แววตาของจี้ทิงหดเกร็งลงใบหน้าขาวซีดปรากฏร่องรอยของความโกรธขึ้งที่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ"จี้เยี่ยนจื๋อ พี่นี่มัน..."
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นปฏิกิริยานั้นจึงแค่นยิ้ม"ทำไมล่ะ คิดว่าวิธีการของฉันมันต่ำทรามงั้นเหรอ?"
เขาส่งเสียง‘เฮอะ’ ในลำคออย่างนึกหยันก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้
"นายเสวยสุขบนกองเงินกองทองมาั้แ่เกิดต่อให้โตมาเป็ไอ้ขยะไม่เอาถ่านคนหนึ่งเงินปันผลที่ได้จากกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็มากพอให้นายใช้สุรุ่ยสุร่ายไปได้ทั้งชาตินายเป็ผู้ได้รับผลประโยชน์มาตลอดแต่ตอนนี้กลับมาตราหน้าคนที่สร้างผลประโยชน์อย่างฉันว่าทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ?"
จี้เยี่ยนจื๋อนั่งลงพลางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน "จี้ทิง นายไม่คิดว่าตัวเองน่ะไร้เดียงสาจนน่าตลกบ้างหรือไง?"
อารมณ์บนใบหน้าของจี้ทิงเลือนหายไปแล้วทว่าดวงตาที่ตัดกันระหว่างขาวและดำคู่นั้นยังคงทอประกายคมปลาบราวกับใบมีด"เื่ที่พี่พูดมาทั้งหมด ผมมีสามประเด็นที่ต้องโต้แย้ง"
"ข้อแรก สวีเหรินไม่ได้ทำลายผลประโยชน์อะไรของพี่เลย เขาเป็ผู้บริสุทธิ์แต่พี่กลับสั่งให้ผมไปหลอกลวงความรู้สึกของเขา พี่มันไร้ยางอาย"
"ข้อสอง พี่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งขนาดนี้แต่กลับมีความสามารถแค่สั่งให้ผมใช้วิธีสกปรกเพื่อล้วงข้อมูล พี่มันไร้ความสามารถ"
"ข้อสาม พี่จินตนาการไปเองว่าตัวเองกุมความจริงของเื่ทั้งหมดไว้ได้แต่แท้จริงแล้วพี่กำลังทำลายรากฐานของตัวเอง พี่มันโง่"
"จี้เยี่ยนจื๋อ" จี้ทิงเผยแววตาคมกริบน้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบราวกับหิมะในเหมันตฤดู "ระหว่างเราสองคนใครกันแน่ที่น่าตลกกว่ากัน?"
จี้เยี่ยนจื๋อถูกด่าทอซึ่งหน้าเช่นนั้นเดิมทีเขาควรจะแค่นยิ้มเย็นหรือะเิโทสะออกมาทว่าสายตาที่เขามองจี้ทิงในตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกแปลกหน้าราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต
ทั้งคู่ต่างจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใครทันใดนั้น โทรศัพท์ของจี้เยี่ยนจื๋อก็สั่นขึ้น เขาเหลือบมองหน้าจอตามสัญชาตญาณและเมื่อเงยหน้ากลับมาอีกครั้ง จี้ทิงก็ผลักประตูเดินออกไปเสียแล้ว
"ฮัลโหล"
ปลายสายเป็ผู้ชายน้ำเสียงดูเร่งร้อนใจ "เื่เป็ยังไงบ้างสวีเหรินคนนั้นยอมตกลงไหม?"
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงเล็กน้อยเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเอ่ย "ตอนแรกก็ยอมแล้วล่ะแต่ฉันใจร้อนไปหน่อย เื่เลยอาจจะพังไม่เป็ท่า"
"ทำไมล่ะ..." ปลายสายตั้งท่าจะถามทว่าสุดท้ายก็เปลี่ยนเป็เสียงถอนหายใจ "เอาอย่างนี้ไหมเอาเป็ว่านายยอมก้มหัวให้คุณปู่สักนิดได้ไหมปกติท่านก็ปกป้องคนในตระกูลจี้อยู่แล้วแต่นายดันจะไปงัดข้อกับท่านเื่อารองทำไมกัน ไม่เห็นจะมีประโยชน์เลย"
น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อขรึมลง"เื่ของจี้ลี่ผิงไม่มีการเจรจาอะไรทั้งนั้น"
"นายนี่มันจริงๆ เลย..." อีกฝ่ายพูดอย่างจนใจทำได้เพียงแจกแจงผลดีผลเสียให้ฟัง "ตอนนี้ไม่ว่านายจะเสนอโครงการอะไรไปพวกบอร์ดบริหารก็นิ่งเฉยทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เดิมทีนึกว่าถ้านายได้เทคโนโลยีใหม่นั่นมา เราจะพลิกสถานการณ์ได้แต่ผลสุดท้ายก็ล่มไม่เป็ท่า เยี่ยนจื๋อ อีกแค่ก้าวเดียวก็จะถึงเส้นชัยอยู่แล้วนายจะยอมหยุดอยู่แค่นี้จริงๆ เหรอ?"
จี้เยี่ยนจื๋อย่อมไม่เต็มใจเขาฝ่าฟันมาจนถึงจุดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาต้องแลกมาด้วยความเ็ปรวดร้าวเพียงใดเขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ใบหน้าปรากฏร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่หาได้ยากยิ่ง"วางใจเถอะ ฉันจะหาทางอื่นเอง"
ทางด้านจี้ทิงเมื่อเดินออกมาจากห้องทำงาน เขาก็ตรงไปหาสวีเหรินทันที
"เทคโนโลยีของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่ง ผมจะไม่ขายให้จี้เยี่ยนจื๋อแล้ว"
สวีเหรินชะงักไป"อ้าว? ไหนว่าตกลงกันเรียบร้อยแล้วไงครับ"
จี้ทิงไม่คิดจะเล่าสาเหตุที่เขาทะเลาะกับพี่ชายให้อีกฝ่ายฟังเพียงแต่เอ่ยว่า "คุณไม่ต้องกังวลถึงเราจะไม่ได้ขายแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งแล้วแต่เทคโนโลยีที่คุณวิจัยขึ้นมานั้นกลุ่มบริษัทซื่อลี่ยังคง้าอยู่ตราบใดที่คุณนำมันให้จี้เยี่ยนจื๋อดู เขาก็จะไม่บีบคั้นคุณอีก"
สวีเหรินส่ายหน้าพลางเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง "ถ้าคุณไม่ขายผมก็ไม่ขายเหมือนกัน ผมต้องรักษาเกียรติของลูกผู้ชาย!"
ได้ยินแบบนั้นประกายความขำขันเจือจางก็พาดผ่านดวงตาของจี้ทิง "การรักษาเกียรติเป็เื่ดี แต่ใช้กับเื่นี้ไม่ได้คุณกำลังจะเรียนจบแล้วการร่วมงานกับกลุ่มบริษัทซื่อลี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้"
สวีเหรินเม้มริมฝีปาก"ถ้าอย่างนั้น ผม... ผม..."
"ไม่ต้องกดดันตัวเอง รอให้จี้เยี่ยนจื๋อมาหาคุณเองก็พอ"
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจี้เยี่ยนจื๋อก็เดินทางไปยังห้องพักของสวีเหริน
ก่อนหน้านี้จี้ทิงให้สวีเหรินเตรียมข้อมูลสำหรับจดสิทธิบัตรไว้พอดีจึงได้นำออกมาให้จี้เยี่ยนจื๋อดูได้ทันท่วงที
ทั้งคู่สนทนากันนานเกือบสามชั่วโมงจนล่วงเข้าสู่่เที่ยงคืนจี้เยี่ยนจื๋อจึงสั่งให้เลี่ยวข่ายเป็คนไปส่งสวีเหรินกลับมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง
...
เช้าวันรุ่งขึ้นจี้เยี่ยนจื๋อออกจากบ้านไปบริษัททันทีโดยไม่แม้แต่จะอยู่ทานมื้อเช้า
วันนี้ที่บ้านเงียบสงบอย่างประหลาดหลังจากจี้ทิงทานอาหารเสร็จเขาก็กลับห้องไปเปิดโน้ตบุ๊ค
ขั้นตอนแรกคือการเปิดใช้งานโปรแกรมย้อนศรเพื่อปิดกั้นโมดูลการตรวจสอบหน้าจอที่จี้เยี่ยนจื๋อติดตั้งไว้จากนั้นเขาจึงคลิกไปที่อีกโปรแกรมหนึ่ง ภายในปรากฏโมดูลสามส่วนเรียงตามลำดับซึ่งแต่ละส่วนคือทฤษฎีสนับสนุนการข้ามมิติมายังโลกใบนี้ของเขา
มนุษย์ดำรงอยู่ในมิติที่สามการจะก้าวข้ามผ่านมิติที่สี่เพื่อเดินทางข้ามเวลา อย่าว่าแต่โลกในนิยายแห่งนี้เลยต่อให้เป็อารยธรรมเทคโนโลยีในโลกเดิมของเขา ก็ยังตามหลังไปไกลลิบนับหมื่นลี้
ยังไม่ต้องพูดถึงเื่แหล่งพลังงานแค่ร่างนี้สามารถข้ามมิติมาได้โดยสมบูรณ์ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าอย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกบดขยี้ด้วยแรงดึงดูดของมิติ
เมื่อคิดได้ดังนั้นจี้ทิงจึงลบโมดูลสองส่วนแรกทิ้งไป เหลือไว้เพียงส่วนสุดท้าย นั่นคือ 'พิกัดมิติระดับสูง'
สิ้นเสียงรัวแป้นพิมพ์บนหน้าจอก็เริ่มปรากฏสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เรียงรายละลานตาทุกรายการอยู่ระหว่างกระบวนการคำนวณและพิสูจน์สมการที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวด
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงอย่างรวดเร็วเสียงเคาะประตูที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
จี้ทิงเหลือบมองมุมขวาล่างของหน้าจอเมื่อเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน ประตูก็ถูกผลักเปิดเข้ามาจากด้านนอกพอดี
ชายสามคนก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าเคร่งขรึมและทรงอำนาจชายวัยกลางคนที่เดินนำมาโค้งศีรษะให้จี้ทิงเล็กน้อย "คุณชายรอง ท่านประธานใหญ่สั่งให้คุณเดินทางไปที่เฮ่อหยวนเดี๋ยวนี้ครับ"
น้ำเสียงเชิงออกคำสั่งบ่งบอกชัดเจนว่านี่เป็เพียงการแจ้งให้ทราบเท่านั้นเมื่อพูดจบเขาก็หันไปสั่งคนข้างหลัง "พาคุณชายรองลงไปข้างล่าง"
ที่แท้นิสัยชอบใช้คนไปจับตัวคนอื่นของจี้เยี่ยนจื๋อก็เป็กรรมพันธุ์นี่เอง
จี้ทิงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเ็า"ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้"
"เชิญครับ"
หนึ่งชั่วโมงต่อมาประตูรถด้านที่จี้ทิงนั่งถูกเปิดออก ชายคนเดิมผายมืออีกครั้ง"คุณชายรอง เชิญครับ"
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นมองเห็นป้ายสลักตัวอักษรจีนที่แลดูแข็งแกร่งทรงพลังสองคำว่า 'เฮ่อหยวน'
เมื่อประตูบานหลักเปิดออกภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือศิลปะการจัดสวนที่ดูงามสง่าเป็ธรรมชาติมีศาลาและอาคารสลับซับซ้อนอย่างมีชั้นเชิงทั่วทั้งคฤหาสน์เฮ่อหยวนราวกับภาพวาดทิวทัศน์พู่กันจีนขนาดมหึมา
ทว่าจี้ทิงซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความงามนั้นกลับไม่มีอารมณ์จะชมสวนในสมองของเขามีเพียงข้อความประโยคหนึ่งที่เ้าของร่างเดิมเขียนไว้ในไดอารี่ตอนเด็ก
ประโยคที่ว่า...'ที่นี่คือสถานที่ที่ดวงตะวันดับสูญ'
หลังจากเดินตามระเบียงทางเดินไปได้ไม่กี่นาทีจี้ทิงก็ถูกพาเข้ามาในห้องโถงหลักของอาคาร
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเขาได้ยินเสียงสะอื้นไห้หญิงสาวคนหนึ่งที่ร้องไห้จนใบหน้าบวมช้ำนั่งอยู่ทางด้านขวาข้างกายเธอมีหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคอยปลอบประโลม เมื่อเห็นจี้ทิงเดินเข้ามาแววตาของหญิงสาวผู้นั้นก็เป็ประกายราวกับมีพิษสงดุจเข็มแหลมคม
จี้ทิงทำเป็มองไม่เห็นสายตานั้นเขาหันไปมองยังตำแหน่งประธาน "คุณปู่"
จี้เจิ้นถิงเหลือบเปลือกตาที่เหี่ยวย่นขึ้นมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเ็า "อืม"
เขาไม่สั่งให้นั่งและไม่บอกเหตุผลที่เรียกมา เพียงปล่อยให้จี้ทิงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างไร้จุดหมาย
ถ้าเป็จี้ทิงคนเก่าป่านนี้คงหวาดกลัวจนตัวสั่นเทาไปแล้วแต่จี้ทิงคนปัจจุบันไม่คิดจะยอมรับคำสั่งที่ไร้เหตุผลเช่นนี้"ถ้าคุณปู่ไม่มีธุระอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ"
"แกกล้างั้นเหรอ?!"