อุณหภูมิในวันฟ้าครึ้มค่อนข้างต่ำ ลาถีเท่อที่ตื่นแต่เช้าผลักประตูออกมาพลันสัมผัสได้ถึงความเย็นที่กระทบเข้ามา เด็กหนุ่มเผ่าหมานขมวดคิ้ว กลับเข้าไปหาเสื้อคลุมตัวหนาของเก๋อจือก่อนคลุมลงบนกายเด็กหนุ่มผมแดงที่นอนกรนอยู่บนเตียง
วันนี้คือวันออกเดินทาง การฝึกฝนยามเช้าตามปกติจำต้องยกเลิก เพียงแต่ตนยังตั้งใจตื่นเช้าสักหน่อยเพราะอยากจะยืดเส้นยืดสาย
“โม่เจ๋อเอ่อร์ อรุณส— เอ่อ สวัสดิ์”
ในเสี้ยววินาทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า ลาถีเท่อก็รู้แล้วว่าผู้มาเยือนคือผู้ใด ทว่าเพิ่งจะเอ่ยทักทายได้เพียงครึ่งประโยค สายตาของเด็กหนุ่มเผ่าหมานมองผ่านคอเสื้อของโม่จ้านโดยมิตั้งใจและแทบจะกัดลิ้นตนเองเสียแล้ว
…บนลำคอของโม่จ้าน มีรอยจ้ำเลือด
…ใช่ มิใช่รอยจูบหรือรอยกัด ทว่าเป็นการเคล็ดขัดยอกจากการต่อสู้หรือรอยจ้ำเลือดที่ถูกกระแทกด้วยสิ่งของไม่มีคม
นอกจากนั้นมิเพียงแต่ลำคอ หากตั้งใจมองอย่างละเอียด ใบหน้าด้านข้างกับข้างลำคอยังปรากฏรอยสีแดงเป็นทางยาวหลายเส้น บริเวณกล้ามเนื้อหลังคอกำยำมีรอยกัดอย่างเห็นได้ชัด ท้องแขนด้านในยังซ่อนรอยจ้ำเลือดไม่เล็กไม่ใหญ่อีกหลายจุด
ฝ่ามือของโม่จ้านถูกพลังธาตุส่งเสียงคำรามล้อมรอบ ใบหน้าคลี่ยิ้มบางมิต่างกับปีศาจชั่วร้ายเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ลาถีเท่อถึงกับมีเหงื่อเย็นผุดออกมา คุกเข่าลงบนพื้นพลางกุมหัวอย่างว่าง่าย
“…ท่านอาจารย์ ขอท่านได้โปรดเบามือสักหน่อย…”
หลังถูกทุบตีอย่างหนักหนึ่งยก ลาถีเท่อนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองยังเห็นรอยช้ำขนาดเท่ากำปั้นบนแผ่นหลังกว้างที่เผยออกจากเสื้อกั๊กของอีกฝ่าย พอจะแสดงให้เห็นถึงความดุเดือดของ 'สงคราม' เมื่อคืน
เพียงแต่โดนอัดก็โดนแล้ว บัญชีก็คิดแล้ว ยามนี้ลาถีเท่อนึกเป็นห่วง 'ความคืบหน้า' ของอาจารย์โม่เจ๋อเอ่อร์ในเมื่อวานเสียมากกว่า
“นึกมิถึงว่าเจ้าจะสงสัยในความสามารถของข้า?”
โพรงจมูกของโม่จ้านมีควันพ่นออกมา ยังมอบอีกหนึ่งหมัดให้ลาถีเท่อ ทำเอาเด็กหนุ่มเผ่าหมานฟุบหมอบลงกับพื้น
“แรกเริ่มเจียนั่วยังดึงดันอยู่ครึ่งค่อนวัน เพียงแต่ท้ายที่สุดยังคงสู้ข้ามิได้ ทำได้เพียงยอมจำนนแต่โดยดี”
…เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บของท่าน ดูไม่เหมือน 'ยอมจำนนแต่โดยดี' สักนิด
ลาถีเท่อมิกล้าเอ่ยแขวะออกมา ทำได้เพียงยกยิ้มเจื่อนอย่างนอบน้อม
“เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงตื่นแต่เช้าเช่นนี้? พักผ่อนเพิ่มอีกสักหน่อยมิดีกว่าหรือ…”
“ข้าไม่เหนื่อย เมื่อคืนหากมิใช่เพราะเจียนั่วขอร้องข้า ข้าคงจะทำจนกว่าเขาจะสลบ”
โม่จ้านหักข้อนิ้วด้วยความภาคภูมิใจ โอ้อวดอย่างไร้ยางอายท่ามกลางสายตาหมดคำจะกล่าวของลาถีเท่อ
“กลางดึกเจ้านั่นยังคิดจะรุกกลับ แต่กลับถูกข้ากดลงใต้ร่างจัดการอีกหนึ่งยก จนป่านนี้ยังมิตื่นเลยด้วยซ้ำ…”
ลาถีเท่อคลี่ยิ้มพลางเบนสายตาไปทางด้านหลังของโม่จ้านอย่างช้าๆ— ข้างแก้มของเจียนั่วที่มีรอยช้ำและกำลังโผล่หน้าออกมาจากด้านในประตู บริเวณท่อนบนที่แข็งแกร่งมีรอยช้ำอย่างเห็นได้ชัดหลายจุด สายตาที่กำลังจ้องมองไปทางโม่จ้านราวกับมีเปลวไฟปะทุออกมา
“…เช่นนั้น ข้าจะไปวิ่งสักรอบ พวกเจ้าทั้งสองคนพูดคุยกันให้ดี”
ลาถีเท่อฝืนประคองรอยยิ้มเอาไว้มิอยู่ ทำได้เพียงเอ่ยทักทายก่อนจะวิ่งหนีไปสุดฝีเท้าอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงโม่จ้านที่ทำหน้าตาแปลกใจ
“…อันใดนะ? ‘พวกเรา?’ ”
โม่จ้านหันกลับไปโดยสัญชาตญาณ พลันพบกับเจียนั่วที่สีหน้าไม่น่ามองและสวมกางเกงตัวในเพียงตัวเดียว
“แค่กๆ…อรุณ อรุณสวัสดิ์เจียนั่ว…เมื่อคืนนอนหลับสบายหรือไม่?”
โม่จ้านรู้สึกว่าสมองของตนจะต้องถูกลาถีบจนใช้การมิได้เสียแล้ว มิเช่นนั้นคงไม่มีทางเสริมประโยคด้านหลัง ครั้นเห็นอัศวินคว้าหอกยาวพุ่งมาทางตน ท่าทีตอบสนองแรกของโม่จ้านมิใช่การหลบ ทว่าเป็นการมองรูปร่างแข็งแรงกำยำของอีกฝ่ายแล้วเลือดกำเดาไหลออกมา
เจียนั่วโมโหหนักเสียจนหายใจไม่ออกยิ่งกว่าเดิม พลังเวทไหลเวียนอยู่กลางฝ่ามือภายในเวลาอันรวดเร็ว หลอมรวมเป็นก้อนน้ำแข็งพุ่งตรงไปทางโม่จ้าน โม่จ้านวิ่งกุมหัวหนีกระเจิดกระเจิง ร้องว่า 'อย่าทำลายห้อง' พร้อมทั้งวิ่งจากประตูใหญ่
….
“…คืนนั้นพวกเขาทั้งสองคนระบายอารมณ์กันอย่างเต็มที่โดยอาศัยการตีกันอย่างนั้นหรือ? เพียงแต่ดูอย่างไรก็มิเหมือน…”
บนรถม้า เก๋อจือแอบกระซิบข้างใบหูของลาถีเท่อ เด็กหนุ่มเผ่าหมานส่ายหน้าอย่างจนปัญญาพลางดีดหน้าผากเด็กหนุ่มผมแดง
“ข้าถูกตีแทนเจ้าแล้ว เจ้ายังมิเชื่อข้าอีกหรือ? จะต้องมิได้เกินจริงเท่าที่โม่เจ๋อเอ่อร์เล่ามาอย่างแน่นอน ทว่าเรื่องนี้สำเร็จแล้วจริงๆ”
“เพียงแต่โม่เจ๋อเอ่อร์กับเจียนั่วยามนี้ไม่พูดคุยกัน กำลังโกรธกันมิใช่หรือ…”
เก๋อจือกุมหน้าผากที่รู้สึกเจ็บ เบะปากขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ลาถีเท่อถอนหายใจ แอบดึงเก๋อจือเข้ามาก่อนจับใบหน้าของเด็กหนุ่มผมแดงไปทางคนทั้งสองที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“เจ้าลองดูให้ดี ท่าทางประจบเอาใจเช่นนั้นของโม่เจ๋อเอ่อร์ เจียนั่วกำลังโกรธแต่ทว่าก็มิได้ปฏิเสธการแสดงไมตรี เห็นได้ชัดว่าไม่คุ้นชินมิใช่หรืออย่างไร”
“ก็จริง..จะว่าไปแล้วเหตุใดเจ้าจึงคุ้นเคยถึงเพียงนี้?” เก๋อจือขมวดคิ้วผินหน้ากลับมามองทางเด็กหนุ่มเผ่าหมาน
“…ฮ่าๆ เพราะยามนั้นสีหน้าของเจ้ามิต่างอันใดกับเจียนั่ว” ลาถีเท่อเผยรอยยิ้มแฝงความหมายลึกซึ้ง
เพราะถูกเปิดโปงอดีตอันดำมืด เก๋อจือถึงกับไร้สิ่งใดจะเอ่ย เด็กหนุ่มผมแดงมองออกไปนอกหน้าต่างทั้งน้ำตาคลอ หน้าต่างของรถม้าที่เคลื่อนตัวอยู่ด้านข้างถูกเปิดเอาไว้ เก๋อจือจึงสบสายตากับซีนั่วที่อยู่ด้านฝั่งตรงข้ามเข้าพอดี
“..เหตุใดเจ้าหมอนั่นจึงได้ตามมาด้วย?”
“หัวหน้ากิลด์สาขาย่อยซีนั่วทำตามที่เจ้ากล่าวแล้วจริงๆ เขาก่อตั้งกลุ่มทหารรับจ้างหนึ่งกลุ่มและรับภารกิจนี้ร่วมกับกลุ่มทหารรับจ้างของพวกเรา”
โม่จ้านมองไปทางหน้าต่างเช่นกัน สีหน้าค่อนข้างประหลาดอยู่บ้าง
“เขายกงานภายในกิลด์สาขาย่อยให้รองหัวหน้า ส่วนตนพากลุ่มทหารรับจ้างออกเดินทาง ได้รับการกล่าวขานว่า ‘กำกับการด้วยตนเอง’ ”
“…เพียงแต่คิดดูแล้วก็ถูก งานใหญ่ถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังเกี่ยวโยงกับยศกึ่งทางการอีกสองฝ่าย หากจะลงสนามเองก็ถือว่าสมเหตุสมผล”
รถม้าที่อีกฝ่ายนั่งได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง มิเพียงแต่แข็งแรงอย่างมาก ทว่ายังถึงขั้นสามารถต้านทานพลังเวทขั้นต่ำ โม่จ้านลูบปลายคาง หวนนึกถึงหีบใบนั้นที่อยู่ในมือของมังกรกึ่งมนุษย์อย่างค่อนข้างใคร่รู้อยู่บ้าง
“หีบทองแดงที่ลงกลอนสามชั้นนั้น ด้านในจะบรรจุสิ่งของล้ำค่าอันใด?”
“ข้าเคยพบเห็นหีบเช่นนั้นเพียงยามอยู่ในกิลด์ ภายในบรรจุตราเวทที่แสดงถึงอำนาจของกิลด์ จำต้องใช้ยศระดับรองหัวหน้ากิลด์ขึ้นไปจำนวนสองคนจึงจะเปิดออกได้”
เก๋อจือพยายามควานหาในความทรงจำ ได้บทสรุปที่มิต่างอันใดกับมิเอ่ยออกมา
“หีบมีสามชั้น ด้านนอกคือทองแดง ชั้นกลางคือยางกั้นระหว่างชั้นอากาศ ด้านในยังมีหินแก้วภูเขาไฟอีกหนึ่งชั้น เช่นนั้นจึงจะเป็นการติดตั้งเพื่อความปลอดภัยอย่างแท้จริง หินแก้วภูเขาไฟมีคุณสมบัติต่อต้านพลังเวท อีกทั้งยังแข็งแกร่ง ทั้งค่าขุดและค่าสร้างล้วนแต่แพงหูฉี่ มีเพียงสิ่งของที่ล้ำค่าอย่างยิ่งจึงจะถูกบรรจุไว้ด้านในนั้น”
“…ในเมื่อจุดมุ่งหมายคือตรอกขี้เถ้า เช่นนั้นเป็นไปได้สูงว่าจะส่งไปประมูล”
เจียนั่วที่เอาแต่ตีหน้าขรึมมาโดยตลอดเอ่ยออกมา ทว่ามือยังคงลูบไล้หอกยาวสีเงิน
“เพราะถึงอย่างไรที่นั่นก็คือดินแดนเหนือกฎหมาย ของล้ำค่าที่ปล้นชิงมาก็สามารถส่งไปเช่นกัน”
“…เหอะ ก็เป็นตลาดมืดมิใช่หรือ เพียงแต่ข้าได้ยินผู้อื่นกล่าวกันว่าระยะนี้รอบตรอกขี้เถ้ามีความเคลื่อนไหวไม่สงบ คล้ายจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น”
สีหน้าของโม่จ้านค่อนข้างเคร่งขรึม แต่ไหนแต่ไรมาตนล้วนแต่คอยจับตาดูข่าวคราวการ 'กวาดล้างรัง' อย่างใกล้ชิด สิ่งที่ได้รับมาคือ คล้ายสันตะสำนักจะระแวงตรอกขี้เถ้าเป็นอย่างยิ่ง ไม่กระทำการบุ่มบ่ามมาโดยตลอด ทั้งยังตั้งค่ายโดยแสร้งทำทีเป็นเปิดโบสถ์แห่งหนึ่งในเขตกันดารห่างจากตรอกขี้เถ้าไม่มากนัก
“ใช่แล้ว ได้ยินทหารรับจ้างคนอื่นกล่าวว่า กองทัพของจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์รวบรวมกองกำลังส่วนหนึ่งอีกครา กล่าวว่าจะเสริมการป้องกันชายแดนให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น กระนั้นกลับเอาแต่ลาดตระเวนอยู่ในเขตตรอกขี้เถ้ามาโดยตลอด”
ลาถีเท่อล้วงหยิบสมุดเล่มเล็กของตนออกมาก่อนเปิดอ่านข้อมูลที่รวบรวมมาได้
“อีกไม่นานการประมูลหนึ่งครั้งในทุกสามปีของตรอกขี้เถ้าก็จะเริ่มขึ้นแล้ว เห็นทีไม่ว่าจะคนต่ำช้าเช่นใดต่างก็คิดอยากกินเนื้อคำใหญ่โดยคิดอ้างการเข้าปราบปรามเสียแล้ว…”