เจ้าหาญยิ้มแห้ง “ทำไมข้ารู้สึกเหมือนพี่ท่าน กำลังตำหนิข้าอยู่เล่าพระเจ้าข้า”
“เอาละ ๆ ในเมื่อพญาพรหมเสกมีเจ้าหาญพูดคุยด้วยแล้ว เช่นนั้นอาตมาขอตัวก่อน” ทั้งสองรีบหมอบกราบครูบาเจ้าที่ถือโอกาสเหมาะแยกตัวจากไป ปล่อยให้เจ้าหาญที่กำลังดีใจ จนถึงขั้นจับไม้จับมือพญาพรหมเสก ได้มีโอกาสพูดคุยกันตามลำพัง ภายในใจของภิกษุผู้เจนโลก หวังแค่เพียงความบริสุทธิ์ของเจ้าหาญ จะช่วยให้บรรยากาศที่กำลังร้อนร้ายของเวียงสรวงจงบรรเทาลง ให้เจ้าพี่จากเวียงใหญ่เมตตาสงสารในน้องน้อยผู้นี้ ที่ไม่ประสากลเกมการเมือง
พญาพรหมเสกทอดพระเนตรไม้คอนชนกว่างในมือเจ้าหาญด้วยสายตาเรียบเฉย แต่กลับแฝงความหนักใจอยู่ลึก ๆ ในขณะที่พระองค์เมื่อชันษาเท่านี้ กลับมีความสามารถคุมไพร่พลเข้าป่าคล้องช้างเถื่อนมาฝึกฝนกำราบ หรือเจ้าพี่อินทร์ถวายที่อายุเพียงสิบห้าชันษาก็สยบหมีใหญ่ด้วยหอกเพียงเล่มเดียว แต่ราชบุตรแห่งเวียงสรวงกลับยังสำราญอยู่กับการละเล่นชาวบ้าน
“เจ้าหาญ...วางไม้คอนกว่างนั่นเสีย” สุรเสียงของพญาพรหมเสกราบเรียบแต่ทรงอำนาจ “บ้านเมืองมิได้สงบดั่งหนองน้ำยามไร้ลม มึงเป็นถึงราชบุตร จะประมาทปัญญาแลกำลังตนเช่นนี้มิได้ มานี่เถิด...ออกไปที่ลานหน้าวัดกับกู”
เจ้าหาญสะดุ้งเล็กน้อย ผุดยิ้มแหย ๆ ก่อนจะวางไม้คอนลง แล้วเดินตามพญาผู้พี่ออกไปที่ลานดินกว้างหน้าวิหาร แสงตะวันรอนอาบไล้ลานวัดจนเป็นสีทอง ข่าวการประดาบแพร่กระจายออกไปเร็วราวไฟลามทุ่ง ชาวบ้านที่มากราบพระทำบุญแลพวกช่างตีดาบต่างพากันหยุดมือ ออกมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น แม้แต่ครูบาเจ้าสบปินเองก็ยังวางใบลานจารอักษร ออกมานั่งสงบนิ่งอยู่บนอาสนะไม้ริมระเบียงวิหาร ทอดสายตามองลงมายังลานประลอง
เจ้านางซอมพอแลอีเอื้องสายและข้าราชบริพาลติดตาม ต่างพากันออกมาจากเรือนทรงงาน เมื่อมีคนไปกราบทูลว่า ท้าวพญาพรหมเสกท้าเจ้าหาญประลองเพลงดาบ
“เลือกอาวุธที่มึงถนัดที่สุดมา” พญาพรหมเสกสั่ง พร้อมชักดาบคู่เล่มงามที่สะพายอยู่เบื้องหลังออกมา ใบดาบเหล็กน้ำดีสะท้อนแสงแดดจนขึ้นประกายเงาคม ดั่งเกล็ดพญานาค
เจ้าหาญหันมองราวอาวุธหน้าศาลา ก่อนจะหยิบไม้พลองยาว[27]ขึ้นมาถือไว้ “ข้าขอใช้สิ่งนี้พระเจ้าข้า อย่างน้อยมันก็ยาวพอจะกั้นระยะดาบคู่ของพี่ท่านได้”
“ดี... เข้ามา!”
สิ้นคำ พญาพรหมเสกมิรอช้า ทรงวาดดาบคู่เยื้องย่างตามขุมสามอย่างรวดเร็ว ดาบขวาฟันเฉียงลงมาดั่งสายฟ้า เจ้าหาญรีบยกพลองขึ้นรับเสียงดัง ปึก! แต่พญาพรหมเสกมิหยุดไว้เพียงเท่านั้น ดาบซ้ายตวัดสวนเข้าที่ชายโครงทันทีจนเจ้าหาญต้องกระโดดเหยงถอยหลังกรูดด้วยความตกใจ
“ช้าไป! หากนี่เป็นศึกจริง เอวมึงคงขาดสะบั้นไปแล้ว” พญาพรหมเสกตำหนิพลางรุกไล่ต่อ ท่วงท่าของพระองค์ดุดันดั่งเสือร้ายที่กำลังหยอกเหย้าเหยื่อตัวน้อย “เจ้ามีดีแค่ความเร็ว แต่ขาดเชิงเจิง เจ้าไม่รู้จังหวะรุกรับ วางเท้าสุ่มส่ายมิต่างจากคนเมาสุรา!”
เจ้าหาญเริ่มเหงื่อซึม พยายามใช้ความยาวของพลองแทงสวนไปที่อก แต่พญาพรหมเสกเพียงเบี่ยงกายเล็กน้อย ดาบสองมือวาดเป็นวงกลมในท่าช้างสะบัดงวง ปัดไม้พลองของเจ้าหาญจนกระเด็นหลุดออกจากมือ ไปปักลงบนพื้นทราย
“หยิบดาบขึ้นมา!” พญาพรหมเสกตวาด “เป็นถึงราชบุตรต้องกล้าปะทะซึ่งหน้า มิใช่คอยแต่จะกั้นระยะด้วยไม้พลองลวงตา เร็วเข้า…”
เจ้าหาญหน้าถอดสี แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังมิต่างจากครูฝึกทหารของท้าวพญาผู้พี่ เขาทำได้เพียงขบกรามแน่น เดินไปหยิบดาบเมืองเล่มหนึ่งขึ้นมากระชับมั่น “เช่นนั้นข้ามิเกรงใจแล้วหนาพระเจ้าข้า!”
เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดโถมเข้าใส่ด้วยความคึกคะนอง ทว่าพญาพรหมเสกกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขา พระองค์ใช้เพียงดาบข้างซ้ายรับแรงฟัน และใช้ดาบขวาแตะที่ข้อมือของเจ้าหาญแค่เพียงเบา ๆ แต่แม่นยำจนดาบเกือบหลุดออกจากมืออีกครา
“วิชาดาบเมืองคือการฟ้อนไปกับจังหวะชีวิต...เจ้าหาญ มึงต้องดูที่หัวไหล่กู อย่าดูที่ใบดาบแค่เพียงอย่างเดียว”
พญาพรหมเสกเริ่มร่ายรำดาบคู่ในท่าเสือลากหาง แสร้งเปิดช่องโหว่ให้เจ้าหาญรุกเข้ามา เมื่อเจ้าหาญหลงกลฟันตรงลงมาในตำแหน่งที่เปิดทาง พระองค์ก็เบี่ยงตัวใสดาบไปตามใบเหล็ก เสียงเหล็กครูดกันดัง เสือก...ก่อนจะใช้ด้ามดาบกระแทกเข้าที่ยอดอกของราชบุตรน้อย จนล้มคะมำลงกับพื้นทรายจุกแน่นหน้าอก
“เจ็บหรือไม่?” พญาพรหมเสกหยุดดาบลงจ่อที่ลำคอของเจ้าหาญ ที่นอนหอบเหนื่อยอยู่เบื้องล่าง
“เจ็บพระเจ้าข้า...แต่ข้าเห็นแล้ว เห็นจังหวะที่พี่ท่านพลิกดาบ” เจ้าหาญตอบพลางปาดเหงื่อ แววตาที่เคยขี้เล่นบัดนี้เริ่มมีความมุ่งมั่นฉายแววขึ้นมา
“จงจำเอาไว้...ที่นี่คือเวียงสรวง มิใช่ลานชนกว่าง ศัตรูมิได้มาพร้อมไม้คอน แต่มันมาพร้อมคมหอกคมดาบ ที่พร้อมจะปลิดชีพมึงแลพี่สาวของมึงได้ทุกเมื่อที่มึงประมาท หากมึงยังคงทำตนเป็นเด็กน้อยอ่อนแอ เจ้านางซอมพอก็จักหาที่พึ่งพิงได้ไม่?”
คำพูดนั้นแทงใจเจ้าหาญอย่างแรง พระองค์ทรงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น แล้วคุกเข่าก้มลงก้มกราบพระบาทของพญาพรหมเสกอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยพี่ท่านที่สั่งสอน ข้าพเจ้า...จักมิทำให้พี่นางต้องผิดหวัง”
“กูมิเคยคิดหวังอันใดจากมึง แต่ประชาชนทั้งเวียงสรวงต่างหากเล่า ที่ฝากความหวังไว้ จงทำเพื่อพวกเขาหาใช่กู” เจ้านางซอมพอที่ยืนดูตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ตรงฐานวิหาร ตะโกนบอกน้องชายฝ่าฝูงชนที่ห้อมล้อมดูการประดาบของเจ้านาย
ครูบาเจ้าสบปินลอบยิ้ม พลางเคี้ยวหมากคำโต ท่านเห็นแล้วว่าไฟในใจของเจ้าหาญถูกจุดขึ้นแล้วด้วยคมดาบคู่ของพญาคชสารแห่งสุวรรณโคมคำ หรือนี่อาจจะเป็นแรงสำคัญ ในการรับมือกับพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวตั้งเค้ามาจากหอคำหลวงเวียงสรวง ด้วยความคิดโง่เขลาของเจ้านางแม่ค้านั่งกาด ที่กำลังคิดจะเปลี่ยนแผ่นดินขึ้นใหม่ด้วยตัวมัน
บรรยากาศริมระเบียงวิหารพลันเปลี่ยนไป เมื่อครูบาเจ้าสบปินถ่มน้ำหมากคำสุดท้ายลงกระโถน สายตาที่เคยเมตตาบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยจิตวิญญาณของนักรบเก่าที่หลับไหลมานานปี ท่านขยับกายลุกขึ้นยืน ร่างที่กำยำภายใต้จีวรย้อมฝางจนแดงเข้ม ดูน่าเกรงขามดั่งพญาราชสีห์
“พญาพรหมเสก...ฝีมือขุนหลวงท่านช่างร้ายกาจนัก สมคำร่ำลือถึงเหล่าราชบุตรผู้องอาจแห่งสุวรรณโคมคำ” ครูบาเจ้าก้าวเท้าลงมาจากบันไดวิหารอย่างมั่นคง “เชิงดาบคู่นี้ กูมิเห็นคนรุ่นหลังกวัดแกว่งได้ถูกขุมมานานหลายสิบปี เห็นทีวันนี้เลือดยักขะ(ยักษ์) ในกายอาตมา มันจักถูกขุนหลวงปลุกให้ตื่นฟื้นขึ้นมาเสียแล้ว ขอประลองกับพระองค์สักครา เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เจ้าหาญ แลเหล่าครูดาบพวกนี้เถิดหนา”
พญาพรหมเสกชะงักไปชั่วขณะ ทรงเก็บดาบคู่ไขว้หลังแล้วค้อมกายลง “พระคุณเจ้า...ข้าพระเจ้ามิกล้าล่วงเกิน”
“หาได้ล่วงเกินอันใดต่อกันไม่ นี่คือการสืบเจิงต่อลายดาบ” ครูบาเจ้ายิ้มกว้าง ท่านหันไปทางสามเณรที่ติดตามรับใช้ “เณรไปเอาดาบครูที่วางอยู่ในหอไตรมาให้กูหน่อยเถิด!”
ระหว่างรอดาบคู่กายที่พักเก็บไปนาน ครูบาท่านก็ขยับสบงจีวรเสียใหม่ ให้พร้อมขยับกายต่อสู้ ท่านรวบชายจีวรขึ้นมาตวัดพันเคียนเอว ไว้อย่างแน่นหนาด้วยสายรัดประคต กระชับให้ชายผ้าไม่รุ่มร่ามรบกวนจังหวะเท้าก้าวขา จากนั้นจึงรวบชายสบงขึ้นมาถกขัดหลังในลักษณะนุ่งเกลงหม่ำ เผยให้เห็นลำแข้งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ แลรอยสักขาลาย ตั้งแต่หัวเข่าขึ้นไปจนเลยโคนขาลามขึ้นไปจนเหนือเอว อันเป็นเครื่องหมายแห่งชายชาตรีผู้ผ่านวิชาอาคม แลการกรำศึกมาอย่างโชกโชน
จีวรส่วนบนถูกปลดออกเหลือเพียงอังสะ เปิดบ่าขวาเผยให้เห็นแผ่นหลังและต้นแขน ที่ลงอักขระเลขยันต์โบราณไว้ เมื่อท่านขยับกายมัดกล้ามเนื้อใต้รอยสักนั้น ดูราวกับมีชีวิต พลังอำนาจจากอดีตถูกปลุกให้ลุกตื่น มันแผ่ซ่านพลานุภาพออกมาจนบรรยากาศรอบข้างดูหนักอึ้ง จนแม้แต่กระทั่งใบไม้ก็ไม่ไหวติง
[27] ไม้พลอง (Staff weapon) เป็นอาวุธประเภทไม้ยาวที่ไม่มีใบมีดหรือหัวหอก ต้นกำเนิดเก่าแก่พอ ๆ กับการใช้หอกของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีหลักฐานการใช้อาวุธไม้ร่วมกับอาวุธสำริดและเหล็กในชุมชนยุคโลหะ โดยทำหน้าที่เป็นอาวุธของนักรบและชาวบ้าน เนื่องจากหาวัสดุได้ง่ายและมีประสิทธิภาพในการต่อสู้ระยะกลาง
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH