แสงแดดยามสายของวันที่ห้าในนครธรณีสามสาดลงมาอย่างอบอุ่น อากาศโปร่งและสดชื่นหลังจากฝนเมื่อสองคืนก่อน กลิ่นชาร้อนและขนมเพิ่งอบจากครัวชั้นล่างของสาขาหลักตระกูลมู่ลอยขึ้นมาถึงชั้นสาม
จ้าวหานนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่างชั้นสอง ขาห้อยลงนอกตึก กำลังกินซี่โครงวัวอสูรตุ๋นชามใหญ่เป็มื้อสายอย่างสบายอารมณ์
ภายในอาคาร การตรวจสอบบัญชีอย่างเป็ทางการดำเนินไปั้แ่เช้า ต้วนหยางนำเอกสารหลายสิบกล่องออกมาให้ผู้ตรวจสอบที่สภาส่งมาสองคนพลิกดู เสียงกระดาษพลิกและการลงนามรับรองดังเป็ระยะ บรรยากาศของการเดินเครื่องจักรกลระบบตระกูลใหญ่
สำหรับจ้าวหาน นั่นไม่ใช่งานของเขา งานของเขาคือนั่งอยู่ตรงนี้และกินให้อิ่ม
[เ้านายครับ มวลสารสำรองขึ้นมาถึง 96 เปอร์เซ็นต์แล้ว หลังจากเสียไปบางส่วนในการต่อสู้กับฮั่วเซ่าเมื่อวาน น้ำมันขัดเกลาโลหะที่ผู้าุโมู่เซียงหยูให้มาก็ทำงานได้ดีด้วยครับ โครงสร้างเซลล์เหล็กไหลหนาแน่นขึ้นอีกประมาณสองเปอร์เซ็นต์!]
'ดี' จ้าวหานตอบในใจ พลางกัดซี่โครงชิ้นใหม่ เสียงกร้วมดังออกมาเบาๆ
[แต่เ้านายครับ ผมต้องแจ้งว่า ดาบอสุรีกลืนแสงของฮั่วเซ่านั้นทิ้งรอยกัดกร่อนเล็กๆ ไว้ในแกนลำกล้องปืน ผมซ่อมแซมไปแล้วประมาณเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ ้ามวลสารเพิ่มเติมเพื่อเสร็จสมบูรณ์ครับ]
'นั่นแหละที่ข้ากินอยู่' จ้าวหานคิด
เสียงฝีเท้าเร็วๆ ดังขึ้นจากบันไดก่อนที่มู่เฉิงจะโผล่ออกมาที่ชั้นสอง ใบหน้าของเขาเกร็งตึง
"คุณชายจ้าว... มู่ฉางหยวนมาถึงหน้าอาคารแล้วครับ"
จ้าวหานวางชามซุปลงอย่างช้าๆ "มาคนเดียวหรือ?"
"ไม่ครับ" มู่เฉิงเดินเข้ามาพูดเบาลง "มากับชายสวมชุดสีขาวอีกหนึ่งคน ข้าไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นมาก่อน แต่รอยสักบนข้อมือซ้ายของเขา..."
"บอกมา"
"เป็ตราของ 'สมาคมนักพเนจรสายฟ้า' ครับ" มู่เฉิงพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักลง "พวกนั้นไม่รับงานฆ่าคน แต่พวกเขารับงาน 'บังคับ' ครับ บังคับให้เซ็นสัญญา บังคับให้ยอมรับข้อตกลง โดยใช้กำลังถ้าจำเป็"
[เ้านายครับ ผมค้นข้อมูลเพิ่มเติมในความทรงจำของร่างเดิมได้บ้าง สมาคมนักพเนจรสายฟ้านั้นมีชื่อเสียงด้านการ 'คุ้มครองสัญญาธุรกิจ' แบบบีบคั้น พวกเขาไม่ใช่นักสังหาร แต่เป็นักรบที่ฝึกมาเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามยอมโดยไม่ต้องฆ่า ซึ่งน่าจะหมายถึงพวกเขาจะพยายามบังคับให้แม่นางมู่ลงนามในเอกสารบางอย่างครับ!]
จ้าวหานลุกขึ้น ทิ้งชามซุปไว้บนขอบหน้าต่าง
หน้าอาคารสาขาหลักตระกูลมู่ยามสาย
มู่ฉางหยวนยืนอยู่หน้าประตูในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ไม่มีทหารหรือนักรบตามมา มีเพียงชายในชุดสีขาวสะอาดคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา
ชายชุดขาวนั้นอายุราวสามสิบห้า หน้าตาธรรมดาจนน่าแปลก ไม่มีอะไรโดดเด่นในรูปลักษณ์ภายนอก แต่ท่วงท่าการยืนของเขานั้นแสดงถึงความมั่นใจในระดับที่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก
จ้าวหานก้าวลงมายืนที่บันไดหน้าอาคารคนเดียว
"มาอีกแล้ว" เขาพูดเรียบๆ
มู่ฉางหยวนยิ้มบางๆ ครั้งนี้ไม่ใช่รอยยิ้มแบบนักการเมือง แต่เป็รอยยิ้มของคนที่เชื่อมั่นในไพ่ที่ตัวเองถืออยู่ "ข้ามาเพื่อเจรจาครั้งสุดท้าย คุณชายจ้าว ข้าขอพบน้องรุ่ยเสวี่ย"
"แม่นางมู่กำลังยุ่ง"
"ข้าทราบ" มู่ฉางหยวนพูดพลางหันไปที่ชายชุดขาว "นี่คือ 'เว่ยป๋อ' จากสมาคมนักพเนจรสายฟ้า เขามาในฐานะพยานกลางสำหรับสัญญาที่ข้า้าให้รุ่ยเสวี่ยลงนาม ไม่ใช่การบีบบังคับ เป็ข้อตกลงทางธุรกิจล้วนๆ"
"สัญญาอะไร?" จ้าวหานถาม
"การแบ่งอำนาจบริหารสมาคมการค้าตระกูลมู่อย่างเป็ทางการ" มู่ฉางหยวนตอบตรงๆ โดยไม่ปิดบัง "รุ่ยเสวี่ยได้ตำแหน่งประธาน ข้าได้อำนาจบริหารสาขาภาคตะวันออกทั้งหมดโดยอิสระ การตรวจสอบบัญชีที่กำลังดำเนินอยู่ยุติลง"
"แลกกับอะไร?"
"ข้าลงนามรับสารภาพในความผิดที่น้อยกว่าที่เอกสารระบุ และชำระค่าชดเชยส่วนหนึ่ง" มู่ฉางหยวนพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูสมเหตุสมผล "ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ตระกูลไม่แตกแยกสาธารณะ"
[เ้านายครับ ถ้ามองในมุมธุรกิจ ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้แย่สำหรับมู่ฉางหยวน เขาจะรอดพ้นความรับผิดชอบส่วนใหญ่และยังคุมสาขาภาคตะวันออกได้ ซึ่งน่าจะทำกำไรสูงมากครับ!]
"แม่นางมู่ตัดสินใจเอง" จ้าวหานพูด แล้วก็ไม่ขยับ
"ข้าทราบว่าเ้าไม่ตัดสินใจแทนนาง" มู่ฉางหยวนพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เปลี่ยน "ข้าแค่้าพบเธอ"
"รอครู่หนึ่ง"
จ้าวหานเดินกลับเข้าอาคาร ขึ้นชั้นสาม พบมู่รุ่ยเสวี่ยที่กำลังตรวจเอกสารอยู่กับผู้ตรวจสอบสองคน เขาบอกสั้นๆ ว่ามี ใครมา และว่าอะไร
มู่รุ่ยเสวี่ยฟังจบแล้วนั่งนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะถามผู้ตรวจสอบ "การตรวจสอบดำเนินไปถึงไหนแล้วคะ?"
"ประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ครับคุณหนู รูปแบบความผิดปกติชัดเจนมากแล้ว หากดำเนินต่อจนเสร็จ หลักฐานจะแน่นพอสำหรับการดำเนินคดีอย่างเป็ทางการ"
นางพยักหน้า แล้วหันมาที่จ้าวหาน "ท่านคิดว่าอย่างไรคะ?"
"ข้าไม่ตัดสินแทน" เขาพูดซ้ำในสิ่งที่บอกกับมู่ฉางหยวน "แต่ถ้าแม่นางมู่ถามว่าข้าจะทำอะไร ข้าจะปฏิเสธข้อเสนอและให้การตรวจสอบดำเนินต่อ"
"เพราะอะไรคะ?"
"เพราะถ้าตกลงตอนนี้ ครั้งหน้าเขาจะทำแบบเดิมอีก แต่เล็กกว่าและซ่อนเร้นกว่า เขาเรียนรู้แล้วว่าจุดไหนที่ข้าเห็น ถ้าเขายังมีอำนาจในสาขาภาคตะวันออก เขาแค่ปรับวิธีการ"
มู่รุ่ยเสวี่ยมองเขาอยู่นานก่อนจะลุกขึ้น "ข้าจะไปพบเขาด้วยตัวเอง"
ทั้งสองลงมาที่ชั้นล่าง มู่รุ่ยเสวี่ยเปิดประตูออกมายืนที่บันไดหน้าอาคาร
มู่ฉางหยวนเห็นน้องสาวแล้วก็พยักหน้า "รุ่ยเสวี่ย..."
"พี่ฉางหยวน" นางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ "ข้าได้ยินข้อเสนอแล้ว"
"และ?"
"ข้าปฏิเสธ"
ใบหน้าของมู่ฉางหยวนไม่เปลี่ยน แต่แวบหนึ่งในั์ตาของเขามีบางสิ่งที่อ่านออกได้ว่าไม่ใช่ความโกรธ แต่เป็ความเสียใจ
"น้องรุ่ยเสวี่ย ถ้าการตรวจสอบเสร็จสมบูรณ์ พี่จะสูญเสียทุกอย่างในตระกูล ตำแหน่ง สิทธิ์ รวมถึงชื่อเสียงที่สั่งสมมาทั้งชีวิต"
"ข้าทราบ" มู่รุ่ยเสวี่ยตอบตรงๆ "แต่ถ้าข้ายอมรับข้อเสนอนี้ สมาคมการค้าตระกูลมู่จะยังคงมีรอยแตกที่ซ่อนเอาไว้ภายใต้พื้นผิวที่ดูสวยงาม และสักวันมันจะพังทลายในขณะที่ไม่คาดคิด ข้าจึงเลือกให้มันแตกตอนนี้ในขณะที่ข้ายังรับมือได้"
ความเงียบผ่านไปสิบวินาที
เว่ยป๋อ ชายชุดขาวจากสมาคมนักพเนจรสายฟ้า ขยับไหล่เบาๆ "ในเมื่อเจรจาไม่สำเร็จ สมาคมขอยุติหน้าที่ในฐานะพยานกลาง" เขาพูดอย่างมืออาชีพ แล้วก็ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
ท่วงท่าของเขาเปลี่ยน
"อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างส่วนที่สองที่ผู้ว่าจ้างระบุไว้ คือการ 'ป้องกันไม่ให้การตรวจสอบดำเนินต่อไป' ยังต้องทำให้เสร็จ"
มู่ฉางหยวนหันมามองเว่ยป๋อด้วยสีหน้าที่แสดงว่าเขาเองก็ไม่ได้คาดว่าชายนี้จะพูดแบบนี้
"ข้าไม่ได้สั่งแบบนั้น" มู่ฉางหยวนกล่าว
"ผู้ว่าจ้างท่านอื่นสั่ง" เว่ยป๋อตอบเรียบๆ "สมาคมของข้ารับงานจากหลายฝ่ายในคราวเดียวกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งล้มเหลว ฝ่ายที่สองยังคงจ่ายอยู่"
[เ้านายครับ! มีคนที่สามที่ว่าจ้างสมาคมนักพเนจรสายฟ้ามาขัดขวางการตรวจสอบโดยอิสระจากมู่ฉางหยวน! นั่นแปลว่าศัตรูของแม่นางมู่ไม่ได้มีแค่พี่ชายของนาง!]
จ้าวหานก้าวลงมาจากบันไดยืนข้างมู่รุ่ยเสวี่ย
เว่ยป๋อมองมาที่เขา "ข้าทราบเื่ฮั่วเซ่า เขาเป็นักดาบที่ดีแต่ใจไม่แข็งพอ ข้าไม่ใช่แบบนั้น สมาคมนักพเนจรสายฟ้าฝึกเพื่อ 'ทำให้ยอม' ไม่ใช่ 'ฆ่า' วิชาของข้าคือวิชาปิดกั้นและบีบบังคับ ถ้าท่านออกมาสู้กับข้า เราจะสู้กันจนท่านอ่อนแรงพอที่จะเคลื่อนไหวไม่ได้ แล้วคนในอาคารนั้นก็จะสามารถถูกนำตัวออกมาได้"
"น่าสนใจมาก" จ้าวหานพูดเรียบๆ
เว่ยป๋อพุ่งเข้ามาโดยไม่รอสัญญาณ
ฟึ่บ!
เขาเคลื่อนไหวเร็วอย่างไม่คาดคิด ร่างที่ดูธรรมดาในชุดขาวกลายเป็สายลมที่แล่นเข้าหาจ้าวหานพร้อมกับพลังปราณสีม่วงจางๆ ที่พุ่งออกมาจากฝ่ามือทั้งสอง
ไม่ใช่พลังปราณเพื่อโจมตี แต่เพื่อ ล็อก
ตุ้บ! ตุ้บ!
ฝ่ามือสองข้างของเว่ยป๋อกระทบที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของจ้าวหานพร้อมกัน พลังปราณสีม่วงะเิออกพยายามจะซึมเข้าจุดสำคัญของร่างกายเพื่อปิดกั้นการเคลื่อนไหว
ตึงงงงงง!
แต่ฝ่ามือปะทะกับิัเหล็กไหลและกระดอนออก เว่ยป๋อถอยหลังหนึ่งก้าวจากแรงสะท้อน พลังปราณสีม่วงกระเซ็นออกมาโดยไม่ซึมเข้าไปได้แม้แต่ชั้นเดียว
เขาชะงัก เป็ครั้งแรกที่สีหน้าของเขาเปลี่ยน
"กายาโลหะ..." เขาพึมพำ "แต่ข้าวิเคราะห์แล้ว วิชาปิดกั้นจุดสำคัญของข้าสามารถซึมผ่านกายาโลหะขั้นต้นได้ ท่านน่าจะอยู่ระดับนั้น"
"ข้าอยู่ระดับกลาง" จ้าวหานบอกตรงๆ
ฟรึ้ดดดด!
เว่ยป๋อไม่รีรอ เขาเปลี่ยนรูปแบบทันที พลังปราณสีม่วงถูกบีบอัดจนมีขนาดเล็กลงแต่เข้มข้นกว่าเดิม นิ้วมือของเขาชี้ตรงเข้าหาจุดต่างๆ บนร่างกายของจ้าวหานอย่างแม่นยำ สิบสองจุดพร้อมกัน
ตับ! ตับ! ตับ! ตับ!
นิ้วมือกระทบิัเหล็กไหลสี่ครั้งก่อนที่จ้าวหานจะขยับออกจากแนวโจมตี แต่ละครั้งที่พลังปราณสีม่วงััิัเหล็กไหล มันไม่ได้ซึมเข้าไป แต่มันก็สร้างการสั่นะเืที่ต่างออกไปจากการโจมตีปกติ
[เ้านายครับ! วิชาของเขาพยายามหาความถี่ที่สั่นพ้องกับโครงสร้างเหล็กไหลของคุณ ถ้าเขาหาความถี่ถูก แม้จะซึมผ่านไม่ได้ แต่การสั่นะเืภายในอาจรบกวนการทำงานของเตาปฏิกรณ์ได้ครับ!]
จ้าวหานตัดสินใจทันที เขาไม่รับวิชาปิดกั้นอีก
ฟึ่บ!
เขาดีดตัวถอยออกไปด้วย Micro-Burst จากฝ่าเท้า เว่ยป๋อพุ่งตามมาอย่างรวดเร็ว แต่จ้าวหานไม่ได้หลบอย่างเดียว เขาหมุนตัวกลับ
กร๊อบ!
ศอกซ้ายของจ้าวหานกระแทกเข้าที่กระดูกซี่โครงด้านข้างของเว่ยป๋อด้วยน้ำหนักเหล็กไหลเต็มๆ เสียงกระดูกร้าวดังออกมาชัดเจน เว่ยป๋อกระอักเสียงสั้นๆ แล้วหลบออกข้างด้วยสัญชาตญาณ มือกดทับบริเวณซี่โครง
"อั้ก..."
เขาเหนื่อยหอบ พยายามโคจรพลังปราณเข้าซ่อมแซมซี่โครงที่ร้าว แต่สีหน้าของเขาซีดลงบ้าง
"น้ำหนักกายาโลหะขั้นกลาง..." เว่ยป๋อพูดลอดฟัน "ข้าประเมินผิด ระดับนี้วิชาปิดกั้นของข้าเข้าไม่ถึง"
"ข้าก็ไม่มีเจตนาจะยืนนิ่งให้ท่านแทง" จ้าวหานพูดพลางยกปืนมหาประลัยขึ้นมา
วาบบบ!
แสงสีฟ้าจางปรากฏรอบตัวจ้าวหานเมื่อบาเรีย Blue Ripple เริ่มทำงาน
เว่ยป๋อมองดูปรากฏการณ์นั้นด้วยสายตาที่ประเมิน ก่อนจะถอนหายใจออก
"ข้าแพ้" เขาพูดอย่างตรงไปตรงมา ไม่แสดงความอับอาย "วิชาของข้าออกแบบมาสำหรับผู้ฝึกปราณ ไม่ใช่สำหรับ... อะไรก็ตามที่ท่านเป็"
เขากดมือไว้ที่ซี่โครงแล้วก้าวถอยออก "ข้าจะรายงานสมาคมว่างานนี้ล้มเหลว"
มู่ฉางหยวนยืนนิ่งดูทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบ
เขาไม่ขยับไปช่วยเว่ยป๋อ ไม่ขยับไปขัดขวางจ้าวหาน เขาแค่ยืนดูด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยจนน่าแปลก
เมื่อเว่ยป๋อถอยออกไปแล้ว มู่ฉางหยวนหันมามองมู่รุ่ยเสวี่ยที่ยืนอยู่บนบันไดอย่างตั้งใจ
"รุ่ยเสวี่ย..." เขาพูดช้าๆ "พี่แพ้แล้ว"
นางไม่ตอบ
"ไม่ใช่แค่คืนนี้" มู่ฉางหยวนพูดต่อ เสียงของเขาแปลกออกไป เหนื่อยกว่าที่เคย "แพ้ั้แ่ตอนที่ตัดสินใจครั้งแรก ตอนที่ตัดสินใจว่าอำนาจสำคัญกว่าทุกอย่าง"
มู่รุ่ยเสวี่ยยังคงนิ่ง แต่ไหล่ของเธอลดลงเล็กน้อย
"พี่ขอถามอะไรได้ไหม?" เขาพูด
"ถามมา"
"ถ้าสถานการณ์กลับกัน ถ้าพี่เป็ทายาทและน้องเป็คนที่ถูกขัดขวาง... น้องจะทำอะไร?"
มู่รุ่ยเสวี่ยพิจารณาคำถามนั้นอยู่นานก่อนจะตอบ "ข้าก็ไม่รู้ พี่ฉางหยวน บางทีไม่มีใครรู้จนกว่าจะเจอสถานการณ์นั้นจริงๆ"
มู่ฉางหยวนพยักหน้าช้าๆ "ข้าจะไปเอง ไม่ต้านทานการตรวจสอบอีกต่อไป"
เขาหันหลังและเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรเพิ่มเติม ไม่มีทหาร ไม่มีผู้ติดตาม เพียงร่างเดียวที่เดินออกไปตามถนนเปล่าๆ ยามสาย
[เ้านายครับ... ผมพยายามวิเคราะห์สถานการณ์แต่รู้สึกว่าผลลัพธ์ครั้งนี้ต่างออกไปจากการต่อสู้ทั่วไปครับ ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจนในแง่ของความรู้สึก!]
จ้าวหานเก็บปืนกลับเข้ามิติส่วนตัว เขามองตามมู่ฉางหยวนจนหายลับไปในย่านตลาด
'บางทีการชนะในยุทธภพกับการชนะในชีวิตจริงมันต่างกัน' เขาคิดเงียบๆ
มู่รุ่ยเสวี่ยยืนอยู่ด้านหลังเขา เธอไม่พูดอะไร และจ้าวหานก็ไม่พูดอะไร
ทั้งสองยืนนิ่งอยู่ที่บันไดหน้าอาคารจนกว่าเสียงของตลาดรอบข้างจะค่อยๆ ดังขึ้นกลบความเงียบนั้น
บ่ายของวันเดียวกัน เว่ยกังรายงานว่ากองกำลังส่วนตัวของมู่ฉางหยวนทยอยออกจากนครธรณีสามั้แ่ก่อนเที่ยง ทั้งหมดจากไปโดยไม่มีเหตุการณ์
ผู้ตรวจสอบบัญชีรายงานว่าสามารถดำเนินต่อได้อย่างราบรื่น คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสองวัน
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งอยู่ที่ห้องทำงานชั้นสามตามลำพัง เอกสารกองใหญ่วางอยู่บนโต๊ะแต่เธอไม่ได้อ่าน แค่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้าบ่ายสีครามสะอาด
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
"เชิญค่ะ"
จ้าวหานเปิดประตูเข้ามาพร้อมถาดไม้ที่มีขนมปังอบร้อนๆ สองแผ่นและชาสองจอก
"ท่านยังไม่กินข้าวเที่ยง" เขาพูดเรียบๆ วางถาดลงบนโต๊ะ
"ท่านไปหยิบมาเองหรือคะ?" มู่รุ่ยเสวี่ยมองถาดด้วยสายตาสงสัย
"ข้าผ่านครัวตอนลงมาแล้วก็หยิบมา" จ้าวหานพูดพลางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ โต๊ะ หยิบขนมปังชิ้นใหญ่ขึ้นมากัด
มู่รุ่ยเสวี่ยมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มเบาๆ และหยิบขนมปังอีกชิ้นขึ้นมา
"ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างคะ?" นางถามหลังจากเงียบไปสักครู่
"กับอะไร?"
"กับเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มู่ฉางหยวน การต่อสู้ วันนี้"
จ้าวหานเคี้ยวขนมปังอย่างช้าๆ ก่อนจะตอบ "ข้าไม่รู้สึกอะไรพิเศษกับเื่คนอื่น ข้าแค่ทำงานที่ตัวเองรับปากไว้"
"แต่ว่าท่านพูดกับมู่ฉางหยวนด้วยน้ำเสียงที่ต่างออกไปจากปกตินะคะ"
"ต่างอย่างไร?"
"ปกติท่านพูดน้อยมาก แต่วันนี้ท่านพูดเหมือนอธิบายให้เขาเข้าใจ ไม่ใช่แค่ปฏิเสธ"
จ้าวหานนึกถึงสิ่งที่พูดกับมู่ฉางหยวนก่อนหน้านี้ เื่การกระทำที่บอกได้ดีกว่าคำพูด เื่การเลือกที่ทำให้คนเปลี่ยนแปลง
"ข้าแค่พูดสิ่งที่เห็นว่าจริง" เขาตอบ "เื่คนอื่นในชีวิตเขา ข้าไม่ตัดสิน"
มู่รุ่ยเสวี่ยจิบชาช้าๆ "ข้าสงสัยมานานแล้วค่ะ ว่าท่านมาจากดินแดนไหน ที่ที่ทำให้ท่านเป็คนแบบนี้"
"แบบไหน?"
"แบบที่เห็นโลกชัดเจนมาก แต่ไม่ตัดสินใครง่ายๆ"
จ้าวหานพิจารณาคำถามนั้นอยู่นาน ก่อนจะตอบ "ข้ามาจากที่ที่ผู้คนรู้จักอำนาจทำลายล้างมากพอที่จะรู้ว่ามันไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง บางทีการที่มีพลังมากพอจะทำลายทุกสิ่งกลับทำให้เข้าใจชัดขึ้นว่าอะไรที่ไม่ควรทำลาย"
มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งฟังโดยไม่รีบตอบ
"ขอบคุณนะคะ" นางพูดในที่สุด "สำหรับทุกอย่าง ไม่ใช่แค่การปกป้อง"
จ้าวหานไม่ตอบ หยิบขนมปังชิ้นสุดท้ายขึ้นมากัด เตาปฏิกรณ์ชีวภาพทำงานรับมวลสารอย่างสงบ
ข้างนอกหน้าต่าง แสงบ่ายของนครธรณีสามสีทองอ่อนๆ