ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่ง เสียงหวีดหวิวของลมพายุโหมกระหน่ำราวกับจะฉีกกระชากิญญาให้ขาดสะบั้น หลินเยว่รู้สึกราวกับร่างของตนกำลังลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันไร้ที่สิ้นสุด ความเ็ปแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย แต่กลับไม่ใช่ความเ็ปที่คุ้นเคย มันลึกซึ้งและแปลกประหลาดกว่านั้นมาก
“ตายแล้วหรือนี่?”
เสียงกระซิบแ่เบาดังขึ้นในห้วงความคิด ก่อนที่ภาพความทรงจำสุดท้ายจะฉายชัด…อุบัติเหตุรถยนต์ที่คร่าชีวิตเธอในโลกศตวรรษที่ 21 โลกที่เธอเป็ศัลยแพทย์ฝีมือฉกาจและนักศิลปะการต่อสู้ผู้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด
แต่แล้ว...แสงสว่างก็สาดส่องเข้ามา ดวงตาที่หนักอึ้งค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นเพดานไม้แกะสลักอันวิจิตรบรรจง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยแตะจมูก ร่างกายที่เคยเ็ปกลับรู้สึกหนักอึ้งและอ่อนแรงอย่างประหลาด
“นี่มันที่ไหนกัน?”
หลินเยว่พยายามขยับกาย แต่กลับไร้เรี่ยวแรง เธอสำรวจรอบกายอย่างระมัดระวัง ห้องนอนที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผ้าไหมและเครื่องเรือนโบราณที่ไม่เคยเห็นในพิพิธภัณฑ์ไหนมาก่อน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็ชุดจีนโบราณเนื้อดี
ความทรงจำที่แปลกปลอมถาโถมเข้ามาในสมองอย่างรุนแรง ภาพของหญิงสาวผู้หนึ่งนามว่า “ซูหลินเยว่” คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลซูผู้สูงศักดิ์ แต่กลับอ่อนแอ ขี้โรค และถูกกลั่นแกล้งสารพัดจากน้องสาวต่างมารดาอย่างซูเม่ยเอ๋อร์ และที่เลวร้ายที่สุดคือ...เธอถูกวางยาพิษจนสิ้นใจตายในห้องนี้เอง
“ทะลุมิติ?!”
หลินเยว่พึมพำกับตัวเองอย่างไม่อยากจะเชื่อ นี่มันพล็อตนิยายที่เธอเคยอ่านชัดๆ! แต่ใครจะคิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ เธอใช้เวลาสักพักในการประมวลผลข้อมูลทั้งหมด และยอมรับความจริงที่ว่า เธอได้มาอยู่ในร่างของซูหลินเยว่ผู้นี้แล้ว
“เฮ้อ...ชีวิตใหม่ในร่างใหม่สินะ”
เธอถอนหายใจยาว
“แต่ดูเหมือนชีวิตใหม่นี้จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยสักนิด”
ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก เผยให้เห็นสาวใช้ท่าทางหวาดกลัวผู้หนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหาร
“คุณหนูใหญ่ ฟื้นแล้วหรือเ้าคะ”
เสียงของนางสั่นเครือ
หลินเยว่พยักหน้าเล็กน้อย พยายามปรับน้ำเสียงให้เป็ธรรมชาติที่สุด
“ข้าฟื้นแล้ว...มีอะไรหรือ”
สาวใช้ผู้นั้นวางถาดอาหารลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคุกเข่าลงก้มหน้า
“เรียนคุณหนูใหญ่...อีกสามวันข้างหน้าคือวันมงคลสมรสของท่านกับท่านอ๋องเย่จิ่นหลีเพคะ”
“อะไรนะ?!”
หลินเยว่แทบจะกระเด้งตัวขึ้นจากเตียง แต่ความอ่อนแรงทำให้เธอทำได้เพียงขยับตัวเล็กน้อย
“แต่งงาน? กับท่านอ๋องเย่จิ่นหลี?”
ความทรงจำของซูหลินเยว่ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ท่านอ๋องเย่จิ่นหลี...บุรุษผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็ท่านอ๋องผู้ไร้ประโยชน์ ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค และไม่เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แม้จะมีฐานะเป็ถึงท่านอ๋อง แต่กลับถูกมองว่าเป็เพียงลมหายใจที่ไร้ตัวตนในราชสำนัก
“ทำไมข้าต้องแต่งกับบุรุษเช่นนั้น?”
หลินเยว่ถามด้วยความหงุดหงิด
สาวใช้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
“เป็พระบัญชาของฮ่องเต้เพคะ อีกทั้งตระกูลซูของเราก็้าความช่วยเหลือจากจวนท่านอ๋อง...เพื่อกอบกู้ฐานะที่กำลังตกต่ำลง”
หลินเยว่กำหมัดแน่น
“กอบกู้ฐานะด้วยการส่งบุตรสาวไปเป็เครื่องสังเวยเช่นนั้นหรือ?”
เธอรู้ดีว่าการแต่งงานกับท่านอ๋องผู้ไร้อำนาจเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับการถูกทอดทิ้งให้ตายอย่างช้าๆ
“ไม่...ข้าไม่ยอม!”
หลินเยว่ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เธอใช้ความรู้ทางการแพทย์ที่ติดตัวมาสำรวจร่างกายของตนเอง พบว่าพิษที่ได้รับนั้นร้ายกาจนัก แต่ด้วยประสบการณ์ของเธอ มันยังพอมีทางรักษาได้
“ไปเอาสมุนไพรเหล่านี้มาให้ข้า”
หลินเยว่สั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด พร้อมกับบอกชื่อสมุนไพรหลายชนิดที่เธอ้า
สาวใช้มองอย่างงุนงง
“คุณหนูใหญ่...ท่านรู้เื่สมุนไพรด้วยหรือเ้าคะ”
“ตอนนี้ข้ารู้แล้ว”
หลินเยว่ตอบสั้นๆ
“รีบไปเถิด ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ”
สาวใช้รีบออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว หลินเยว่ใช้เวลาที่เหลือในการฟื้นฟูร่างกายและวางแผน เธอรู้ดีว่าการเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีเช่นนี้ ไม่ใช่เื่ง่าย เธอต้องแข็งแกร่งขึ้น ต้องมีอำนาจ และต้องไม่ยอมให้ใครมาบงการชีวิตของเธออีก
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันมงคลสมรสมาถึง หลินเยว่ในชุดเ้าสาวสีแดงสดปักลวดลายมงคลนั่งอยู่ในเกี้ยวเ้าสาวที่กำลังเคลื่อนตัวไปยังจวนท่านอ๋องเย่จิ่นหลี หัวใจของเธอเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เป็เพราะความมุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รออยู่
เมื่อเกี้ยวเ้าสาวมาถึงจวนท่านอ๋อง บรรยากาศกลับเงียบสงบผิดปกติ ไม่มีแเื่มากมาย ไม่มีเสียงดนตรีเฉลิมฉลอง มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก
หลินเยว่ก้าวลงจากเกี้ยวด้วยท่าทางสง่างาม แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความกังวล เธอถูกนำทางไปยังห้องโถงใหญ่ ที่นั่นมีบุรุษผู้หนึ่งยืนหันหลังให้เธอ ร่างกายสูงโปร่ง สวมชุดคลุมสีดำสนิท ผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย บรรยากาศรอบกายเขาเย็นะเืจนน่าขนลุก
“ท่านอ๋องเย่จิ่นหลี...”
เสียงของเถ้าแก่เนี้ยผู้ทำพิธีดังขึ้น
บุรุษผู้นั้นค่อยๆ หันกลับมา ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับเทพเซียน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเ็าและลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทรที่ไม่อาจหยั่งถึง มันแฝงไปด้วยอำนาจที่น่าเกรงขามอย่างประหลาด ไม่เหมือนกับบุรุษผู้ไร้ประโยชน์ที่เธอเคยได้ยินมาเลยแม้แต่น้อย
สายตาของเขากวาดมองมาที่หลินเยว่ช้าๆ ราวกับกำลังประเมินค่า ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาของเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเฉยเมย แต่ก็แฝงไว้ด้วยประกายบางอย่างที่ทำให้หลินเยว่รู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
“เ้าคือซูหลินเยว่?”
เสียงของเขาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง แต่กลับมีพลังอำนาจที่ทำให้ผู้คนต้องสยบยอม
หลินเยว่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามซ่อนความประหวั่นพรั่นพรึงไว้ภายใต้ท่าทีสงบนิ่ง
“ใช่ ข้าคือซูหลินเยว่”
เย่จิ่นหลีไม่พูดอะไรอีก เขาก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น หลินเยว่รู้สึกราวกับกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องมอง เธอเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
เมื่อเขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมเย็นๆ ของไม้จันทน์ลอยแตะจมูกของเธอ
“จำเอาไว้...เมื่อเข้ามาในจวนของข้าแล้ว ชีวิตของเ้าก็เป็ของข้า”
เย่จิ่นหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยคำเตือนที่หนักแน่น
“อย่าได้คิดที่จะเล่นตุกติกกับข้าเป็อันขาด มิเช่นนั้น...เ้าจะเสียใจ”
หลินเยว่จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่เกรงกลัว เธอเห็นความมืดมิดและอำนาจที่ซ่อนอยู่ภายในนั้น แต่เธอก็ไม่ใช่ซูหลินเยว่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว
“ท่านอ๋อง...ข้าเองก็มีชีวิตของข้า”
หลินเยว่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง
“และข้าไม่เคยยอมให้ใครมาบงการชีวิตของข้า”
รอยยิ้มเ็าปรากฏขึ้นที่มุมปากของเย่จิ่นหลี
“น่าสนใจ”
เขากล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หลินเยว่ยืนอยู่เพียงลำพังในห้องโถงอันกว้างใหญ่ พร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลายถาโ
ถมเข้ามาในใจ
นี่คือการเริ่มต้นของชีวิตใหม่...ชีวิตที่เต็มไปด้วยอันตราย ความท้าทาย และบุรุษผู้ลึกลับที่เธอไม่อาจคาดเดาได้