เซียวหยางฟางแบกไก่ฟ้าสองตัวและลูกหมูป่าเดินตรงไปที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน โดยมีหนิงลี่เดินตามไปด้วย หวังซื่อและน้องๆ ได้แต่มองตามหลังคู่สามีภรรยาไปด้วยความกังวล แต่ในเมื่อลูกสาวบอกแล้วว่าเื่นี้นางและสามีสามารถจัดการกันเองได้ หวังซื่อจึงได้แต่เชื่อใจและคอยลูกสาวอยู่ที่บ้าน
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านย่า พวกท่านอยู่บ้านหรือไม่เ้าคะ” หนิงลี่เป็คนะโเรียกหัวหน้าหมู่บ้านและภรรยาของเขา
ซึ่งเวลานี้หัวหน้าหมู่บ้านและภรรยาต่างก็กำลังกลุ้มใจ เพราะก่อนหน้านี้สะใภ้เฉาพาชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมาเรียกร้องให้เขาเก็บค่าเช่าบ้านร้างที่หวังซื่อและลูกๆ ของนางพักอาศัยอยู่ เหตุผลก็เพราะลูกบ้านให้ความเห็นว่าบ้านหลังนั้นถือเป็สมบัติส่วนกลางของหมู่บ้าน การที่หวังซื่อเข้าไปพักอาศัยโดยไม่จ่ายค่าเช่าถือเป็การเอาเปรียบลูกบ้านคนอื่น ถึงแม้หัวหน้าหมู่บ้านจะพยายามอธิบายว่าหวังซื่อและลูกๆ ยังไม่มีที่ไป ลูกบ้านควรที่จะเห็นใจและช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยากถึงจะถูก
แต่สะใภ้เฉาที่เป็ตัวตั้งตัวตีในครั้งนี้กลับพูดอย่างไม่ยินยอม และยังบอกกับลูกบ้านคนอื่นด้วยว่าหวังซื่อมีชีวิตที่สุขสบาย อาหารของหวังซื่อและลูกๆ ไม่ขาดอาหารจานเนื้อเลยสักมื้อ แล้วอย่างนี้จะถือว่าหวังซื่อมีชีวิตที่ยากลำบากได้อย่างไร ซึ่งลูกบ้านส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เพราะอาหารจานเนื้อถือเป็ของหายาก ทุกคนจะได้กินอาหารจานเนื้อบ้างก็แค่่ปีใหม่เท่านั้น
หัวหน้าหมู่บ้านไม่มีแรงจะอธิบายเหตุผลให้ชาวบ้านฟังต่อ เขาจึงตอบตกลงที่จะไปคุยกับหวังซื่อถึงเื่นี้เพื่อหาทางออก แต่การที่จะเรียกร้องค่าเช่าเดือนละสิบตำลึงอย่างที่สะใภ้เฉาเสนอมานั้นมันดูจะมากเกินไป ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านไม่เห็นด้วย เงินสิบตำลึงนั้นหากกินใช้อย่างประหยัดก็สามารถใช้ได้เกือบหนึ่งปีแล้ว สะใภ้เฉาผู้หน้าใหญ่คนนี้ถึงกับกล้าออกหน้ามาเรียกร้องเงินก้อนใหญ่ ช่างเป็หญิงที่หน้าไม่อายจริงๆ
“อ้าว! ลี่เอ๋อ ฟางเอ๋อ พวกเ้ามีธุระอะไรกับปู่หรือ” หัวหน้าหมู่บ้านกับภรรยาเดินออกมาตามเสียงเรียก
“วันนี้สามีของข้าขึ้นไปล่าสัตว์บนเขา บังเอิญโชคดีได้ลูกหมูป่ามาตัวหนึ่งและไก่ฟ้าอีกสองตัวเ้าค่ะ ข้าอยากนำของพวกนี้มาให้ท่านปู่ช่วยแบ่งให้ลูกบ้านแต่ละหลังเพื่อเป็ค่าตอบแทนที่ทุกคนมีน้ำใจให้ท่านแม่และน้องๆ ของข้าใช้ประโยชน์จากกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านน่ะเ้าค่ะ” หนิงลี่ยิ้มเพื่อสังเกตสีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านและภรรยา เมื่อเห็นทั้งสองมีดวงตาเป็ประกาย “ก่อนหน้านี้ป้าสะใภ้เฉาไปที่บ้านท่านแม่ของข้า นางบอกว่าท่านแม่ใช้ประโยชน์จากกระท่อมร้างแล้วไม่ยอมจ่ายค่าเช่า แต่ค่าเช่าเดือนละสิบตำลึงพวกเราไม่มีปัญญาจ่ายให้จริงๆ เ้าค่ะ ดังนั้นข้ากับสามีจึงคิดจะพาท่านแม่และน้องๆ ไปพักอยู่ที่บ้านของพวกเรา ท่านปู่จะช่วยรับหมูป่าตัวนี้ไว้แทนค่าเช่าได้หรือไม่เ้าคะ”
“แต่หมูป่าตัวนี้...” หัวหน้าหมู่บ้านยังพูดไม่ทันจบ
“นี่ไม่ใช่ครอบครัวนายพรานใหญ่ของหมู่บ้านเราหรอกหรือ” สะใภ้เฉาทำตาเป็ประกายเมื่อเห็นหมูป่าและไก่ฟ้าวางอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ถึงจะเป็ลูกหมูป่า แต่ตัวมันก็ไม่ได้เล็กเลย สะใภ้เฉาพรางคิดถึงเมนูอาหารจากหมูป่าอยู่ในใจ
ลูกบ้านที่เดินตามหลังสะใภ้เฉามาก็มองเห็นหมูป่าตัวเขื่องวางอยู่กลางลานบ้านเช่นกัน หนิงลี่มองออกไปด้านนอกก็เห็นลูกบ้านอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตามมา อีกทั้งยังเห็นสีหน้าชวนฝันของสะใภ้เฉา หนิงลี่ยกยิ้มที่มุมปาก
“อย่างที่ข้ากับสามีได้บอกกับท่านปู่นั่นล่ะเ้าค่ะว่าพวกเราไม่มีค่าเช่าเดือนละสิบตำลึงมาจ่ายให้ได้ ครอบครัวของเรามีเพียงหมูป่าและไก่ฟ้าพวกนี้มามอบให้แทนค่าเช่าเท่านั้น ขอให้พี่ป้าน้าอาทุกท่านได้โปรดเห็นใจกับครอบครัวที่เพิ่งถูกขับไล่ออกจากบ้านอย่างพวกเราด้วยนะเ้าคะ เงินสิบตำลึงพวกเราหามาให้ไม่ได้จริงๆ” หนิงลี่พูดขึ้นอย่างน่าสงสาร
ชาวบ้านคนหนึ่งจึงะโขึ้น “ค่าเช่าสิบตำลึงนั่นก็ดูจะมากไป แต่ถ้าทุกเดือนพวกเ้าส่งหมูป่ามาให้ชาวบ้านได้แบ่งกันเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”
“ตอนนี้ท่านแม่และน้องๆ ของข้าได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของข้ากับสามีแล้วเ้าค่ะ หมูป่ากับไก่ฟ้าพวกนี้ถือเป็ค่าเช่ากระท่อมร้างของเดือนที่แล้ว” หนิงลี่มองไปที่สะใภ้เฉา แล้วพูดขึ้นอย่างลำบากใจ “ข้าต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้เฉาด้วยนะเ้าคะที่ไม่สามารถทำตามคำขอของท่านได้”
“สะใภ้เฉาให้เ้าทำสิ่งใดหรือ คำขอที่ว่านั้นคือเื่ใด” หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้วถามอย่างสงสัย
“อันที่จริงวันนี้ข้ากับสามีก็คิดกันไว้แล้วเ้าค่ะว่าจะนำหมูป่ากับไก่ฟ้าพวกนี้มามอบให้ชาวบ้านทุกคนเพื่อตอบแทนสำหรับความมีน้ำใจที่ทุกคนอนุญาตให้เราพักอยู่ที่กระท่อมร้างหลังนั้น แต่ป้าสะใภ้เฉากลับบอกว่าชาวบ้านทุกคนไม่้าสิ่งของราคาถูกเหล่านี้ ทุกคนอยากให้ข้าจ่ายเงินเดือนละสิบตำลึงแทน แต่ถ้าหากข้ายังไม่มีเงินมาจ่าย ป้าสะใภ้เฉาจะเป็ธุระไปพูดกับทุกคนให้ว่าจะให้พวกเราพักอาศัยได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงแต่พวกข้าจะต้องทำอาหารจานเนื้อส่งไปให้ที่บ้านป้าสะใภ้เฉาทุกวัน และต้องส่งสามมื้อต่อวันด้วยเ้าค่ะ” หนิงลี่พูดไม่เร็วไม่ช้า และเสียงนางก็ดังพอสมควร
“อ้อ...สะใภ้เฉา เ้าช่างหน้าใหญ่เสียจริงที่กล้าคิดแทนพวกเรา อยากจะเรียกค่าเช่าจากคนอื่นก็ทำได้ อยากจะให้เขาอาศัยเปล่าๆ ก็ทำได้ อยากให้คนเขาส่งอาหารไปให้อีกวันละสามมื้อในทุกวัน แถมยังต้องเป็อาหารจานเนื้อเสียด้วย บ้านพวกเ้าไม่ได้กินอาหารแค่สองมื้อต่อวันเท่านั้นหรอกหรือ ใครๆ ในหมู่บ้านต่างก็รู้กันดีว่าเซียวหยางฟางสามารถล่าหมูป่ามาได้หลายตัวต่อเดือน ถ้าเ้ายอมให้เขาหาหมูป่ามาเป็ค่าเช่าแค่เดือนละหนึ่งตัว เท่านี้ชาวบ้านก็จะมีเนื้อกินเดือนละตั้งหนึ่งครั้ง แต่ตอนนี้เป็อย่างไรล่ะ เขาพาแม่ยายกับน้องๆ ไปอาศัยอยู่ที่บ้านเขาเองแล้ว เนื้อที่จะได้กินก็ไม่ต้องหวังกันแล้วทีนี้” ชาวบ้านคนเดิมพูดขึ้นอย่างโมโห
เมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มทำหน้าไม่พอใจและบางคนก็เริ่มด่าตนเองขึ้นมาแล้ว สะใภ้เฉาก็ะโใส่หนิงลี่อย่างดุร้าย “เ้าอย่ามาพูดจาให้ร้ายข้า ข้าไปบอกกับเ้าตอนไหนว่าอยากได้อาหารจานเนื้อจากเ้าวันละสามมื้อทุกวัน ข้าขอแค่อาหารจานเนื้อจากบ้านเ้าวันละแค่หนึ่งจานเท่านั้น เพื่อแลกกับที่ข้าจะไม่พาชาวบ้านมาเรียกร้องเงินค่าเช่าจากเ้า”
ทุกคนได้ยินคำพูดจากปากของสะใภ้เฉาเต็มสองรูหู ไม่ว่าจะเป็อาหารจานเนื้อสามมื้อต่อวันหรือวันละมื้อ สะใภ้เฉาก็ยอมรับออกมาจากปากตัวเองแล้วว่าเป็คนยื่นข้อเสนอนั้นให้กับครอบครัวของหนิงลี่จริงๆ ชาวบ้านเริ่มมองสะใภ้เฉาอย่างไม่พอใจมากขึ้นกว่าเดิม
“เอาล่ะๆ ในเมื่อหวังซื่อและลูกๆ ของนางได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของหยางฟางแล้ว ก็ถือว่าบ้านหลังนั้นไม่มีคนเข้าไปใช้ประโยชน์อีก หากต่อไปมีคนจะเข้าไปอาศัย ทุกคนก็ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านหลังนั้นเดือนละหนึ่งตำลึง” หัวหน้าหมู่บ้านเริ่มสรุปเพราะกลัวเื่จะบานปลาย “ข้าขอถามทุกคนว่าพวกเ้าจะยอมรับหมูป่ากับไก่ฟ้าพวกนี้แทนค่าเช่าของหวังซื่อสำหรับเดือนที่แล้วหรือไม่ พวกเ้าต้องคิดกันให้ดีๆ ว่าจะเอาส่วนแบ่งจากเงินหนึ่งตำลึงหรือจะแบ่งเนื้อหมูไปกิน”
ชาวบ้านไม่ได้คิดอะไรมาก หากนำเงินหนึ่งตำลึงมาแบ่งให้แต่ละบ้าน พวกเขาคงได้เงินแค่ไม่กี่อีแปะกันเท่านั้น มิสู้เอาหมูป่ากับไก่ฟ้ามาแบ่งกันดีกว่า เย็นวันนั้นแต่ละบ้านก็ได้กินอาหารจานเนื้ออันแสนอร่อยกันอย่างพึงพอใจ