ไม่ง่ายอย่างที่คิด
เช้าวันใหม่ได้มาถึง หลังรับประทานอาหารเช้า หยางชีหยูออกจากห้องเช่าแต่เช้า เพื่อเดินทางไปตรวจร่างกายและเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล วันนี้เธอรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองแข็งแรงเป็นพิเศษ จึงไม่ได้ให้ลูกชายของเธอตามไปด้วย
หวังเฉินผู้เป็นลูกชายได้แต่มาส่งแม่หน้าห้องเช่าด้วยรอยยิ้ม เขาไม่ลืมโอนเงินเข้าบัญชีแม่ของเขาห้าล้านหยวน เพื่อให้เธอนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่เธอต้องการ บางทีในความคิดของเธอ เธอคงต้องการนำไปใช้ผ่าตัดเนื้องอกในสมองของตัวเอง
แต่เธอคงไม่มีทางรู้แน่ ว่าลูกชายของเธอได้รักษาให้เธอจนหายดีแล้ว
หวังเฉินออกจากบ้านเช่นเดียวกัน วันนี้เขาค่อนข้างที่จะอารมณ์ดี เนื่องจากเมื่อวานเขาได้ปรุงเม็ดยาเพิ่มปราณสำเร็จและได้กินมันลงไป ทำให้พื้นฐานฝึกตนของเขาในตอนนี้ ไม่ใช่ระดับแรกเริ่มขั้นต้นอีกต่อไป หากแต่เป็นขั้นกลางแล้ว
หวังเฉินรู้สึกได้เลยว่าร่างกายของตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาระดับหนึ่ง รวมถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นมาด้วย ส่วนสาเหตุที่เขาออกจากห้องเช่าไปนั้น ล้วนเป็นเพราะเขาต้องการไปยังคฤหาสน์ตระกูลหวัง
เขาต้องการตรวจสอบเกี่ยวกับตระกูลหวัง ว่าตระกูลหวังจะมีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งอยู่เบื้องหลังรึเปล่า ถ้ามี การแก้แค้นหวังเฉียนของเขาคงต้องลำบากแน่
ตามปกติ ถ้าเป็นหวังเฉินในตอนที่ยังไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โลกแห่งเซียนมา เขาไม่มีทางคิดแน่ว่าตระกูลหวังมีผู้ฝึกตนอยู่เบื้องหลัง แต่เขาได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งเซียนมาแล้วหลายพันปี ย่อมคิดไปในทิศทางนี้
ตระกูลหวังเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่มานาน โดยที่ตำแหน่งไม่เคยถูกสั่นคลอนมาก่อน ถ้าจะบอกว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ มันก็คงจะแปลกเกินไป
แน่นอน หวังเฉินไม่ได้คิดเช่นนี้แค่กับตระกูลหวัง เขายังคิดกับอีกสามตระกูลใหญ่ที่เหลือด้วย และยังคิดรวมไปถึงตระกูลเมิ่งอดีตตระกูลใหญ่ที่ตกต่ำลงด้วย
หวังเฉินนั่งแท็กซี่ไปยังคฤหาสน์ตระกูลหวัง เมื่อมาถึง เขาอาศัยแก่นอมตะแผ่จิตสัมผัสออกไปปกคลุมทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลหวังและพื้นที่โดยรอบในทันที
ทันใดนั้น คิ้วทั้งคู่ของหวังเฉินก็ขมวดเข้าหากันแน่ ดวงตาหรี่ลงเป็นเส้นตรง “มีอยู่จริงๆ สินะ ผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง!”
หวังเฉินอดแสดงสีหน้าจริงจังขึ้นมาแวบหนึ่งไม่ได้ จิตสัมผัสของเขาสัมผัสตัวตนของชายชราคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในชุดจีนโบราณได้
ชายชราคนนี้ใบหน้าเหี่ยวย่น เต็มไปด้วยริ้วรอยของกาลเวลาที่เลยผ่าน กำลังนั่งเข้าฌานฝึกตนอยู่ในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ตระกูลหวัง ระดับพื้นฐานฝึกตนของชายชราคนนี้ไม่ต่ำเลยสักนิด เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับเหนือสวรรค์ขั้นต้น ขาดอีกไม่กี่ก้าวก็จะทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือสวรรค์ขั้นกลางได้
“ดูท่าการที่จะแก้แค้นหวังเฉียนจะไม่ง่ายอย่างที่คิด คงต้องเลื่อนออกไปก่อน จนกว่าที่เราจะมีพลังเพียงพอ” หวังเฉินตัดสินใจเช่นนี้ ก่อนที่จะเรียกแท็กซี่เพื่อไปยังโชว์รูมรถ เขาตั้งใจที่จะซื้อรถสักคัน
ด้วยที่มีเงินจำนวนมาก เขาย่อมไม่คิดตระหนี่ใช้ สำหรับเขาที่เคยเป็นถึงเซียนอมตะ เงินไม่มีค่ามากเท่าไหร่นัก
เมื่อมาถึงโชว์รูมรถแห่งหนึ่ง หวังเฉินไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไป พนักงานต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มแห่งการค้าและคอยแนะนำรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ให้ หวังเฉินไม่รีบร้อน เขาไล่ดูรถทีละคันจากราคาต่ำไปสูง
“อ้าวๆ นี่ไม่ใช่คุณชายหวังผู้ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเหรอ?”
ในขณะที่หวังเฉินกำลังเลือกดูรถอยู่นั้น ก็มีน้ำเสียงที่เย่อหยิ่งดังขึ้น ผู้พูดเป็นชายหนุ่มร่างท้วมอ้วนลงพุงในชุดสูทที่ดูดี ข้างๆ เขามีหญิงสาวคนหนึ่งที่แต่งหน้าหนาเตอะยืนถือกระเป๋าแบรนด์เนมอยู่
หวังเฉินมองไป มองอยู่นานเขาค่อยจดจำอีกฝ่ายได้ อีกฝ่ายมีชื่อว่าผางเชิง มาจากตระกูลผางที่เป็นตระกูลระดับกลาง เมื่อก่อนตามรับใช้เขา เรียกหาลูกพี่เฉินๆ ไม่หยุด
แต่พอเขาถูกขับไล่ออกจากตระกูลหวัง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัน เพียงเท่านี้ก็สามารถบอกได้แล้วว่ามันมีนิสัยยังไง
หวังเฉินแน่นอนว่าคร้านที่จะไปสนใจมดปลวกอย่างผางเชิง เขาหันไปพูดกับพนักงานของโชว์รูมรถที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า “พาฉันไปดูโซนข้างใน”
พนักงานไม่ตอบรับ มองไปที่ผางเชิงอย่างสุภาพ “คุณชายผาง”
ผางเชิงเห็นหวังเฉินเมินตัวเองก็รู้สึกโกรธ เขาชี้นิ้วสั่งพนักงานในทันที “มั่วยื่นบื้ออะไรอยู่ รีบไล่มันออกไปสิวะ น้ำหน้าอย่างมันจะมีเงินมาซื้อรถได้ยังไง?”
พนักงานพยักหน้า ผางเชิงเป็นลูกค้า VIP ของที่นี่ เขาย่อมเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายอยู่แล้ว ว่าหวังเฉินไม่มีเงินซื้อรถ
“แกยืนอะไรอยู่ รีบไสหัวออกไป!” พนักงานตะโกนด้วยความโกรธ เขาอุตห์ส่าเดินแนะนำรถตั้งนาน ที่ไหนได้ เป็นคนไม่มีเงินไปเสียนี่
หวังเฉินไม่มีความรู้สึกใดเหมือนเดิมบนใบหน้า สำหรับเขา ไม่ว่าจะผางเชิงก็ดี หรือพนักงานคนนี้ก็ช่าง ไม่มีค่าพอให้ไปสนใจ ในสายตาของเขาพวกมันก็แค่มดปลวกน่ารำคาญ ถ้าเขาจะฆ่า ก็ง่ายดายเสียยิ่งกว่าบี้มด
ไม่พูดอะไรอีก หวังเฉินหันหลังกลับ เตรียมเดินจากไป ในเมื่อโชว์รูมรถแห่งนี้ ไม่ขายรถให้ เขาต้องง้อเหรอ?
แน่นอนว่าไม่ โชว์รูมรถมีตั้งเยอะแยะในปักกิ่ง ไปซื้อที่อื่นเอาก็ได้
แต่ก่อนที่เขาจะก้าวเท้านั้น ผางเชิงก็พูดขึ้น “นั่นแหละดี รีบไสหัวไปซะ ฟังว่าเมื่อวันก่อนๆ แกพาแม่ของแกไปขอเงินค่ารักษาที่ตระกูลหวังสินะ ฮ่าฮ่าฮ่า ได้ยินแล้วอยากจะขำตาย อยากจะได้เงิน ทำไมไม่ให้แม่แกไปขายตัวล่ะ!”
กึก!
ราวกับมีเสียงอะไรบางอย่างขาดดังขึ้นในใจของหวังเฉิน เขาหมุนตัวกลับมามองผางเชิง ดวงตาของเขาแสดงความเย็นชาออกมา ผางเชิงได้พูดในสิ่งที่ไม่สมควรพูดที่สุดออกมา
การพูดถึงแม่ของเขาในทางที่ไม่ดีแบบนี้ ไม่ใช่อะไรที่เขาจะอภัยให้ได้ เขาหยิบเข็มเงินที่พกติดตัวมาด้วยออกมา จากนั้นเข็มเงินถูกซัดออกไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งเข็มซัดใส่ที่กลางหน้าผากของผางเชิง ส่วนอีกหนึ่งเข็มซัดใส่ที่กลางหน้าผากของพนักงานชาย
“กะ...แกทำอะไรฉัน?!” ผางเชิงรู้สึกเจ็บปวดที่หน้าผาก แต่พริบตาเดียวก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา เขาพลันรู้สึกเริ่มควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ สองมือเริ่มถอดชุดของตัวเองออก จนไม่เหลือสักชิ้นบนร่างกาย
แต่ละชิ้นถูกถอดออกจนหมด เผยให้เห็นร่างกายที่อ้วนท้วมพุงโต เจ้าโลกที่มีขนาดเล็กกำลังผงาดอยู่ เป็นเช่นเดียวกัน พนักงานชายก็ถอดเสื้อผ้าออกจนหมด
เพียงไม่นาน เหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงก็เกิดขึ้น ผางเชิงพุ่งเข้าหาพนักงานชาย จากนั้นเริ่มทำการอัดถั่วดำอีกฝ่ายอย่างหนักหน่วง เสียงดังลั่นไปทั่วร้าน
หญิงสาวแต่งหน้าหนาเตอะที่มากับผางเชิงอึ้งตะลึงไปในตอนที่เห็นเขาถอดเสื้อผ้าออกจนหมด พอได้เห็นสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ เธอก็กรีดร้องออกมาดังลั่น
เสียงกรีดร้องของเธอ รวมถึงเสียงเนื้อหนังกระทบกันดังตั๊บๆ ช่วยเรียกให้คนในโชว์รูมรถมาดู
ไม่ว่าจะเป็นพนักงานหรือลูกค้ามาดู พอได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น พวกเขาต่างใบ้กินกันถ้วนหน้า จากนั้นก็รีบหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายคลิป
ด้านหวังเฉิน เขาเดินออกจากโชว์รูมรถอย่างสบายๆ ไม่สนใจที่จะอยู่ดูแม้แต่น้อย นี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผานเชิงสมควรได้รับแล้ว
จบบทที่ 8