ตอนที่ 15 แยกครอบครัว! (1)
หลินจิงซูยังไม่ทันหายจากอาการใ เธอก็ได้ยิงเสียงย่าอู๋ตวาดสวนขึ้นทันที
“นังแพศยา! แก…แกกล้าดียังไงถึงได้ต่อล้อต่อเถียงกับฉัน! สัมมาคาราวะของแกมันหายไปไหนหมดแล้ว!”
ย่าอู๋แหกปากร้องะโดังลั่นและด่าต่อว่า
“แกกินนอนอยู่ใต้ชายคาตระกูลหลินของฉัน ตอนนี้กลับเหิมเกริมเถียงคำไม่ตกฟากอีก! มันชักจะมากเกินไปแล้วนะนังนี่!”
หลินชิงอี้ที่อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วจากการที่อู๋ซิ่วเหลียนถูกตำรวจกุมตัวไป ตอนนี้ติงเสวี่ยเหม่ยยังไร้สัมมาคารวะกล้าต่อปากต่อคำกับแม่ของเขาอีก จึงไม่แปลกที่ระดับความโกรธของเขาจะพุ่งสูงขึ้นหลายเท่า
“อาเหม่ย รู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรกับแม่? ถ้าไม่ใช่เพราะจิงซู ซิ่วเหลียนคงไม่ต้องถูกพาตัวไปที่สถานีตำรวจ เหตุการณ์ออกมาเป็แบบนี้ ก็ถูกแล้วที่แม่ผมจะทนไม่ไหวและดุด่าสั่งสอนมัน แต่ทำไมเธอยังจะไปเข้าข้างมันอีก!”
“โชคดีแค่ไหนแล้วที่ซิ่วเหลียนแค่ถูกคุมตัวไปให้ปากคำ อีกสักพักตำรวจคงปล่อยตัวกลับมา ทันทีที่ซิ่วเหลียนกลับมาถึงบ้าน เธอกับลูกจะต้องไปขอโทษซิ่วเหลียนเพื่อสำนึกในความผิดที่ก่อขึ้น! ชาติก่อนฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้นะ ชาตินี้ถึงได้มีภรรยากับลูกสาวห่วยๆแบบนี้!!”
ย่าอู๋ชำเลืองมองลูกชายที่ออกตัวเข้าข้างตนอย่างสุดกำลังเช่นนี้ ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งหยาบกระด้างพลันเปลี่ยนเป็รอยยิ้มที่แสนภาคภูมิใจขึ้นแทน ให้ตายเถอะ! นังสองแม่ลูกสันดานเสียคู่นี้ กล้าดียังไงถึงได้พูดจาไม่เห็นหัวฉันแบบนี้! ถูกลูกชิงอี้สั่งสอนแรงๆแบบนี้ก็สมควรแล้ว คงจะเข็ดไปอีกนาน!!
ติงเสวี่ยเหม่ยหอบหายใจเสียงดัง หน้าอกเธอกระเพื่อมสั่นรุนแรง
เวลานี้ เธอยังรู้สึกตราตรึงกับภาพที่หลินชิงอี้และอู๋ซิ่วเหลียนกอดกันไม่หาย อีกทั้งตอนนี้ เขาก็ยังออกตัวปกป้องอู๋ซิ่วเหลียนอย่างหน้ามืดตามัว เธอจึงรู้สึกปวดร้าวหัวใจเหลือเกิน ราวกับว่ากำลังมีดนับพันเล่มทิ่มแทงใส่
เห็นว่าสีหน้าของติงเสวี่ยเหม่ยซีดเซียวลงมาก หลินจิงซูเริ่มเห็นท่าไม่ดี เธอกังวลอย่างยิ่งว่า แม่ของเธอจะคิดสั้นเหมือนในชีวิตก่อนหน้า เธอจึงรีบเข้าประกบชิดข้างลำตัวผู้เป็แม่พร้อมกับกุมมือของเธอไว้แน่น
ทั้งๆที่วันนี้อากาศร้อนมาก แต่หลินจิงซูกลับรู้สึกกดดันจนหนาวเหน็บไปทั่วทั้งร่าง
ในที่สุดเธอก็ได้รับโอกาสที่สอง ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้เป็แม่อีกครั้ง ดังนั้น เธอจะไม่มีวันทนดูแม่คนนี้วกกลับไปสู่เส้นทางเดิมอีกแล้ว
ถึงแม้ว่าครั้งนั้นชิงเสวี่ยเหม่ยจะฆ่าตัวตายเพื่อ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่หากจะให้วิเคราะห์ลึกลงไปกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเกิดจากสภาวะทางจิตของเธอทั้งสิ้น พูดง่ายๆก็คือ หากสถานการณ์ยังคงดำเนินเช่นนี้ต่อไป ด้วยความสัมพันธ์ลับๆล่อๆระหว่างอู๋ซิ่วเหลียนกับหลินชิงอี้ ย่อมต้องไปกระตุ้นให้ติงเสวี่ยเหม่ยเกิดอาการเครียดจนอาจถึงขั้นจบชีวิตตัวเองอีกเหมือนเดิม
แต่ขณะที่หลินจิงซูกำลังจะเอ่ยปากตอบโต้เพื่อช่วยเหลือ จู่ๆติงเสวี่ยเหม่ยก็เงยหน้าขึ้นเผชิญกับหลินชิงอี้อย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมกับยื่นคำขาดอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดว่า
“หลินชิงอี้ ถ้าจะออกหน้าปกป้องอู๋ซิ่วเหลียนขนาดนี้ ทำไมเราไม่แยกครอบครัวอยู่กันเลยล่ะ?”
“ความจริงพวกเราควรจะแยกครอบครัวออกมาตั้งนานแล้ว ในวันที่คุณขอฉันแต่งงาน คุณได้ให้สัญญากับพ่อของฉันไว้ว่า จะแยกตัวออกจากตระกูลหลินและมาสร้างครอบครัวของตัวเอง ฉันว่าเวลานั้นมาถึงแล้วล่ะ แต่คุณไม่ต้องไปไหนหรอก เดี๋ยวฉันกับลูกจะเป็คนไปเอง!”
ติงเสวี่ยเหม่ยยังกล่าวต่อด้วยท่าทีที่เด็ดเดี่ยวว่า
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คุณเลี้ยงดูอู๋ซิ่วเหลียนกับหลินเสวี่ยเป็อย่างดี กระทั่งใช้เงินของฉันจ่ายค่าเรียนพิเศษให้กับหลินเสวี่ยด้วย ฉันทนกับพฤติกรรมพวกนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เรามาทำให้เื่ทุกอย่างมันจบลงกันเถอะ เรามาแยกครอบครัวกันอยู่ดีกว่า!”
“แยกครอบครัว?!”
ย่าอู๋ถึงกับหน้าเปลี่ยนเป็สีม่วงทันที
“นังนี่! กล้าดียังไงถึงได้พูดเื่แยกครอบครัวขึ้นมา? ปลอกลอกลูกชายฉันจนสมใจแล้ว ก็เลยคิดจะแบ่งทรัพย์ของครอบครัวเรา แล้วออกไปเสวยสุขกันเองใช่มั้ย?! ไม่มีทาง! ตราบใดที่ฉันยังอยู่ตรงนี้ ตระกูลหลินจะไม่มีวันยอมให้แกเอาชื่อสกุลหลินไปใช้เสียๆหายๆแน่!”
หลินจิงซูคาดไม่ถึงเลยว่า ติงเสวี่ยเหม่ยจะเอ่ยปากพูดเื่แยกครอบครัวออกมาเองแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็รีบพูดสนับสนุนในทันที
"คุณย่า เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าคะ? ขนาดคุณกับป้ารองยังใช้แซ่อู๋เหมือนเดิมเลยไม่ใช่เหรอคะ? นอกจากนี้ พ่อเองก็เคยให้สัญญากับคุณตาไว้ว่า จะแยกครอบครัวออกมาหลังแต่งงานกับแม่ ซึ่งพ่อก็เป็คนเอ่ยปากให้คำมั่นสัญญาเอง”
“นังเด็กนรก แกนั่นล่ะยิ่งไม่สมควรใช้แซ่หลิน! ตระกูลของฉันมีแต่คนไม่เคยมีเดรัจฉานอย่างแก!!”
ย่าอู๋ะเิคำด่าดุเดือดหยาบคายออกมาไม่หยุด
หลินจิงซูยักไหล่ไม่แยแสใส่ใจ อีกทั้งยังพูดเหน็บแนมตอบโต้กลับไปว่า
“ดีนะที่หนูไม่ใช่คนแซ่อู๋ ไม่งั้นมีหวังถูกจับตัวไปสถานีตำรวจกันพอดี!”
หลินชิงอี้ไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ภรรยาและลูกสาวที่แสนเชื่องของเขา จะกล้าสร้างความลำบากให้คนอื่นเหมือนที่เป็อยู่ตอนนี้จริงๆ ถึงขนาดกำเริบกล้ามีปากเสียงกับแม่ของเขาด้วย
หากอีกฝ่าย้าแยกครอบครัวออกไปจริง เขาในฐานะที่เป็ทั้งสามีและพ่อ ย่อมจำเป็ต้องย้ายตามออกไปด้วย แต่หากทำเช่นนั้น…เขายังจะหาเหตุผลอะไรมาช่วยเลี้ยงดูซิ่วเหลียนกับลูกสาวของเธออีกล่ะ?
เท่ากับว่าเขาไม่มีข้ออ้างอะไรอีกแล้วน่ะสิ!
แยกครอบครัวไม่ได้เด็ดขาด!
“ผมไม่เห็นด้วย!”
หลินชิงอี้ปฏิเสธเสียงแข็ง
แต่ติงเสวี่ยเหม่ยก็ยังยืนยันคำเดิมหนักแน่นเช่นกัน
“ฉันไม่สน! ฉันจะแยกครอบครัว!”
“นังสารเลว! นี่แกยังไม่หยุดพล่ามอีกเหรอ?! ทั้งหมดเป็เพราะแกคนเดียว แกทำให้คนทั้งบ้านเดือดร้อนไปหมด! วันนี้ฉันเป็ตัวแทนบรรพบุรุษตระกูลหลินตบสั่งสอนแกเอง!”
ย่าอู๋ร้องบอกพร้อมกับวาดฝ่ามือขึ้นสูง จากนั้นก็หวดตบลงบนใบหน้าของติงเสวี่ยเหม่ยอย่างสุดกำลัง!