บุปผาราชัน

    06 เด็กรับใช้คนใหม่ของห้องเครื่องเขตทิศใต้


    6เด็กรับใช้คนใหม่ของห้องเครื่องเขตทิศใต้
    เด็กรับใช้ในครัวเขตทิศใต้คนใหม่กำลังวิ่งหัวหมุนวุ่นวาย กับภาระหน้าที่ต่างๆ ที่ได้เข้าทำงานเป็นวันแรก หลังจากได้รับการแนะนำแบบคร่าวๆ แล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างสนใจว่าใบหน้าของหญิงสาวนั้นไปโดนอะไรมามากกว่าที่จะสนใจว่านางชื่ออะไรเสียอีก ฟีออนไม่ใส่ใจเรื่องนั้น มันเป็นความเคยชินยิ่งกว่าอะไร ที่หญิงสาวจะต้องคอยตอบคำถามเหล่านี้ให้กับผู้คนที่ได้พบกันครั้งแรก
    “เด็กรับใช้น้ำผลไม้ของข้าหมดแล้ว”
    “เด็กรับใช้หยิบของหวานมาเพิ่มให้พวกเราด้วย"
    “รอรับเสด็จตั้งนานอาหารชืดหมดแล้ว ยกไปให้แม่ครัวอุ่นให้ใหม่ซิ”
    “หลังจากนางในพิเศษทานอาหารแล้ว เจ้าต้องเก็บจานเปล่าเข้ามาวางในอ่างล้างที่ครัวทันที แล้วห้ามแตะต้องทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะอาหาร ยกเว้นอาหารที่เจ้าได้รับในแต่ละมื้อเท่านั้น”
    ทั้งเหล่านางในพิเศษและแม่ครัวต่างก็ ‘สั่ง’ และ ‘สอน’ งานต่างๆ ให้กับฟีออนไม่ขาด ในโรงครัวทิศใต้นี้นอกจากจะเป็นสถานที่รับประทานอาหารของเหล่านางในพิเศษ ซึ่งสร้างห้องรับประทานอาหารแยกเพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่เดิมก็เป็นที่ทานอาหารของเหล่านางกำนัลทั้งหลายอีกด้วย เขตพระราชฐานทิศใต้เป็นเขตของเหล่าสตรีจึงมักเรียกเขตนี้ว่าวังหลัง
    ส่วนบรรดาทหารขุนนางข้าหลวงต่างๆ จะทานอาหารที่โรงครัวใหญ่ซึ่งอยู่ทิศตะวันตกของพระราชวัง อาณาเขตส่วนทิศเหนือคือที่ทำการต่างๆ ขององค์กษัตริย์กับเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายทหาร
    นอกเหนือจากพระราชาแล้ว มีเพียงราชินี เจ้าชาย เจ้าหญิง และพระสนมผู้ที่ให้การประสูติพระโอรสพระธิดาแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์พำนักอยู่ในเขตพระราชฐานฝั่งตะวันออก
    ฟ้ามืดแล้ว ตะเกียงไฟน้ำมันตามจุดต่างๆ ของทางเดินในอาณาเขตพระราชวังถูกจุดขึ้นเพื่อทดแทนแสงสว่างในยามกลางวัน เหล่านางในพิเศษหรือแม้แต่คนครัวต่างกลับเข้าสู่ที่พักของตัวเองกันอย่างเคร่งครัดเนื่องจากเหตุร้ายที่เกิดขึ้น แต่ฟีออนยังคงทำงานตามหน้าที่ของตัวเองต่อไป ซึ่งนี่คงจะเป็นอย่างสุดท้ายในวันนี้แล้ว
    เข่งขยะขนาดใหญ่สองเข่งคือสิ่งที่หญิงสาวกำลังลำเลียงไปจนถึงที่ทิ้งขยะ ฟีออนไม่สามารถหอบหิ้วมันไปได้ทีเดียวทั้งหมด นางจึงค่อยๆ เดินลากทีละอันไปในระยะหนึ่ง แล้วย้อนกลับมายกอีกอันไปเรื่อยๆ
    “รีบยกไปทิ้งหนึ่งเข่งแล้วค่อยกลับมาเอาอีกเข่งไม่ไวกว่าหรือ...เด็กรับใช้” เสียงของชายคนหนึ่งซึ่งฟีออนเริ่มจะคุ้นหูแล้วดังขึ้นหลังจากด้านหลังของหญิงสาว นางปล่อยมือจากเข่งขยะแล้วยืดตัวขึ้นมาหันหน้ากลับไปมองตามต้นเสียงทันที
    “ท่านคาอูล มาทำอะไรแถวนี้เจ้าคะ”
    “หืม... ขนาดคำพูดคำจาก็เปลี่ยนเป็นเด็กรับใช้ไปซะแล้ว”
    “ก็ตอนนี้ข้าเป็นเด็กรับใช้อยู่นี่เจ้าคะ”
    คาอูลอดขำไม่ได้เมื่อได้ยินคำตอบนั้น น้ำเสียงของหญิงสาวนั้นช่างดูเหน็ดเหนื่อยจนแทบเดาไม่ยากว่าอยากจะทิ้งงานนี้ไปเร็วๆ เหลือเกิน ต่างจากคนเมื่อคืนที่ยังทำอาการตื่นเต้นกับหน้าที่ใหม่อย่างเห็นได้ชัด
    “มา...ข้าช่วยเอง”
    “เอ๋ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของข้า เดี๋ยวตัวท่านจะเปื้อนขยะเอาได้นะเจ้าคะ มันเหม็นด้วยเจ้าค่ะ”
    “เถอะน่า” คาอูลแย่งเชือกลากเข่งขยะอันใหญ่มาจากหญิงสาวได้ในที่สุด ก่อนจะเดินนำไปหยุดอยู่ที่เข่งขยะอีกอัน “ถ้ายังไม่ตามมาข้าจะลากอันนี้เอาไปด้วยแล้วนะ”
    ฟีออนถอนใจเล็กน้อย มองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไปแล้วก็อดที่จะอมยิ้มออกมาไม่ได้ เมื่อนายทหารคนสนิทของฝ่าบาทเอาไปลากแล้วมันช่างดูเบาโหวงไม่มีท่าทีว่าจะหนักต่างจากหญิงสาวลิบลับ
    “แล้วท่านคาอูลมาทำอะไรแถวนี้คะ” คำพูดคำจาของหญิงสาวกลับมาเป็นดังเดิม เมื่อเห็นว่านายทหารหนุ่มยังปฏิบัติตัวกับตนเองเช่นเดิม ทั้งสองต่างดึงเชือกลากเข่งขยะเดินไปคุยกันไปในตัว
    “จำไม่ได้หรือว่าข้ามีหน้าที่ตามดูเจ้าอยู่ห่างๆ ด้วย หรือเอาไปจำเรื่องคนอื่นหมดจนไม่ได้จำเรื่องตัวเองฮึ...แม่คนความจำดี” คาอูลหันเหลียวมองรอบตัวก่อนจะลดเสียงให้เบาลงกว่าปกติ แม้จะมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ในละแวกนี้ตอนนี้ก็ตาม
    ฟีออนความจำดีมากจนน่าตกตะลึง สมดั่งคำอ้างของเจ้าตัวว่าได้อ่านอะไรแล้วก็มักจะไม่ลืมของนางที่ตอบฝ่าบาทไป เมื่อคืนนี้ฝ่าบาทได้นำข้อมูลต่างๆ ของนางในทุกคนให้ฟีออนอ่านและต้องจดจำ ไม่ให้นางพกถือไปอ่านข้างนอกเพราะอาจถูกสงสัยได้ ฟีออนอ่านออกเสียงอยู่อย่างละสองรอบเดินวนไปเวียนมาอยู่คนเดียวเพียงไม่นานแล้วก็คืนบันทึกข้อมูลให้ฝ่าบาทไป ฝ่าบาททรงทดสอบนางหนึ่งรอบ และน่าทึ่งเหลือเกินที่ฟีออนจดจำมันได้หมดแล้วจริงๆ
    “เอ่อ...จริงด้วยค่ะข้าลืมไป” หญิงสาวอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อตอบ นางไม่ได้ลืมหรอก แค่อยากถามอ้อมๆ ให้แน่ใจว่าเขาคนนี้อยู่ที่นี่เพื่อสิ่งนั้นจริงๆ
    “มืดค่ำป่านนี้แล้วด้วย คนร้ายก็ยังจับไม่ได้ หากเกิดอะไรไม่ดีกับเจ้าขึ้นมาแล้วข้าจะทำยังไงล่ะ”
    ฟีออนหยุดเดิน หันใบหน้าที่แสดงอาการแตกตื่นของตนเองไปยังคนข้างตัว เพราะชายหนุ่มตัวสูง นางจึงต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองใบหน้าของชายหนุ่มยามต้องแสงไฟให้ถนัดตา ศีรษะของหญิงสาวสูงเพียงปลายคางของชายหนุ่มเท่านั้น
    “ขะ ข้าหมายถึงว่า... หากข้าทำให้ว่าที่ร่างอักษรฯ ของฝ่าบาทเป็นอะไรไป ข้าเองก็คงหัวขาดเหมือนกันนั่นแหละ” คาอูลที่หยุดเดินตามรีบพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราวกับไม่เต็มเสียงปกติของตัวเองนัก ชายหนุ่มรีบหันหน้าหนีออกจากหญิงสาวทันที
    เพราะอะไรกันนะ ทั้งที่สภาพของทั้งคู่ไม่น่าจะอยู่ในสถานการณ์ทำนองว่า... คำพูดของเขาจะเป็นการจีบหญิงสาวได้เลยก็ตาม แต่ทำไมเขากลับรู้สึกว่าตัวเองได้สื่อความหมายในเชิงนั้นอย่างน่าประหลาด มิหนำซ้ำเมื่อถูกหญิงสาวที่ราวกับจับความนั้นได้ เขาถึงได้รู้สึกขัดเขินขึ้นมาเพียงนี้
    “ไม่ต้องห่วงข้าหรอกค่ะ ข้าว่าคนร้ายคงตกใจกลัวข้ามากกว่าที่จะทำให้ข้าตกใจนะ”
    “เจ้าไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อย ยังไงก็ตามทุกวันเวลาทิ้งขยะให้มารอข้าตรงที่เจอกันเมื่อครู่นี้เข้าใจมั้ย มืดแล้วเจ้าก็อย่าไปไหนมาไหนคนเดียวนะ ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าจะพูดอะไรแบบนี้ได้ วังหลวงเคยเป็นที่ ปลอดภัยที่สุดในความคิดของข้า ฝ่าบาทกับท่านแม่ทัพหลวงหัวเสียที่สุดเลยล่ะตอนนี้ที่ยังจับคนร้ายไม่ได้เสียที”
    “นินทาอะไรข้า...”
    เสียงๆ หนึ่งที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำเอาทั้งสองสะดุ้งสุดตัว หนึ่งในบุคคลที่ถูกพาดพึงถึงเมื่อครู่ปรากฏตัวออกมาจากเงาของต้นไม้ใหญ่ริมข้างทาง พร้อมกับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อีกสามนายซึ่งถูกสั่งให้กระจายตัวกันไปดูรอบๆ เพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ในบริเวณนี้ในทันที
    “ทรงไปทำอะไรในเงาไม้มืดๆ พ่ะย่ะค่ะ” ทั้งสองคนปล่อยเข่งขยะทำความเคารพ ก่อนที่คาอูลจะเอ่ยขึ้นอย่างตกอกตกใจ
    “หากไม่แอบรอดักฟังข้าจะได้ยินที่เจ้าแอบจีบร่างอักษรฯ ของข้ารึ”
    “กระ...กระหม่อมเปล่านะพ่ะย่ะค่ะ”
    ราวกับองค์ราชาไม่ได้ใส่ใจในคำแก้ตัวนั้น ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวซึ่งเป็นจุดประสงค์ที่ทำให้องค์กษัตริย์เสด็จมาถึงที่นี่ด้วยพระองค์เอง เจ้าเหนือหัวอยากจะฟังทุกอย่างจากปากจากคำของฟีออนเองโดยไม่อยากให้ตกหล่นสักคำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากการรายงานแบบส่งต่อ และฟีออนก็เอ่ยถวายรายงานขึ้นราวกับรู้ตัวอยู่แล้วในทันที
    “ในวันนี้เนื่องจากหม่อมฉันยังไม่คุ้นเคยกับงานใหม่ ทำให้ยังไม่สามารถเก็บข้อมูลอะไรได้มากนักเพคะ สิ่งที่ได้รู้ตอนนี้คือ...” จากนั้นก็เป็นการร่ายยาวว่านางในคนใดมักจะจับกลุ่มกับใครคนใด การแบ่งขั้วอำนาจเล็กๆ ภายในนางในด้วยกันเองด้วยระบบอาวุโสใครมาก่อนหลัง และอวดเบ่งกันบ้างไปตามลำดับความเป็นที่โปรดปราน ฟีออนชี้แจงคร่าวๆ ว่าภายในหนึ่งวันนี้นางในแต่ละกลุ่ม แยกย่อยเป็นบุคคลไปตามกรณีทำสิ่งใดเป็นหลักบ้าง แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างก็ยังอยู่ในขั้นปกติไม่มีสิ่งใดน่าสงสัยเป็นพิเศษ
    “แค่วันเดียวเจ้ารู้เยอะกว่าข้าที่อยู่มาเกือบสี่ปีซะอีก ฟีออน” คาอูลหันไปมองหญิงสาวอย่างอึ้งทึ่งอีกครั้ง
    “โดยธรรมชาติพวกผู้หญิงก็มักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่แล้ว ที่ข้าสามารถรู้ได้ขนาดนี้เพราะในวันนี้ทุกคนโดนจับรวมให้อยู่สถานที่เดียวกันหมด เจอกันตลอดและพูดคุยกันตลอดอยู่แล้วค่ะ”
    “ถึงเจ้าจะบอกว่าโดยรวมทุกคนก็ยังดูปกติ แต่มีใครที่เจ้าสงสัยเป็นพิเศษบ้างไหม” องค์แดริสถามขึ้นอีกครั้ง
    “มีเพคะฝ่าบาท และหม่อมฉันมีเรื่องจะทูลขออนุญาตเพคะ”
    “ว่ามาซิ”
    “หม่อมฉันมีเรื่องสงสัยบางอย่างที่อยากจะลองถามกับนางในโอลลีอีกครั้ง วันนี้ในขณะที่นำอาหารไปให้นางก็ทำเป็นหลับอยู่ตลอด ในฐานะเด็กรับใช้หม่อมฉันคงไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะทำให้นางเอ่ยปากเจรจาด้วยได้ จึงทูลขอให้ทรงอนุญาตใช้ชื่อฝ่าบาทในการเกริ่นถามเพคะ และหากเด็กรับใช้อย่างหม่อมฉันพูดไปเองก็คงไม่น่าเชื่อ ดังนั้นจึงขอยืมตัวท่านคาอูลในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ให้ไปด้วยกัน เป็นตัวแทนของฝ่าบาทด้วยจะได้ไหมเพคะ”
    “เจ้าจะถามนางเรื่องอะไร”
    “เสียงกรีดร้องเพคะ” พระพักตร์ขององค์ราชาแปรเปลี่ยนจากความเรียบเฉยเป็นแววชื่นชมในทันที
    “...เจ้าเองก็สงสัยสินะ ข้านึกอยู่แล้วว่าเจ้าต้องรู้ ไม่เสียแรงที่ไว้ใจให้เจ้าทำงานนี้ เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”
    ฟีออนเงยหน้ามองพระพักตร์ที่เหมือนจะอมยิ้มเล็กน้อยอย่างแปลกใจทีเดียว เคยได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงพระปรีชาไม่น้อยไปกว่าใคร และหญิงสาวก็ได้สัมผัสกับตัวเองแล้วในวันนี้
    “คาอูล...พรุ่งนี้เช้าเจ้าไปกับฟีออนด้วยตอนนางยกอาหารมื้อเช้าไป บอกไปว่าข้าส่งเจ้าไปถามไถ่อาการ”
    “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
    “ขอบพระทัยเพคะ”
    เมื่อชายหนุ่มรับคำและหญิงสาวเอ่ยปากขอบคุณจบ องค์เหนือหัวก็เอ่ยขึ้นสั้นๆ ว่า “กลับ” ก่อนที่ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อีกสามคนจะกลับมารวมตัวกันแล้วเดินกลับออกไป ฟีออนกับคาอูลยืนมองส่งเจ้าเหนือหัวไปจนลับสายตา ก่อนจะกลับมาจัดการกับเข่งขยะทำหน้าที่ของฟีออนต่อให้จบ และซักซ้อมแผนการบทพูดในวันพรุ่งนี้

    ฟ้ามืดมัวซัวค่อยๆ ถูกแสงสว่างไล่ไปจนกระจ่างใสเจิดจ้า เช้ารุ่งสางวันใหม่มาเยือนพร้อมกับเด็กรับใช้ในครัวเขตทิศใต้ที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเอง หลังจากไปช่วยคนครัวยกวัตถุดิบมาจากห้องเสบียง ทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบ และทานอาหารเช้าจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ฟีออนต้องยกข้าวต้มไปให้กับนางในโอลลี ซึ่งยังพักรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาล
    คาอูลยืนรออยู่ที่หน้าปากทางเข้าสถานพยาบาลตามนัดแล้ว แต่แทนที่จะรีบเดินให้ถึงไวๆ ฟีออนกลับเริ่มก้าวขาช้าลงเรื่อยๆ ราวกับอยากจะมองเขาให้นานยิ่งขึ้นก่อนจะเดินไปถึง...
    ยิ่งมองคาอูลแล้วหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกว่ามันประหาด หนุ่มหล่อแลดูอ่อนโยนสดใสอยู่เสมอผู้นั้นยิ่งมองก็ยิ่งไม่เห็นเค้ารางว่าจะเป็นขุนนางสายใช้กำลังได้เลย แม้จะอยู่ในวังหลังเพียงวันเดียว ฟีออนก็พอรับรู้ได้ถึงกระแสความชื่นชมของหญิงสาวในวังต่อนายทหารที่เป็นถึงท่านชายคนนี้ เหล่านางกำนัลพูดถึงกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์อยู่ไม่ขาด และชื่อของคาอูลก็ถูกพูดถึงมากที่สุด
    เขาคือท่านชายแห่งเวฮาเนสต์ หนึ่งในสองตระกูลที่มีอิทธิพลต่อบัลลังก์ของฝ่าบาทมากที่สุดนอกจากตระกูลเฟรนด์สเกล ผู้นำตระกูลเวฮาเนสต์ในรุ่นปัจจุบันคือท่านอำมาตย์หลวง ซึ่งเวฮาเนสต์เป็นตระกูลผู้นำในฝ่ายขุนนางบริหารเสมอมา คาอูลจึงเป็นท่านชายแห่งเวฮาเนสต์ที่เรียกได้ว่าหลุดออกนอกกรอบที่สุด ด้วยการเลือกเป็นขุนนางฝ่ายทหารเลยทีเดียว
    รู้ตัวอีกทีฟีออนก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคาอูลแล้ว หญิงสาวค้อมศีรษะลง ย่อตัวทำความเคารพแบบเรียบง่ายโดยไม่ได้ทักทายพูดคุยอะไรกัน
    ภายในสถานพยาบาลเงียบสงบและเย็นสบาย ทั้งสองมาถึงในตอนที่หมอหญิงกำลังทำความสะอาดแผลในรอบเช้าให้กับนางในผู้บาดเจ็บพอดี แต่แล้วโอลลีกลับมีท่าทีตื่นตระหนกลนลานผิดปกติเมื่อคาอูลเข้าไปทัก และปฏิกิริยาอาการเหล่านั้นก็มิได้หลุดรอดจากสายตาของเด็กรับใช้ในครัวไป
    “ฝ่าบาททรงให้ข้าเป็นตัวแทน เพื่อมาถามไถ่ว่าอาการของท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ”
    แม้จะเป็นใครมาจากไหน แต่เมื่อขึ้นชื่อว่านางในพิเศษแล้ว ถึงยังไม่ใช่พระสนมแต่อย่างไรก็คือหญิงสาวขององค์กษัตริย์ ผู้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าในอนาคตอาจได้ขึ้นเป็นพระแม่เมืองก็อาจเป็นได้ ดังนั้นคำพูดคำจาต่อพวกนางทั้งหลายจึงต้องใช้อย่างสุภาพระมัดระวัง
    “ก็ดีขึ้นตามลำดับค่ะ ท่านหมอหลวงบอกว่าอีกสองวันข้าคงกลับไปยังที่พักตามปกติได้ แค่ต้องมาล้างแผลทุกวัน” เสียงนั้นตอบอย่างอู้อี้แผ่วเบา คงจะใช้เวลาอีกสักระยะเลยทีเดียวที่หญิงสาวจะกลับมาพูดได้ชัดเจนเป็นปกติได้
    “ขอรับ ข้าจะทูลฝ่าบาทตามนั้น”
    “ฝ่าบาททรงมีพระเมตตากับท่านจริงๆ นะคะ คงโปรดท่านอยู่ไม่น้อยทีเดียว” หมอหญิงวัยกลางคนที่ทำแผลเอ่ยขึ้นกับหญิงสาวผู้ป่วยอย่างให้กำลังใจ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ หากนางไม่ได้นอนหลับหรือนั่งเหม่อก็จะเอาแต่ถามว่าบาดแผลบนใบหน้าของนางจะหายเมื่อไร จะหายดีไหม จะมีรอยแผลเป็นหลงเหลือหรือเปล่า สำหรับนางในแล้วใบหน้าคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด บรรดาเหล่าหมอหญิงทั้งหลายแทบไม่แปลกใจกับอาการนั้น แล้วพากันช่วยหาคำพูดต่างๆ นานาปลอบใจเสียมากกว่า
    “ในวันนี้ฝ่าบาทก็ทรงมีคำสั่งให้กองทหารไปกำจัดหญ้ารกชัฏแถบหนองน้ำที่เกิดเหตุ ตามหารังตัวคูโมแล้วกำจัดมันเสียจะได้ไม่แพร่พันธุ์และเป็นอันตรายกับใครอีก”
    “ดีเหลือเกินค่ะ แบบนี้จะได้รู้สึกปลอดภัยวางใจขึ้น ในวังไม่เคยมีเจ้าตัวพวกนี้มาก่อน ไม่รู้แพร่พันธุ์มาจากไหนกัน” หมอหญิงคนเดิมเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดีในขณะที่ทำแผลให้โอลลีเสร็จ
    “ท่านโอลลีต้องการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ ข้าเป็นเด็กรับใช้ในครัวคนใหม่ หากมีอะไรที่ต้องการก็เรียกหาข้าได้นะเจ้าคะ เราได้พบกันแล้วเมื่อวันก่อนไม่ทราบว่ายังจดจำข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”
    “เมื่อวานเจ้ายกอาหารมาให้ข้าสินะ”
    “เจ้าค่ะ แต่ท่านพักผ่อนอยู่ตลอดข้าจึงไม่กล้าปลุกท่าน”
    “ข้าอยากได้ของใช้หลายอย่างกับหนังสือที่ห้องของข้า เจ้าไปเอามาให้ข้าที มันเยอะเจ้าจะจำได้ไหม หรือเจ้าอ่านหนังสือออกรึเปล่าเผื่อข้าจะจดให้แทน” โอลลีเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปข้างตัว นางหยิบถุงผ้าสีสันสวยงามซึ่งมีวางอยู่สองสามถุงออกมาเปิด แล้วหยิบกุญแจออกมาให้
    “พออ่านได้เจ้าค่ะ”
    คาอูลแทบต้องกลั้นขำกับคำว่าพออ่านได้ของสาวรับใช้ สองครั้งแล้วที่เขาเคยได้ไปบ้านของฟีออน บ้านของนางแทบทุกฝาผนังล้วนเป็นตู้หนังสือ นายทหารหนุ่มนึกภาพไม่ออกทีเดียวว่านางอ่านมามากขนาดไหน แต่มันคงมากพอจะท่วมกองทับหัวแม่คนถ่อมตัวได้เลยทีเดียว
    “เสียดายที่ท่านโอลลีไม่เห็นหน้าคนร้ายนะคะ อย่างน้อยถ้ารู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะได้ตามตัวคนร้ายง่ายขึ้น ได้ข่าวว่าทหารวุ่นวายกันใหญ่เพราะยังจับคนร้ายไม่ได้เสียที ใช่ไหมคะท่านทหารมหาดเล็กฯ” หมอหญิงเอ่ยขึ้นแล้วหันมาถามคาอูลต่อ
    “ใช่ ฝ่าบาทเองก็ทรงเป็นกังวลเรื่องนี้มาก”
    “จะว่าไปแล้วท่านบอกว่าท่านถูกผลักใช่ไหมคะ สัมผัสด้านหลังตอนถูกผลักน่าจะพอทำให้รู้ได้นะ อย่างเช่นว่าขนาดมือนั้นใหญ่แค่ไหน อย่างน้อยถ้ารู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือชายจะได้ตามหากันง่ายขึ้น”
    “เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้หรอกเจ้าค่ะ พิษของตัวคูโมออกฤทธิ์รวดเร็วมาก ตาจะเบลอขึ้นมา หูจะอื้อ หายใจติดขัด คนที่โดนตัวคูโมกัดจะมีสติอยู่ได้เพียงจากนั้นสั้นๆ อย่าว่าแต่จะรู้ตัวเลยว่ามีอะไรอยู่รอบข้าง แค่จะยืนให้อยู่หรือขยับปากพูดยังแทบทำไม่ได้เลย ข้าเองก็เคยโดนกัดเจ้าค่ะ”
    “จริงหรือ ฟังดูน่ากลัวมากเลยนะ” คาอูลเอ่ยขึ้น และนางในกับหมอหญิงก็หันมาสนใจเด็กรับใช้กันเลยทีเดียว
    “ตามนั้นแหละค่ะ โชคดีเหลือเกินที่ไม่ล้มไปโดนอะไรแหลมๆ อีก หรือไม่มีตัวอื่นมากัดต่อ หากโดนหลายตัวก็ถึงแก่ชีวิตได้เลยค่ะ ข้าขอตัวไปทำงานอื่นต่อนะคะ” หมอหญิงพูดจบก็โค้งลาคาอูลและนางในโอลลีก่อนจะเดินออกไป
    “อย่างที่เด็กรับใช้กล่าวมา หากถูกกัดแล้วอย่าว่าแต่จะยืนเลย พูดออกเสียงยังแทบไม่ได้ แต่ได้ยินมาว่าตอนเกิดเหตุมีเสียงกรีดร้องดังไปทั่วบริเวณ ท่านโอลลีคงจะมีร่างกายแข็งแรงมากนะขอรับถึงได้ร้องเสียงดังขนาดนั้นได้ พอจำได้ไหมว่าท่านกรีดร้องตอนเจอคนร้าย หรือตอนถูกตัวคูโมกัด ฟังจากเรื่องเล่าเมื่อวานแล้ว นึกไม่ออกเลยว่าท่านเอาเวลาไหนมากรีดร้องได้ถึงขนาดนั้น”
    หญิงสาวหยุดชะงักมือที่กำลังจะเอื้อมไปจับชามข้าวต้มที่ถูกจัดวางไว้ และหันมาถลึงตามองนายทหารหนุ่มอย่างแตกตื่นทันที การซักซ้อมคำพูดที่เตรียมกันไว้เมื่อคืน คาอูลฟังเรื่องราวของฟีออนแล้วก็นึกภาพตามได้อย่างชัดเจนทีเดียว ตัวเขาเองก็ได้อยู่ฟังการสอบถามอาการหลังจากฟื้นคืนสติครั้งแรกของโอลลีด้วยในตอนนั้น คนส่วนมากไม่เอะใจเพราะตัวคูโมไม่ใช่สัตว์ที่เคยมีมาในอาณาจักรนี้ โดยส่วนมากจึงไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับแมลงชนิดนี้ แต่ดูเหมือนจะมีเพียงคนสองคนที่นึกถึงสิ่งผิดปกตินี้ได้
    และการที่จะนึกได้ว่าคำให้การนั้นมีความผิดปกติ นอกจากจะต้องมีความช่างสังเกตแล้ว คนผู้นั้นยังจะต้องมีความรู้ทางด้านการแพทย์และความเชี่ยวชาญด้านแมลงพวกนี้ไม่น้อย คาอูลไม่แปลกใจหากฝ่าบาทจะทรงนึกขึ้นได้ เพราะหลังจากนั้นก็ทรงให้หมอหลวงเข้าเฝ้าเพียงลำพังคงเพื่อถามถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ไม่ควรเปิดเผยต่อคนอื่นให้ชัดเจนมากขึ้น
    แต่กับหญิงสาวผู้นี้นี่สิ นางเป็นใครกันแน่ เติบโตมาแบบไหน ได้ผ่านพบเจอเรื่องราวอะไรมาแล้วบ้าง ถึงได้รู้เท่านั้นขนาดนี้
    ยิ่งได้รู้จัก...เขาก็ยิ่งรู้สึกทึ่งกับหญิงสาวผู้มีใบหน้าแปลกพิเศษต่างจากคนอื่นนี้เหลือเกิน
    “ท่านไม่เห็นคนร้ายจริงหรือขอรับ ไม่เห็น...หรือพูดไม่ได้กันแน่”
    หญิงสาวเริ่มหน้าซีดเผือด เริ่มหลุดท่าที่ตื่นตระหนกออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนิ่งเอาความเงียบขึ้นสู้ได้นานครู่หนึ่งแล้ว คาอูลก็ถามขึ้นเพื่อกดดันต่อ
    “อีกไม่นานคงจะมีใครสักคนระลึกถึงความผิดปกตินี้ได้ ทางที่ดีท่านควรรีบทูลความจริงต่อฝ่าบาทนะขอรับ”
    เมื่อยังถูกเมินเฉยหันหน้าหนีชายหนุ่มก็พูดต่อไปอีก
    “ข้าไม่รู้ว่าท่านตั้งใจไปทำอะไรที่นั่น อะไรที่ทำให้ท่านหวาดกลัวถึงขั้นกรีดร้องแบบนั้นได้...ก็คงน่ากลัวมากพอที่จะทำให้ท่านเอ่ยออกมาไม่ได้เช่นกันสินะ แต่ฝ่าบาททรงพระปรีชามาก ข้าเชื่อว่าฝ่าบาทเองก็ทรงทราบเรื่องนี้ แต่ไม่ซักถามให้ท่านจนมุมต่อหน้าทุกคนเพราะยังให้โอกาสท่านอยู่ ไม่อย่างนั้นท่านคงมีความผิดโทษฐานให้การเท็จไปแล้ว บอกความจริงมาเถิดขอรับ ท่านเองก็น่าจะทราบดีว่าฝ่าบาททรงมีพระเมตตาเพียงใด หากเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ที่ต้องให้ความเท็จ ข้าเชื่อว่าจะทรงประทานอภัยให้ท่านอย่างแน่นอ...”
    “นี่เจ้า!” นางในพิเศษโอลลีหันไปตวาดเด็กรับใช้อย่างฟีออนแบบไม่มีที่มา “ข้าวต้มนี่มันอะไร เค็มขนาดนี้เอาเกลือมาต้มให้ข้ากินรึไง ไปเอามาใหม่เดี๋ยวนี้!” ไม่พูดเปล่า หญิงสาวยังยกถ้วยข้าวต้มอุ่นๆ ทั้งถ้วยซึ่งบอกว่าเค็มทั้งที่ยังไม่ได้ตักเข้าปากสักคำนั้น โยนใส่ร่างของฟีออนที่ไม่ทันตั้งรับเข้าไปเต็มๆ ถ้วยร่วงลงสู่พื้นแตกกระจาย พร้อมกับอาการแสบร้อนเล็กน้อยตามร่างกายของหญิงสาวที่โดนข้าวต้มอุ่นๆ สาดใส่
    “ท่านทำเกินไปแล้วนะ!” คาอูลตวาดขึ้นเสียงอย่างอดไม่ได้เช่นกัน “จะให้ข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทแบบนี้ใช่ไหม”
    “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” ฟีออนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่สองเสียงกำลังจะปะทะกัน
    “จะไม่เป็นไรได้ยังไง ต่อหน้าข้า...ต่อหน้าตัวแทนพระองค์ นางกล้าทำถึงขนาดนี้ได้ยังไง”
    “ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ นายท่านได้โปรดอย่าบอกฝ่าบาทเรื่องนี้เลยนะเจ้าคะ ท่านโอลลีน่าสงสารมากเลยนะเจ้าคะ นางคงจะเจ็บปวดมากที่ใบหน้ามีบาดแผลจนไม่อยากนึกถึงเรื่องนั้นอีก หญิงงามคนใดต่างก็หวงแหนใบหน้าของตนเองทั้งนั้น ได้โปรดอย่าบอกฝ่าบาทเลยนะเจ้าคะ ท่านโอลลีคงจะแค่หงุดหงิด ข้าเข้าใจดีไม่เป็นไรจริงๆ เจ้าค่ะ” เด็กรับใช้คุกเข่าลงต่อหน้านายทหารหนุ่มพร้อมเอ่ยขอร้องอ้อนวอน
    คาอูลกับโอลลีได้ฟังแล้วพูดไม่ออก แม้จะด้วยนัยยะที่ต่างกันก็ตาม
    “ลุกขึ้นมา” คาอูลสั่งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เมื่อฟีออนยังนิ่งเฉยชายหนุ่มจึงฉุดกระชากแขนให้หญิงสาวลุกขึ้นมาด้วยตัวเอง “บอกให้ลุกขึ้น!”
    เด็กรับใช้ลุกขึ้นตามแรงดึงของนายทหารหนุ่มแต่โดยดี ฟีออนสังเกตมองรอบตัว มีสายตาโผล่ออกมาจากขอบประตูเพื่อชะเง้อดูเรื่องราว แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเกี่ยวอะไร หรือไม่ก็คงเพราะโดยปกตินางในพิเศษก็มักจะอาละวาดแบบนี้อยู่แล้ว
    “ก็ได้...เห็นแก่หน้าเด็กรับใช้ที่แสนซื่อสัตย์ต่อเจ้านายอย่างพวกท่านหรอกนะ ข้าจะทำเป็นไม่เห็นสักครั้ง”
    “แผลนั่น” โอลลีเหลียวมองแผลใหญ่เต็มสองแก้มของฟีออนโดยไม่สนใจคำพูดของคาอูลแม้แต่น้อย “เจ้าอยู่ได้ยังไงด้วยใบหน้าอัปลักษณ์นั่น”
    “ในตอนแรกข้าก็เสียใจเจ้าค่ะ แต่ท่านพ่อของข้าก็ปลอบเสมอว่า สิ่งที่มีคุณค่าที่แท้จริงของคนเราไม่ใช่เพียงแค่รูปลักษณ์ รูปลักษณ์เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนมีการเปลี่ยนแปลงมีแก่มีเหี่ยวย่นไปตามวันเวลาได้ ชีวิตยังมีสิ่งสำคัญกว่านั้นอีกมากมายให้นึกถึง”
    “คำปลอบใจตัวเองของพวกอัปลักษณ์”
    “ก็อาจจะจริงเจ้าค่ะ”
    “เจ้าชื่ออะไรนะ”
    “ฟีออนเจ้าค่ะ”
    “ฟีออน... หญ้าฟีออนหรือ ขนาดแค่ชื่อยังต่ำต้อยเรี่ยดินเลย พ่อแม่ของเจ้าคิดยังไงกันถึงได้ตั้งชื่อให้ลูกได้น่าสงสารเช่นนี้นะ”
    “ฟีออน...เป็นชื่อเดียวกับดอกฟีออน เป็นดอกหญ้าวัชพืชธรรมดาๆ ที่ไม่มีความงดงามอะไร มันเกิดได้ทุกที่ที่มีพื้นดินพื้นหญ้า แต่ไม่ว่าจะถูกถอนออกกี่ครั้ง มันก็งอกออกมาใหม่ได้ตราบใดที่รากฐานชีวิตของมันยังอยู่ที่นั่น ข้ารักในชื่อของตัวเองเจ้าค่ะ รู้สึกภูมิใจเสมอที่เกิดมามีชื่อแบบนี้ เพราะไม่ว่าจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นแค่ไหน ชื่อๆ นี้ก็จะคอยให้กำลังใจทำให้ก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ทุกครั้ง”
    ฟีออนยืนตัวตรงก้มใบหน้าลงเล็กน้อยพร้อมกับอมยิ้มที่มุมปาก ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้จะทำให้หญิงสาวนึกถึงท่านพ่อผู้เป็นที่รักอยู่เสมอ ท่านมักจะบอกกับนางด้วยถ้อยคำเหล่านี้เมื่อพบเจอเรื่องไม่ดีในชีวิต
    คาอูลจ้องมองหญิงสาวในคราบเด็กรับใช้อย่างบอกความรู้สึกไม่ถูก ทุกครั้งที่ได้พบ ยิ่งรู้จักนางมากขึ้น คำพูดแทบทุกคำของนางนั้นช่าง...... เขาเริ่มสรรหาคำมาบรรยายความรู้สึกตอนนี้ไม่ถูกอีกแล้ว
    “เจ้าพอใจกับชีวิตแค่นี้แล้วหรือ เป็นแค่เด็กรับใช้ในครัว เป็นแบบนี้เจ้าก็คงไม่มีชายใดมารัก ไม่ได้แต่งงาน”
    “ข้าเองก็ไม่คิดจะแต่งงานกับชายใดที่รักหลงใหลข้าเพียงเพราะรูปลักษณ์เช่นกันเจ้าค่ะ”
    หากเป็นคนอื่นได้ฟังคงจะหัวเราะฟันแทบหัก ถ้อยคำเหล่านี้คงไม่แปลกหากออกมาจากปากสาวงามทั้งหลาย หาใช่จากหญิงสาวอัปลักษณ์ผู้นี้ แต่คาอูลรู้ดี...ว่านี่คือสิ่งที่เอ่ยออกมาจากความตั้งใจจริงของฟีออน
    “ชีวิตเจ้ากับข้าไม่เหมือนกัน เจ้าไม่ได้อยู่ในจุดที่มีความหวัง หรือมีสิ่งสำคัญอะไรให้ต้องเสียไปนี่ คงไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกข้าได้หรอก อย่ามาพูดทำเป็นว่าเข้าใจข้าเลย”
    “ต่อไปข้าจะระวังคำพูดเจ้าค่ะ ข้าจะเก็บถ้วยไปแล้วยกข้าวต้มมาให้ใหม่นะเจ้าคะ”
    “บอกโรงครัวไปว่าข้าทำตกแตก ไม่อย่างนั้นเจ้าจะถูกลงโทษ”
    “เจ้าค่ะ” ฟีออนถือถาดนั่งลงเก็บเศษซากถ้วยกระเบื้องสีขาวขึ้นมา ก่อนจะโค้งลาออกไปในทันที
    “ฝ่าบาทให้โอกาสท่านแล้ว รีบคว้าโอกาสก่อนที่พระองค์จะเปลี่ยนพระทัยให้ผู้รับผิดชอบเรื่องนี้มาสอบปากคำท่านด้วยตัวเองเถอะ”
    คาอูลทิ้งท้ายไว้อย่างไม่พอใจนัก ก่อนจะหันหลังกลับเดินออกจากสถานพยาบาลไปเช่นกัน
    “เป็นอะไรรึเปล่า” คาอูลถามขึ้นในทันทีเมื่อตามสาวรับใช้ได้ทัน ส่วนหนึ่งเพราะฟีออนยังเดินอ้อยอิ่งช้าๆ รออยู่ที่หน้าสถานพยาบาล
    “ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ ข้าวต้มแค่อุ่นๆ ไม่ได้ร้อนอะไร ถ้วยกระเบื้องที่แตกก็ไม่ได้บาดเท้าหรือขาด้วยค่ะไม่ต้องห่วง”
    “เจ้าทำให้ข้าทึ่ง”
    “เรื่องอะไรคะ”
    “ทุกเรื่องนั่นแหละ” คาอูลหมายความตามที่พูด เขารู้สึกทึ่งกับหญิงสาวจนแทบพูดไม่ออกแล้วจริงๆ “ว่าแต่เจ้าไปโดนตัวคูโมกัดที่ไหนเมื่อไหร่เนี่ย ฟังดูน่ากลัวมากเลยนะ อาการมันร้ายแรงขนาดนั้นเชียว”
    “ข้าไม่เคยโดนกัดหรอกค่ะ ก็แค่พูดขู่นางไปอย่างนั้นเพื่อเปิดทางให้ท่านเท่านั้นแหละ”
    เท่านั้นเอง...คาอูลถึงกับหยุดชะงัก
    “เจ้าชักจะเริ่มทำให้ข้ากลัวเจ้าด้วยแล้วนะ”
    หญิงสาวได้แต่หัวเราะชอบใจ
    “ข้าไม่พูดโกหกกับคนที่ไม่พูดโกหกกับข้าหรอกค่ะ”
    “...ข้าคงไม่กล้าโกหกเจ้าแล้วล่ะ เพราะถ้าโดนเจ้าโกหกคืนข้าคงไม่มีวันรู้ความจริงแน่ๆ”
    ฟีออนหัวเราะเมื่อได้ฟัง คาอูลได้เพียงส่ายหน้าก่อนที่ทั้งสองคนเริ่มออกเดินอีกครั้ง
    “ฟีออน...ถึงเมื่อกี้จะพูดแบบนั้นออกมาก็เถอะ แต่แท้จริงแล้วเจ้าเคยคิดอยากมีคนรัก อยากแต่งงานบ้างหรือเปล่า”
    “ไม่รู้สิคะ อืม...คงเพราะมันเป็นเรื่องไกลตัวข้ามากก็เลยไม่ได้สนใจ แต่ก็ไม่แน่นะคะ สักวันหนึ่งถ้ามีคนมาบอกว่ารักข้าทั้งที่หน้าข้าเป็นแบบนี้ได้ ข้าอาจจะลองคิดดู แต่ก็คงจะไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ” หญิงสาวพูดแล้วอมยิ้มขึ้นมา “ตอนนี้ข้าอยากทำตัวเองให้มีประโยชน์เท่าที่จะทำได้มากกว่าค่ะ”
    “ก็ไม่แน่หรอกนะ” ชายหนุ่มข้างตัวหญิงสาวพูดขึ้นลอยๆ ราวกับจะพูดกับตัวเองเสียมากกว่า แต่ฟีออนเลิกคิ้วข้างหนึ่งหันไปมองชายหนุ่มก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
    “ท่านคาอูลนี่ใจดีกับผู้หญิงจริงน้า แม้แต่กับคนอย่างข้าเนี่ย ไม่ต้องปลอบใจข้าหรอกค่ะ ข้ารู้ตัวเองดีอยู่แล้ว”
    “เปล่า...ก็แค่...” ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาหัวอย่างรู้สึกเขินขึ้นมาอย่างแปลกแปร่งอีกแล้ว นึกประหลาดใจจนบอกไม่ถูกที่อยู่ๆ ก็รู้สึกอะไรแบบนี้
    “คือ...แบบว่าถ้าเจ้าได้เริ่มทำงานที่แท้จริงของตัวเอง เป็นร่างอักษรที่เป็นสตรีคนแรกเมื่อไหร่ เชื่อได้เลยว่าเจ้าต้องเนื้อหอมสุดๆ แน่ มิหนำซ้ำเจ้าเป็นบุตรสาวของท่านอาจารย์ฟาอินเชียวนะ ได้ยินมาว่าท่านพ่อของเจ้าเป็นพระอาจารย์เพียงคนเดียวของฝ่าบาทสมัยที่ยังทรงเป็นเจ้าชาย ถ้าถึงตอนนั้นล่ะก็บรรดาพวกขุนนางสายบริหารทั้งหลายคงพาพวกลูกชายมาให้เจ้าดูตัวไม่เว้นวันเชียวล่ะ”
    “ฮะฮะฮะ จริงเหรอคะ ฟังดูพาฝันเชียวค่ะ ถ้าอย่างนั้นท่านคงต้องภาวนาแล้วล่ะ ขออย่าให้ท่านพ่อของท่านบังคับได้อีกเป็นรอบที่สองเลยก็แล้วกันนะคะ”
    “เจ้านี่นะ...ยังกัดข้าคืนได้อีก” คาอูลยกมือเขกหัวหญิงสาวเบาๆ ที่หัวเราะเยาะเขา ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ประเด็นเรื่องราวที่จริงจังขึ้น
    “เห็นบาดแผลของนางแล้วใช่ไหม ข้าเองก็คิดว่ามันน่าจะเป็นแผลจากของมีคมแบบฉับเดียวจริงๆ นั่นแหละ”
    สองเรื่องที่ฟีออนบอกคาอูลว่าสงสัยเมื่อคืน คือเรื่องบาดแผลและเรื่องของเสียงกรีดร้อง ในวันที่ทุกคนได้ฟังคำให้การของโอลลีนั้น ไม่มีใครได้เห็นบาดแผลของนาง ฟีออนจึงอยากเห็นเองกับตาเพื่อยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้น
    “ค่ะ เป็นอย่างที่ท่านหมอหลวงว่า แผลนั่นเกิดจากฝีมือของใครสักคนไม่ใช่อุบัติเหตุแน่ ดูท่าข้าคงต้องฝังตัวอยู่ในโรงครัวทิศใต้อีกหลายวันจริงๆ แล้วล่ะค่ะ ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องนั้นแล้ว ตัวคูโมไม่ใช่สัตว์พื้นเมืองทั่วไปของอาณาจักรเรา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ ที่มันมาอยู่ที่นี่ ใครก็ตามที่นำมันเข้ามาปล่อย ไม่ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ แต่นั่นคงไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อันดีต่อฝ่าบาทอย่างแน่นอน”



    นิยายแนะนำ

    So cute รักนะเจ้าชายที่รัก

    So cute รักนะเจ้าชายที่รัก

    นิยาย Y (Yaoi)
    1K 1
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอใช้ชีวิตที่ 2 ให้เต็มที่เลยก็แล้วกันนะ

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอใช้ชีวิตที่ 2 ให้เต็มที่เลยก็แล้วกันนะ

    นิยาย แฟนตาซี
    448 5
    กระบี่สะบั้นบัลลังก์มาร

    กระบี่สะบั้นบัลลังก์มาร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    4K 40
    เกิดใหม่รอบนี้ผมก็ต้องมาเป็นผู้กล้าท้องแก่จนได้สินะ

    เกิดใหม่รอบนี้ผมก็ต้องมาเป็นผู้กล้าท้องแก่จนได้สินะ

    นิยาย แฟนตาซี
    2K 15
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    สามีเอยท่านจงค่อยๆร้ายเถิด

    สามีเอยท่านจงค่อยๆร้ายเถิด

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    1K 2
    ได้เป็นเนโครแมนเซอร์ทั้งทีแต่เป็นกาชาเนี้ยนะ

    ได้เป็นเนโครแมนเซอร์ทั้งทีแต่เป็นกาชาเนี้ยนะ

    นิยาย แฟนตาซี
    373 2
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ดอกซ่อนกลิ่น

    ดอกซ่อนกลิ่น

    นิยาย สืบสวนสอบสวน-ระทึกขวัญ
    1K 1
    หวนคืนอีกคราผูกวาสนาโฉมงาม

    หวนคืนอีกคราผูกวาสนาโฉมงาม

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3K 60