"ใต้เท้า โปรดวางใจ ภาษีคนโสดหนึ่งตำลึงเงินที่เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยค้างชำระเมื่อปีที่แล้ว หลานชายหลินอวี่จะเป็ผู้รับผิดชอบทั้งหมดเองขอรับ หากครบกำหนดสามวันแล้วยังไม่ชำระ ข้าน้อยจะมัดตัวเขาด้วยตัวเอง แล้วส่งตัวไปยังจวนหรงตู เพื่อใช้แรงงานสร้างถนนหลวงขอรับ"
ถนนหลวงที่จวนหรงตูสร้างนั้นต้องตัดผ่านูเาใหญ่ ผู้ที่ต้องบุกเบิกูเาเจาะหินล้วนแต่เป็ชายฉกรรจ์ คนอย่างหลินอวี่ที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบเิเ แต่หิวโหยจนน้ำหนักไม่ถึงหกสิบกิโลกรัม หากไปที่นั่นคงทำได้เพียงทิ้งร่างเป็ศพเฝ้าถนน
เ้าหน้าที่ทางการมองทะลุถึงความคิดที่้าฮุบสมบัติของหลินซีเฟิง จึงแค่นหัวเราะ "หลินอวี่เป็คนปัญญาอ่อน ในบ้านไม่มีแม้แต่ถังข้าวสาร แถมยังมีปากท้องที่ต้องเลี้ยงอีกสองปาก ภายในสามวันเขาจะหาเงินหนึ่งตำลึงเงินมาได้รึ?"
"ผู้นำหมู่บ้านหลิน เ้าทำเื่เช่นนี้ ไม่กลัวชาวบ้านจะนินทาลับหลังรึ?"
เมื่อได้ยินคำตำหนินี้ รอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้าของหลินซีเฟิงยิ่งเข้มข้นขึ้น เขาโบกมือปฏิเสธพัลวัน
"ข้าน้อยมิกล้าทำร้ายหลานชายหรอกขอรับ ใต้เท้าอาจยังไม่ทราบ บ้านเขายังมีนาผืนเล็ก ๆ อีกสองหมู่ ซึ่งสามารถขายให้ข้าน้อยได้... เราไปคุยกันระหว่างทางเถิดขอรับ"
หลินซีเฟิงยัดเงินเหรียญทองแดงค่าชาน้ำให้เ้าหน้าที่ทางการ แล้วทิ้งหญิงสาวสองคนที่ยืนกระวนกระวายอยู่หน้าประตูไว้เื้ัก่อนจะเดินออกไป หลินอวี่จึงเพิ่งเข้าใจว่า ที่แท้หลินซีเฟิงยักยอกเงินที่บิดาทิ้งไว้ให้ แถมยังฮุบผลผลิตในนาตลอดสามปี และตอนนี้ยังคิดจะยึดนาข้าวอีกสองหมู่ จึงจงใจส่งหญิงสาวสองคนที่ค้างชำระภาษีคนโสดมาที่บ้าน เพื่อหาเหตุผลอันชอบธรรมในการบังคับให้เขาชดใช้หนี้
เงินหนึ่งตำลึงเงินแลกกับภรรยาสองคน หากเป็ชาติก่อนคงเป็เื่ดีที่ไม่อาจแม้แต่จะฝันถึง เขามองคนนี้ที คนนั้นที ไม่ว่าจะเป็คนไหน หากนำมาเปรียบเทียบกับดาราสาวที่เต็มไปด้วยการปรุงแต่งในยุคเทคโนโลยีแล้ว ทั้งสองนางนี้ดูเป็ธรรมชาติและงดงามบริสุทธิ์ยิ่งกว่ามาก
บัดซบเอ๊ย! ดูเหมือนเขาจะเริ่มรักสังคมศักดินาอันชั่วร้ายนี้เสียแล้ว
ทว่าหญิงสาวสองคนที่อยู่ตรงข้ามกลับร้อนรนใจยิ่งนัก นาข้าวหนึ่งหมู่สามารถผลิตธัญพืชได้สามต้าน[1] ต่อปี หรือก็คือสามร้อยหกสิบจิน หลังจากเสียภาษีสองส่วนแล้วจะเหลือไม่ถึงสามร้อยจิน เมื่อสีเปลือกออกจะได้ข้าวสารหยาบประมาณสองร้อยจิน
หักค่าเมล็ดพันธุ์และความเสียหายจากภัยธรรมชาติ หนึ่งฤดูกาลต่อปีจะทำกำไรได้หกถึงเจ็ดร้อยเหวิน ตามราคาตลาด นาข้าวหนึ่งหมู่สามารถขายได้ห้าตำลึงเงิน ผู้นำหมู่บ้านหลินคิดจะใช้เงินหนึ่งตำลึงเงินแลกนาข้าวสิบตำลึงเงิน ช่างคำนวณผลประโยชน์ได้น่าเกลียดนัก เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยไม่ใช่คนโง่ เมื่อคำนวณบัญชีนี้เสร็จ สีหน้าของพวกนางก็เปลี่ยนไปทันที
หยางเวยเป็คนปากตรงกับใจ นางดึงแขนเสื้อของเฉินเจียวเหนียงแล้วถามว่า "พี่เจียวเหนียง พวกเรามาที่นี่ จะทำให้พี่หลินต้องลำบากด้วยหรือไม่เ้าคะ?"
เดิมทีนางตั้งใจจะหาคนมีฐานะเพื่อเป็อนุ เพื่อที่จะได้ช่วยนางชำระภาษีคนโสดที่ค้างอยู่ห้าร้อยเหวิน ขอเพียงมีข้าวให้กิน ไม่ทุบตีด่าทอ จะให้นางทำงานหนักเยี่ยงวัวควาย นางก็ยินดี
แต่เมื่อเห็นบ้านที่หลินอวี่อาศัยอยู่ แม้จะไม่ใช่กระท่อมมุงหญ้าเหมือนบ้านนาง แต่ภายในนอกจากเตาไฟและหม้อสนิมเขรอะแล้ว ก็มีเพียงมีดทำครัวทื่อ ๆ ไม่กี่เล่ม ในถังใบเก่าไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวสักเม็ด นางรู้สึกว่าครอบครัวที่ดีที่พี่สะใภ้บอกนั้นไม่ได้ดีเลย การที่นางมาที่นี่กลับยิ่งเป็การซ้ำเติมให้ลำบากขึ้นไปอีก
เฉินเจียวเหนียงชินชากับอุปสรรคในชีวิตมานานแล้ว แต่ต่อให้นางจะอดทนได้เพียงใด ในยามนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจยาว นางตบมือหยางเวยเบา ๆ แล้วจูงหยางเวยไปนั่งบนเตียงที่มีเพียงแผ่นไม้ จากนั้นจึงเดินไปยังเตาไฟและหยิบมีดทำครัวขึ้นมาเล่มหนึ่ง
"พี่เจียวเหนียง ท่านจะทำอะไรเ้าคะ? คิดจะฆ่าตัวตายหรือ?"
หยางเวยใจนะโตัวลอย ทำเอาหลินอวี่สะดุ้งโหยงไปด้วย หลินอวี่เอื้อมมือจะไปแย่งมีดในมือเฉินเจียวเหนียง แต่กลับเห็นอีกฝ่ายหยิบอ้อยบนพื้นขึ้นมาแล้วฟันฉับเดียวขาดเป็สองท่อน ท่อนที่ยังไม่ได้กัดส่งให้หยางเวย ส่วนท่อนที่มีรอยกัดส่งให้เขา
"ข้าเป็คนทำให้พวกเ้าลำบาก พวกเขาพูดถูกแล้ว ข้ามันตัวซวย ภาษีของข้าไม่ต้องให้ท่านพี่หลินชำระแทน อีกสามวันข้าจะพาเขาไปที่ว่าการอำเภอ เพื่อหย่าขาดกัน ถึงตอนนั้นเสี่ยวเวย เ้าก็ขายนาข้าวหนึ่งหมู่เพื่อชำระเงิน แล้วใช้ชีวิตกับท่านพี่หลินให้ดีเถิด"
เฉินเจียวเหนียงเหยียดหลังตรงและเงยหน้าขึ้น
หลินอวี่ถูกรูปร่างที่อวบอิ่มและใบหน้าที่สะสวยของนางทำให้ตาพร่ามัว จนในที่สุดก็นึกออกว่าเฉินเจียวเหนียงคือใคร ในการดูตัวสองครั้งก่อนหน้านี้ เฉินเจียวเหนียงก็เคยเข้าร่วม ด้วยรูปลักษณ์และทรวดทรงของนาง ทำให้ผู้ชายทั้งหมู่บ้านที่มาร่วมงานไม่อาจละสายตาได้เลย
คืนนั้นเตียงของหลายบ้านถึงกับสั่นจนพัง สุนัขบ้านผู้นำหมู่บ้านเห่าทั้งคืนจนเสียงแหบมาถึงตอนนี้ เพียงแต่ทุกคนต่างบอกว่านางดวงแข็งเกินไป ทำให้บิดามารดา พี่ชาย น้องชาย รวมถึงปู่ย่าตายายต้องประสบเคราะห์ร้าย จึงไม่มีใครกล้าแต่งงานด้วย
หลินอวี่ไม่รู้ว่าดวงของเฉินเจียวเหนียงจะแข็งเหมือนคำเล่าลือหรือไม่ แต่สาวงามขนาดนี้กลายมาเป็ภรรยาของเขา แล้วยังต้องหย่ากับเขาเพราะขาดเงินเนี่ยนะ? เขากำหมัดแน่นจนกระดูกดังกร๊อบ
"เจียวเหนียง ในสายตาคนอื่นเ้าอาจเป็ตัวซวย แต่ในสายตาข้า เ้าคือดาวนำโชค ต่อไปนี้เราจะร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน!"
คำพูดที่ชัดเจนและหนักแน่นของเขา ทำให้เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยถึงกับตกตะลึง คนปัญญาอ่อนจะพูดจาสละสลวยเช่นนี้ได้อย่างไร ท่าทางยังดูภูมิฐานยิ่งกว่าถงเซิงในหมู่บ้านเสียอีก? หรือว่า สามีของพวกนางไม่ใช่คนปัญญาอ่อน? หรือว่าผู้นำหมู่บ้านหลินพามาผิดบ้าน?
หลินอวี่เห็นสีหน้าสงสัยของหญิงสาวทั้งสอง จึงเอื้อมมือไปกุมมือน้อย ๆ ของพวกนางไว้ แล้วโยนมีดทำครัวทิ้งไปไกล ๆ
"เจียวเหนียง เสี่ยวเวย เป็อย่างที่พวกเ้าเห็น พวกเ้านำโชคลาภมาให้ข้า ข้าหายปัญญาอ่อนแล้ว"
ช่วยชีวิตนั้นง่าย แต่ช่วยใจนั้นยาก เขาไม่อยากให้ภรรยาของตนเองหดหู่ตลอดเวลา ดังนั้นการให้กำลังใจจึงเป็สิ่งจำเป็
หญิงสาวทั้งสองถูกกุมมืออย่างกะทันหัน จึงพยายามจะดึงมือออกตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อนึกได้ว่าพวกนางได้ลงนามในหนังสือสมรสและแต่งงานกับหลินอวี่แล้ว ต่อให้หลินอวี่จะอุ้มพวกนางขึ้นเตียงเพื่อร่วมหอในตอนนี้ ก็ถือเป็เื่ปกติธรรมดา ประกอบกับเห็นสามีที่มีหน้าตาหล่อเหลา ไม่เหมือนคนปัญญาอ่อนตามคำเล่าลือ แถมยังจะออกหน้าแทนพวกนาง
หยางเวยกำมือหลินอวี่แน่นด้วยความตื่นเต้น ใบหน้าแดงระเรื่อพร้อมกับเอ่ยว่า "พี่หลินใจดีที่สุดเลยเ้าค่ะ"
ส่วนเฉินเจียวเหนียงนั้น แม้ในใจจะเต้นรัว แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่น ไม่แสดงความยินดีออกมา และขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลินอวี่เห็นดังนั้นก็เข้าใจทันที "เจียวเหนียง เ้ากำลังกังวลว่าอีกสามวันข้างหน้า เราจะเอาอะไรไปชำระภาษีหนึ่งตำลึงเงินใช่หรือไม่?"
"อืม..." หากพิจารณาให้ละเอียด แม้เฉินเจียวเหนียงจะอายุยังไม่เต็มสิบเก้า แต่ก็แก่กว่าหลินอวี่ครึ่งปี ประกอบกับรูปร่างที่สูงโปร่งและอวบอิ่ม ทำให้ดูมีน้ำมีนวลกว่าหลินอวี่ที่สูงชะลูดและผอมบาง ให้ความรู้สึกเหมือนพี่สาวผู้สุขุมและช่างดูแล แต่ในสายตาของหลินอวี่ นางก็เป็เพียงเด็กสาวอายุสิบแปดปีคนหนึ่งเท่านั้น
หลินอวี่ส่งอ้อยครึ่งท่อนในมือให้แก่นาง เฉินเจียวเหนียงรีบโบกมือปฏิเสธ "ท่าน... ท่านพี่ ข้ากินข้าวมาแล้วเ้าค่ะ กินไปไม่น้อยเลย ข้าไม่หิว"
นางกินอาหารมื้อล่าสุดราวกับว่าเป็มื้อสุดท้ายในชีวิต แม้จะถูกปู่ย่าถลึงตาใส่หลายครั้ง แต่นางก็ยอมเพื่อให้ได้อิ่มก่อนตาย ใครจะรู้ว่าโชคชะตาเล่นตลก เมื่อมาถึงบ้านหลินอวี่ กลับถูกปฏิบัติราวกับเป็ดาวนำโชคและได้รับอาหาร
"เจียวเหนียง ข้าไม่ได้ให้เ้ากินอ้อย แต่ข้า้าบอกเ้าว่า ด้วยอ้อยนี้ ภายในสามวันเราไม่เพียงแต่จะหาเงินหนึ่งตำลึงเงินได้เท่านั้น แต่ต่อให้จะหาเพิ่มอีกหลายตำลึงเงินเพื่อให้ได้กินอิ่ม มีเนื้อกิน ก็ไม่ใช่เื่ยากเลย"
เมื่อได้ยินคำว่า 'เนื้อ' เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยก็เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว แม้จะถูกสั่งสอนตามกฎระเบียบมาั้แ่เด็กว่า อยู่บ้านเชื่อบิดา แต่งงานเชื่อสามี สามีตายเชื่อบุตรชาย พวกนางไม่ควรสงสัยคำพูดของหลินอวี่
แต่เพียงแค่อ้อยป่าที่เห็นได้ทั่วไปเช่นนี้ จะสามารถหาเงินได้หลายตำลึงเงินเชียวหรือ? อ้อยหวานที่ปลูกโดยเฉพาะ หนึ่งท่อนราคาเพียงสองเหวิน ใน่เทศกาลผู้คนถึงจะยอมซื้อสักสองท่อนมาลองชิมความหวาน
แต่ได้ยินมาว่าในเมืองมีผู้มีอันจะกินนำไปคั้นน้ำแล้วเคี่ยวเป็น้ำเชื่อมไว้ดื่ม ทว่าต่อให้ใช้หลายท่อนก็เคี่ยวน้ำเชื่อมที่ยืดเป็เส้นได้ไม่ถึงชาม และพวกนางก็ไม่มีเงินซื้ออ้อยหวานมาเคี่ยว อีกอย่าง น้ำเชื่อมที่เคี่ยวออกมาไม่สามารถขายให้ผู้มีอันจะกินได้ทันที หากมันแข็งตัวเป็น้ำตาลก้อนสีดำ ก็จะมีแต่ขาดทุน
หยางเวยยื่นปากน้อย ๆ แล้วกัดอ้อยคำโต "พี่หลิน ใครโกหกจะต้องกลืนเข็มหนึ่งพันเล่มนะเ้าคะ"
นางกลัวที่สุดคือยามที่สิ้นหวังแล้วเห็นแสงแห่งความหวังเพียงริบหรี่ แต่กลับถูกคนที่เชื่อใจทำลายมันลงกับมือ ความรู้สึกนั้น ทรมานยิ่งกว่าการถูกฆ่าให้ตายเสียอีก
หลินอวี่ไม่ปล่อยให้พวกนางต้องลุ้นจนใจร้อน เขาชี้ไปยังป่าอ้อยป่าที่หลังเขา
"พวกเ้าไปตัดอ้อยป่ากลับมาห้าสิบท่อน ไม่เกินครึ่งวัน จะรู้เองว่าเงินหามาได้อย่างไร หากข้าทำไม่ได้ อย่าว่าแต่กลืนเข็มหนึ่งพันเล่มเลย กลืนใบมีดหนึ่งพันชิ้นข้าก็ยอม"
[1] สามต้าน ซึ่ง 1 ต้านจะมีน้ำหนักประมาณ 60-70 กิโลกรัม