ถังฉีได้แรงบันดาลใจมาจากการเฝ้ามองถังเหอตัวน้อย
“ใครจะคิดว่าฉีเอ๋อร์ที่อายุยังน้อยจะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเช่นนี้”
เห็นได้ชัดว่าหวังต้าไห่ตกตะลึงอย่างมาก
“หากต้องการขายให้พวกคนร่ำรวยก็อาจประดับประดาด้วยหยก”
ถังฉีเสริม นางเชื่อว่ารถเข็นสำหรับเด็กนี้เป็นสิ่งที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีบุตรหลานวัยเล็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี และจะได้รับความนิยมอย่างมาก
“วิเศษมาก! ฉีเอ๋อร์ ข้ารู้สึกว่าเจ้าเกิดมาเพื่อทำการค้า เหตุใดข้าถึงไม่เคยคิดเรื่องง่าย ๆ พวกนี้ได้เลย!”
หากไม่ใช่เพราะความอาวุโส หวังต้าไห่คงจะร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น
ยามนี้เขาถึงขั้นสามารถจินตนาการภาพความเป็นไปได้ออกแล้ว เชื่อว่าเมื่อผลิตออกวางจำหน่าย รถเข็นสำหรับเด็กนี้จะต้องได้รับความนิยมไปทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างแน่นอน
“อีกสองสามวันข้าจะออกแบบเปล กลุ่มชนชั้นสูงจะต้องชอบมากแน่เจ้าค่ะ” ถังฉีเสนอ
ในเมื่อตัดสินใจที่จะร่วมมือกับหวังต้าไห่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก
“ดี ดีมาก ยอดเยี่ยมไปเลย! คืนนี้กลับไปข้าจะให้ฝูฉวนทำรถเข็นเด็กเลย!”
หวังต้าไห่ถามถึงข้อควรระวังของรถเข็นเด็ก จากนั้นก็จากไปพร้อมบุตรชายและใบหน้าที่พึงพอใจ
“พี่ใหญ่ ท่านแม่สอนเรื่องทั้งหมดนี้ให้ท่านในฝันหรือขอรับ?”
ถังเฟิงเอ่ยถาม ในใจคิดคำนวณว่าพี่สาวของตนจะทำเงินได้มากเพียงใด
“ใช่แล้ว ช่วงนี้ข้าฝันถึงท่านแม่บ่อย ๆ ท่านแม่สอนข้าหลาย ๆ เรื่อง”
ถังฉีลูบศีรษะถังเฟิง
“ท่านแม่มักจะมาเข้าฝันท่านนั่นไม่สำคัญ สำคัญที่ว่าครั้งนี้พวกเราจะทำเงินได้มากเพียงใด!”
“อะไรกัน ไม่คิดเลยว่าน้องสี่ของเราจะหมกมุ่นเรื่องเงินทองถึงเพียงนี้ เจ้าเอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ไม่หยุดเลยนะ”
ถังฉีมองน้องชายด้วยรอยยิ้ม ราวกับได้ค้นพบว่าน้องชายคนนี้ของนางสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ
“ฮ่าฮ่า แต่ไหนแต่ไรมา ข้าก็สนใจเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ พี่ใหญ่ ท่านลืมไปแล้วหรือ?”
“จริงด้วย เช่นนั้นจากนี้ไป เจ้าจะเป็นคนรับผิดชอบเรื่องรายรับรายจ่ายในครอบครัวดีหรือไม่”
ถังฉีคลี่ยิ้มหวานละมุน
แม้ว่าน้องชายของนางจะยังเด็ก ทว่าแต่ละคนมีความรับผิดชอบที่ดีเยี่ยม
ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของถังเฟิง จากนั้นเขาก็รีบส่ายศีรษะ
“ไม่ได้นะขอรับ ไม่ได้ ๆ พี่ใหญ่ ข้ายังคำนวณไม่เป็นเลย จะจัดการเรื่องเงินทองได้อย่างไร”
“หากเจ้าอยากเรียนรู้ ข้าจะสอนเจ้าเอง”
ด้วยเหตุนี้ นอกจากที่นางต้องสอนหนังสือพวกน้อง ๆ ในทุก ๆ วัน ถังฉีจึงมีหน้าที่เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง
วันต่อมา ข่าวลือเกี่ยวกับเรื่องที่ถังฉีเตรียมอาหารไว้ให้คนงานระหว่างการสร้างบ้านได้แพร่ออกไป
ชาวบ้านที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างบ้านต่างรู้สึกเสียดาย
แต่ถึงกระนั้น ทุกคนที่มาช่วยงานก็รู้ตัวและไม่ตักตวงผลประโยชน์จนน่าละอายใจ
และคนในบ้านเก่าของถังฉีก็เริ่มอยู่ไม่สุข
โดยเฉพาะนางเสี่ยวฉิน ที่เวลานี้กำลังนั่งคุยกับนางฉินอยู่ในห้อง
“ท่านแม่ ท่านคิดว่านางตัวดีรู้เรื่องพวกนี้อยู่ก่อนแล้วหรือไม่ นางถึงได้ปีกกล้าขาแข็งและกล้าตัดขาดจากพวกเรา? ดูสิ เวลานี้ชีวิตของพวกนางหรูหราเพียงใด สร้างบ้านไม่พอ ยังได้กินเนื้ออีก!”
นางเสี่ยวฉินเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเกลียดชัง นี่คือวิธีที่นางเข้าหาแม่สามีเมื่อไม่มีใครอยู่
ด้วยเหตุนี้นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองจึงใกล้ชิดยิ่งขึ้น
กล่าวได้ว่า นางเสี่ยวฉินฉลาดมีไหวพริบทีเดียว
“หึ…ไม่ช้านางเด็กนั่นก็จะทำลายครอบครัวของตัวเอง นางควรมารับใช้ข้า”
นางฉินเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
“ใช่แล้ว ท่านแม่ ข้าคิดว่าพวกเขาตั้งใจปั่นหัวพวกเรา ปล่อยให้พวกเขาสร้างบ้านไปเถอะ เมื่อถึงเวลาเข้าอยู่ ท่านควรเป็นคนแรกที่ได้เข้าไป”
นางเสี่ยวฉินยุยง
“ฝันไปเถอะ ก็แค่บ้านอิฐพัง ๆ ข้าไม่สนหรอก นอกจากนี้ พวกเราลงนามในสัญญาแล้ว หากย้ายเข้าไป ผู้นำตระกูลต้องไม่ปล่อยข้าไว้แน่”
นางฉินไม่ได้โง่พอที่จะถูกหลอกด้วยคำยุยงของนางเสี่ยวฉินเพียงไม่กี่คำ
“ท่านแม่ ปีนี้ถังฝูก็อายุสิบหกปีแล้ว คนอื่น ๆ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขาล้วนแต่งงานกันไปหมดแล้ว เฮ้อ…”
เมื่อพูดถึงหลานชายสุดที่รัก นางฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย
เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่นางวิตกกังวล
“ไว้ค่อยหารือกันทีหลัง ต่อให้พวกเราไม่ได้บ้านของเด็กพวกนั้น อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะได้เงินมาใช้จ่ายเรื่องการแต่งงานของอาฝูได้”
ตั้งแต่ที่ถังอู่จากไป ครอบครัวของถังต้าสี่ก็ตกต่ำลงเรื่อย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ถังฝูยังต้องเล่าเรียนในสำนักศึกษา ทำให้สถานการณ์ของพวกเขาเรียกได้ว่าอัตคัดยิ่ง
หลังจากที่แม่สามีและลูกสะใภ้บรรลุข้อตกลงแล้ว นางเสี่ยวฉินก็จากไปอย่างมีความสุข
นางลูกสะใภ้ชั่วร้ายคนนี้เกือบจะทำลายแผนการของนางเสียแล้ว ต่อให้นางตายไป เด็กพวกนั้นก็ต้องไม่มีชีวิตที่ดีไปกว่านาง!
ในตอนเที่ยง หวังฝูฉวนก็มาที่บ้านของถังฉีพร้อมกับรถเข็นเด็กที่เขาใช้เวลาทั้งคืนทำขึ้น
ถังฉีตรวจสอบคุณภาพของรถเข็นเด็กอย่างละเอียดก่อนจะให้ถังเหอลองใช้
เด็กน้อยอายุสิบเดือนเคลื่อนไหวไปมา ทว่าต้องมีคนคอยดูไม่ให้เขาหล่นจากรถเข็น
หวังฝูฉวนยังใช้ผ้าฝ้ายเย็บรองไว้ด้านล่างอีกด้วย
ถังเหอเดินไปมาโดยมีรถเข็นช่วยพยุง รอยยิ้มไม่หายไปจากใบหน้าก้อนแป้งเลยแม้แต่เสี้ยวลมหายใจ
ต่อไปนี้ ถังซานและน้อง ๆ ไม่ต้องคอยอุ้มเขาไปไหนมาไหนด้วยความเหน็ดเหนื่อยอีกแล้ว
…
เวลาผ่านไปในแต่ละวัน และอากาศก็เย็นลงโดยไม่รู้ตัว
ชาวบ้านและคนงานที่ลงแรงสร้างบ้านอย่างแข็งขันชอบอากาศเช่นนี้ ทุก ๆ วัน ถังสุ่ยจะทำน้ำขิงเตรียมเอาไว้ให้ และพวกเขาก็พอใจมาก
แน่นอนว่าถังฉีไม่ได้แจกจ่ายขนมปังจากห้วงมิติให้พวกชาวบ้านและคนงาน
วันนี้ ถังฉีไปดูถั่วงอกที่เพาะไว้ พบว่าพวกมันโตพอที่จะกินได้แล้ว
และทุกวันนี้นางไม่จำเป็นต้องลำบากเข้าเมืองไปซื้อของ หากรู้ว่าถังโส่วเหรินจะเข้าเมือง นางเพียงฝากเงินไปกับเขาเพื่อซื้อหาสิ่งของที่ต้องการ
ถังฉีทำอาหารได้อย่างยอดเยี่ยม เหล่าสตรีในหมู่บ้านจึงรู้สึกเขินอายที่จะมาช่วย และส่งลูก ๆ มาช่วยแทน
ถังฉีไม่ใช่คนตระหนี่ถี่เหนียว และยังปรุงอาหารให้กับเด็ก ๆ วัยกำลังโตด้วย
ดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็ก ๆ จึงสดใสมากกว่าแต่ก่อน
ถังฉีเองก็มีความสุขที่ได้เห็นภาพเช่นนี้ เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม
นางจึงปรารถนาที่จะเห็นน้อง ๆ มีวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบ
“ฉีเอ๋อร์ นี่อะไรหรือ? สีเหลือง ๆ ดูเหมือนจะอ่อนนุ่ม”
นางอู๋เพิ่งเข้ามาในครัว และเห็นถั่วงอกในตะกร้าไม้ไผ่
“ท่านป้าอู๋ นี่คือถั่วงอกเจ้าค่ะ โตมาจากถั่วเหลืองที่ข้าแช่น้ำไว้หลายวันแล้ว”
ถังฉีอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“ข้าแช่ถั่วเหลืองจนลืม พอไปดูอีกทีก็มีต้นอ่อนงอกออกมา ข้าก็เลยลองชิมดู รสชาติอร่อยดีทีเดียวนะเจ้าคะ”
แม้ว่าถังฉีจะพูดเช่นนี้ แต่น้ำลายก็ล้นออกมาจากปากของนางแล้ว
ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้กินถั่วงอกมานาน โดยเฉพาะถั่วงอกที่เพาะเอง
“ท่านป้าอู๋ รอประเดี๋ยวนะเจ้าคะ ข้าจะลองเอาไปผัดกับกระเทียม ดูซิว่าทุกคนจะชอบหรือไม่ หากชอบ ข้าจะสอนท่านทำบ้าง ท่านจะได้เอาไปทำขายในเมือง”
“ดี ๆ ๆ”
นางอู๋ไม่รู้สึกสงสัยในคำพูดของเด็กหญิงเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าถังฉีจะพูดอะไรก็เหมือนจะกลายเป็นจริงได้
“ฉีเอ๋อร์ อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนั้นสิ รีบทำอาหารเถอะ ข้าเรียนรู้จากการดูเจ้าทำนี่ละ”
****************************