3
ห่างออกไปไม่ไกลเป็เนินเขาที่ไม่สูงนักลูกหนึ่งเจียงสวินอี้ยืนอยู่ตรงตีนเขา หรี่ตาเงยหน้าก็เห็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งยืนออกันบนยอดแต่เพราะไม่ได้สนิทชิดเชื้อ จึงแยกไม่ค่อยออกว่าพวกนั้นเป็คนกลุ่มใดเขาครุ่นคิดสักหนึ่งครู่ ก่อนจะเร่งลมปราณพุ่งขึ้นเนินไป
ทันใดนั้นเองชายร่างกำยำผู้หนึ่งก็พลันพุ่งมาขวางแล้วชี้นิ้วะโด่า
“เ้าหนูนั่นน่ะโผล่หัวออกมาจากไหนกัน รู้หรือไม่ว่าที่นี่ที่ใดตาบอดแล้วสินะถึงกล้าซี้ซั้วเข้ามา!”
เจียงสวินอี้เดิมเป็ผู้นำของเหล่าศิษย์ภาคีิญญาซ่อนนับั้แ่ปรมาจารย์เซียนถีิอาจารย์ของเขาจากไปและมอบเื่พันธมิตรของฝ่ายมารให้เจียงสวินอี้จัดการต่อภาคีิญญาซ่อนก็แตกเป็ิญญาซ่อนตะวันออกและิญญาซ่อนตะวันตกโดยแบ่งเป็ฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่ต่อต้านเขา
เจียงสวินอี้เห็นคนผู้นี้สวมชุดของิญญาซ่อนตะวันตกพอดีแถมคำพูดคำจายังระคายหู จึงรวบบัญชีเก่าใหม่เข้าด้วยกันทันที
ในใจเขาบังเกิดจิตสังหารแต่ใบหน้ากลับแย้มยิ้มบาง สาวเท้าขึ้นเนินเขาอย่างไม่ยี่หระ
คนผู้นั้นเห็นเ้าหนูชุดซอมซ่อถึงกับกล้าดูิ่ตนก็พลันมีน้ำโหยกเท้าข้างหนึ่งหวดใส่บริเวณจุดตันเถียนของเจียงสวินอี้
จากนั้นเกิดเสียงดัง‘กร๊อบ’
ขาของคนผู้นั้นกระแทกปราณคุ้มกายของเจียงสวินอี้จนกระดูกหักร่างกระเด็นไปด้านหลังแล้วร่วงบนพื้นดังโครม
เจียงสวินอี้เดาะลิ้นครั้งหนึ่ง“เจ็บถึงใจดีหรือไม่”
นี่มันเกิดเื่บ้าอะไร?!
คนของิญญาซ่อนตะวันตกมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจปานนี้เขาพลันชักกระบี่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว และพยายามตะเกียกตะกายนั่ง ความตื่นตะลึงในใจนำหน้าความเดือดดาล
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดเจียงสวินอี้ก็ยิ้มบาง ๆ กล่าวขึ้นมาเสียก่อน
“เปิ่นจั้ว[1]ยังยืนอยู่ เ้าถึงกับกล้านั่งเชียวหรือ ขวัญกล้าไม่เลวนี่”
ท่วงท่าเยื้องกรายของเขางามสง่าแขนเสื้อพลิ้วไหว กิริยาราวกับคุณชายบัณฑิตสุภาพชนท่ามกลางแผ่นดินอันเสื่อมโทรม
แล้วเหยียบร่างอีกฝ่ายอย่าง‘อ่อนโยน’ ไปทั้งอย่างนั้น
การกระทำของเจียงสวินอี้ไร้ปรานีเสมอมาหนึ่งฝ่าเท้าซึ่งอัดแน่นด้วยพลังกระแทกทำลายชีพจรคนผู้นั้นในบัดดลแบบไม่ออมแรงก่อนจะเดินตัวปลิวไปไกลโดยไม่แม้แต่จะชะงักฝีเท้า
เขาเป็คนรักษาภาพลักษณ์มาโดยตลอดเพียงแต่การแสร้งโง่งมเมื่อครู่นั้นจำต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ในเมื่อครานี้ไม่มีเหตุให้ต้องเก็บซ่อนท่าทียโสโอหังอีกถึงพยานรู้เห็นเพียงคนเดียวจะตายจาก ใจเขาก็ยังชื่นมื่น
เจียงสวินอี้เดินหน้าต่อพลางหันไปส่องผาน้ำแข็งข้างทางเดินเพื่อจัดผมเผ้าตามความเคยชิน
ด้วยเหตุนี้เองมือของเขาจึงแข็งค้างอยู่กับที่เนิ่นนาน
เงาคนในผาน้ำแข็งสวมเสื้อผ้าที่เนื้อผ้าพอรับได้ทว่ากลับขาดรุ่งริ่ง รูปร่างเพรียวบางสูงโปร่งยังค่อนข้างสง่างามดังเช่นร่างก่อนเพียงแต่ใบหน้านั้นปากเบี้ยวตาเข ทั้งยังมีเืเปรอะไปทั่วกระทั่งยากจะมองออกถึงเครื่องหน้าที่แท้จริง
เจียงสวินอี้มองผาน้ำแข็งอย่างตะลึงงันอยู่ครู่ใหญ่พอตระหนักได้ว่าเงาสะท้อนบนผาน้ำแข็งคือตนเท่านั้นละ...ให้ตายเถอะคุณชายใหญ่ตระกูลตู้ไม่ควรมีหน้าตาเยี่ยงนี้สิ!
เขาไปวางมาดด้วยเบ้าหน้าพรรค์นี้มางั้นเรอะ? เล่นแบบนี้ไม่สู้ให้ฟ้าผ่าข้าไปเลยล่ะ! อย่าบอกนะว่าที่ไอ้คนเมื่อครู่เอาแต่ตัวสั่นงก ๆ ความจริงแล้วไม่ได้กลัวเขาแต่กำลังขำแทบตายอยู่?!
เจียงสวินอี้ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดหน้าแล้วใช้มืออีกข้างยันกำแพง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน กลับยังสงบสติอารมณ์ตนเองไม่ได้
สักพักเขาเลยได้แต่ค่อยๆ ยืดตัวตรง ชั่งใจอยู่สักพักถึงค่อยตีหน้าถมึงทึงเดินขึ้นเขาต่อ
นี่คงเป็การแปลงโฉมหรอกน่าได้ยินว่ามารดาแท้ ๆ ของตู้เหิงเป็โฉมงามอันดับต้น ๆ ในนิยาย [เมฆาเคลื่อน์]เชียวนะ หวังว่าเครื่องหน้าแท้จริงของเขาจะไม่...โดดเด่นถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังมีเื่สำคัญต้องทำ อย่าทำตัวสะดุดตานักจะดีกว่า
ไม่ขอให้หน้าตาดีมากแต่อย่างน้อยก็ให้ดูเหมือนคนหน่อยเป็พอ...
ยิ่งเดินขึ้นเขารอบด้านก็ยิ่งคึกคัก เจียงสวินอี้ว่องไวมากเคลื่อนกายวูบไหวท่ามกลางฝูงชนประหนึ่งภูตผีตอนกลางวันแสก ๆผู้อื่นทันรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพร่าเลือน ส่วนตัวเขานั้นหายวับไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
เจียงสวินอี้เล็งหาเป้าหมายเหมาะๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่หลังต้นไม้โบราณขนาดมหึมา
เขาพิงลำต้นแล้วทรุดกายลงนั่งอีกฝั่งของต้นไม้คือศิษย์รุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งที่กำลังกระซิบกระซาบกันจอแจดูจากการแต่งกายน่าจะเป็ศิษย์พรรคน้ะวันสืบข่าวจากเด็กเวรที่เพิ่งออกสู่ยุทธภพเช่นนี้ละง่ายดายที่สุดแล้ว
พอได้นั่งก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้างเขาประสานมือไว้หลังศีรษะแล้วหลับตาอาบแดดพลางฟังพวกไอ้หนูด้านหลังพูดคุยกันอย่างเกียจคร้าน
คาดไม่ถึงว่าแค่ประโยคแรกก็ทำเอาเจียงสวินอี้แทบจะเด้งตัวดีดผึงเขาได้ยินเสียงเด็กหนุ่มที่ค่อนข้างแตกพร่าเอ่ยว่า
“ข้าว่านะเ้าสำนักเจียงไม่เห็นแก่ส่วนรวมเอาเสียเลย เจียงสวินอี้ผู้นั้นหาเื่ใส่ตัวสมควรรับโทษแท้ ๆ แล้วมาเกี่ยวอะไรกับท่านประมุขของเราด้วย เอาแต่ยึดติดไม่เลิกรา!ครั้งนี้พวกเราขึ้นเขามาปิดล้อมประมุขมาร เดิมทีกำลังคนไม่ค่อยจะพออยู่แล้วถ้าเขาไม่ช่วยก็แล้วไปเถอะ แต่นี่ดันโวยวายจะชิงศพเจียงสวินอี้คืนอยู่ได้ของแบบนั้นจะมีใครเก็บไว้กัน ถูกหั่นเป็เนื้อสับไปนานแล้วกระมัง!”
เ้าสำนักเจียงที่ว่าเป็ศิษย์น้องร่วมอาจารย์ของเจียงสวินอี้นามว่าเจียงม่อโหลว ทั้งสองคนล้วนได้ปรมาจารย์เซียนถีิเก็บมาเลี้ยงั้แ่เล็กทั้งยังใช้แซ่ตามบ้านเดิมของอาจารย์ หลังจากเจียงสวินอี้แปรพักตร์ไม่นานได้ยินว่าเจียงม่อโหลวขึ้นกุมอำนาจของิญญาซ่อนตะวันออกและตามหาเขามาตลอด
เพียงแต่ตัวเขามีชื่อเสียงด่างพร้อยเจียงสวินอี้ไม่อยากข้องเกี่ยวกับศิษย์น้องอีก ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ติดต่อเจียงม่อโหลวเลยจนกระทั่งตายจาก คิดไม่ถึงว่ายามนี้อีกฝ่ายจะมาที่ยอดเขาด้วย
เขาขมวดคิ้วก่อนจะได้ยินแม่นางผู้หนึ่งเอ่ยเสียงเบาว่า
“พูดจาเช่นนี้ไม่ได้นะเ้าสำนักเจียงเป็ห่วงศิษย์พี่เขาย่อมไม่ผิดยิ่งกว่านั้นถ้าหากศิษย์พะ...หากเจียงสวินอี้ชั่วร้ายเช่นนั้นจริง ๆ พอเขาตายแล้วท่านประมุขจะทุกข์ใจจนมีสภาพนี้หรือ ไม่แน่อาจมีความลับอะไรซ่อนอยู่ก็ได้...”
ไอ้หนูจูนิเบียว[2]คนก่อนน่าจะเป็แฟนคลับเดนตายของอวิ๋นเซียครั้นได้ฟังคำพูดแสนระคายหูก็เอ่ยเสียดสีโต้กลับทันที
“เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรประมุขของพวกเราทุกข์ใจเพราะให้ความสำคัญกับเื่คุณธรรมน้ำมิตรหรอก เ้าเป็คนของพรรคน้ะวันนะถึงกับพูดให้มารร้ายนั่นเชียวรึ หึเพราะใบหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็คุณชายอันดับหนึ่งในใต้หล้าของเขาใช่หรือไม่?!”
“เ้า!เ้าพูดจาไร้สาระอะไร!”
อีกคนรีบไกล่เกลี่ย“อย่าทะเลาะกันน่า อย่าทะเลาะกัน พวกเ้าดูสิประมุขของเรากับเ้าสำนักเจียงอยู่ตรงนั้นแน่ะ พวกเรามิสู้รีบไปดูกันดีกว่าหรือ!”
เจียงสวินอี้มองตามทิศที่คนผู้นั้นชี้จากนั้นจึงลุกขึ้นโจนทะยานออกไป พอสะบัดแขนเสื้อขวับดอกเฟิ่งหวงดอกหนึ่งก็ปลิวหวือ
เด็กหนุ่มผู้ที่พูดคนแรกสุดยังไม่ยอมรามือขณะกำลังจะด่า ‘เ้าสำนักเจียงไม่เห็นแก่ส่วนรวม’ อีกสักหลายประโยค จู่ๆ กลับรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบนใบหน้าพอเอาหลังมือปาดไปทีก็แตะเจอแต่เืเปรอะทั่วทั้งหน้า
เขาตะลึงงันส่วนคนด้านข้างกลับร้องอย่างใ ชี้ที่พื้นแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่สิ่งที่เล่นงานท่านเมื่อครู่คือ...มันคือกลีบดอกไม้!”
อวิ๋นเซียและเจียงม่อโหลวต่างเป็ยอดฝีมือหาตัวจับยากในปัจจุบันเจียงสวินอี้อยู่ต่อหน้าพวกเขาย่อมทำตามใจเหมือนเมื่อครู่ที่สั่งสอนเด็กน้อยไม่ได้เขาแลเห็นทั้งสองอยู่ลิบ ๆ จึงหยุดฝีเท้า เก็บซ่อนพลังิญญาแล้วเดินเข้าไปอย่างไม่รีบไม่ร้อนเหมือนคนปกติทั่วไป
ทั้งสองฝ่ายที่โต้เถียงกันล้วนเป็บุคคลชื่อเสียงโด่งดังคนที่ชะเง้อคอรอชมเื่สนุกอยู่ด้านข้างจึงมีไม่น้อย ตอนเจียงสวินอี้เดินเข้าไปขามุงต่างส่องกันเพลินแล้ว ไม่มีใครสนใจเขาสักราย เขาเลยแอบเฝ้ามองเงียบ ๆอยู่ด้านหลังชายร่างใหญ่ได้พอดี
แม้เจียงม่อโหลวจะขึ้นเป็เ้าสำนักแล้วแต่บนร่างยังคงสวมเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนคลื่นทะเลของศิษย์ภาคีิญญาซ่อนดังกาลก่อนเวลานี้เขาใช้กระบี่ยันพื้น สีหน้าไม่สู้ดีนัก ดูแล้วน่าจะเสียเปรียบเล็กน้อยั์ตาหงส์ลุ่มลึกเย็นเยียบถลึงมองอวิ๋นเซียเขม็ง
“เ้าจะให้หรือไม่ให้?!”
อวิ๋นเซียซึ่งอยู่อีกด้านใบหน้าซูบโทรมผอมบางลงไปมากมีแต่หนังหุ้มกระดูก สภาพเหมือนใกล้ตายอยู่รอมร่อน่าอนาถเสียยิ่งกว่าศพถ้าหากไม่ใช่ว่าโลกนี้ไม่มีเฮโรอีนละก็ เจียงสวินอี้คงคิดว่าเขาติดยาไปแล้ว
อวิ๋นเซียจ้องหน้าเจียงม่อโหลวเขม็งราวกับ้าค้นหาบางอย่างบนร่างเขามิปาน เนิ่นนานกว่าจะหลุบตาเอ่ย “ไม่มีทาง”
เจียงม่อโหลวพลิกหลังมือปาดเืตรงมุมปากชักกระบี่ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ศิษย์ผู้หนึ่งซึ่งอยู่ข้าง ๆ ร้องอย่างใ “ศิษย์พี่เ้าสำนักท่าน...”
เจียงม่อโหลวโบกมือห้ามไม่ให้คนจุ้นจ้านก่อนเอ่ยเสียงเย็น
“เช่นนั้นก็ต้องฆ่าเ้าแล้ว!”
[1]คำสรรพนามเฉพาะคนศักดิ์สูงใช้เรียกแทนตัวเอง
[2]คือโรคเด็ก ม.2 หมายถึงวัยรุ่นที่คิดว่าตัวเองมีพลังพิเศษ โดยคำพูดและการกระทำจะเกินจริง