตาทิ่มแทงด้วยความคาดหวังของกลุ่มคุณลุงคุณป้า
จิงซิงอี้ไม่ได้สนใจนักว่าชาวบ้านที่นี่จะรู้สึกอย่างไรกับเขาเพราะเขาเชื่อเสมอว่า ถ้ามีความสามารถจริงอยู่ที่ไหนก็เจริญก้าวหน้าและได้รับการยอมรับได้ โดยไม่ต้องมานั่งอธิบายว่าตัวเองเก่งแค่ไหนและอย่างไร