สายลมวสันต์ยังคงพัดเย็นสบายแต่หน้าจวนหลังใหญ่ของฉีหวางกลับเงียบเหงาชวนหดหู่ รถม้าคันใหญ่จากจวนรัชทายาทวิ่งมาเทียบหน้าจวนที่ดูเงียบเหงาแห่งนี้
หลินเยว่ชิงแหวกม่านประตูรถม้าพร้อมก้าวลงมาด้วยความช่วยเหลือจากพี่ชายใหญ่อย่างหลินหยางจิ้งร่างเล็กกวาดสายตามองไปยังประตูจวนที่ปิดสนิทอยู่ จวนแห่งนี้คือบ้านของนางบ้านที่วันนี้เหลือนางอยู่เพียงผู้เดียว หากแต่เด็กน้อยก็เลือกที่จะอยู่ในที่ที่มีความทรงจำมากมายระหว่างนางและบิดามารดา
หลินเยว่ชิงหันกลับไปขอบคุณพี่ชายทั้งสองที่เสียสละเวลาเดินทางมาส่งนางยังจวนฉีหวางแต่ดูเหมือนท่านพี่ทั้งสองจะไม่อยากให้นางอยู่ที่นี่เพียงลำพัง
“ชิงเอ๋อร์ พี่ว่าน้องกลับไปอยู่ที่วังบูรพากับพี่ดีกว่านะ..พี่เป็ห่วงไม่อยากให้เ้าต้องอยู่ผู้เดียว” หลินหยางจิ้งยังคงเกลี้ยกล่อมน้องน้อยเขาไม่เห็นด้วยที่นางจะมาอยู่ลำพัง นางยังเยาว์วัยมากนัก ถึงแม้จะมีข้ารับใช้ที่จงรักภักดีแต่เขาก็ยังไม่ว่างใจอยู่ดี
“นั้นสิชิงชิง..พี่รองว่าเ้าคิดดูอีกทีเถิด กลับไปอยู่กับพวกพี่เถอะนะ ..พี่จะดูแลเ้าเอง”หลินหยางิเองก็พยายามโน้มน้าวร่างเล็กให้ไปอยู่ด้วยกัน
หลินเยว่ชิงได้ยินคำกล่าวของพี่ชายทั้งสองพาให้หัวใจอบอุ่นขึ้นมาอย่างน้อยก็ยังมีท่านพี่ที่รักเป็เป็ห่วงนางอยู่ แต่นางอยากอยู่ที่นี่ ด้วยเพราะมีหลายอย่างให้ต้องจัดการหากอยู่วังบูรพาคงทำการใดไม่สะดวกนัก
“พี่ชายใหญ่ พี่ชายรอง ไม่ต้องเป็ห่วงน้องนะเ้าคะ..น้องยังมีท่านอาควน พี่เสี่ยวอวี้และทุกคนในจวนฉีหวางแห่งนี้อยู่เป็เพื่อนน้องไม่อันใดหรอกเ้าค่ะ” หลินเยว่ชิงรีบบอกกล่าวให้เด็กหนุ่มวางใจเมื่ออยู่กันตามลำพังนางและท่านพี่ทั้งสองมักจะพูดคุยกันเฉกเช่นคนสามัญธรรมดาทั่วไปยศศักดิ์ใดๆ ล้วนถูกว่างทิ้งไว้
“แต่ว่า..” หลินหยางจิ้งอยากจะเอ่ยขัดนางยิ่งนักแต่เขาต้องเคารพการตัดสินใจของน้องน้อย
“เชื่อใจน้องนะเ้าคะ น้องจะไม่เอาแต่นั่งเหม่อลอยเหมือนตอนอยู่ตำหนักบูรพาเด็ดขาด..ชีวิตของน้องยังต้องก้าวเดินต่อไปเพราะฉะนั้นท่านพี่ไม่ต้องเป็ห่วง น้องจะใช้ชีวิตให้ดี ..หากพี่ชายใหญ่เป็ห่วงก็มาเยี่ยมน้องบ่อยๆสิเ้าคะ”
“เฮ้อ! เอาล่ะ พี่ยอมแพ้แล้ว..ดูแลตัวเองดีๆด้วยเล่าแล้วพี่จะมาเยี่ยมบ่อยๆ ” หลินหยางจิ้งกล่างอย่างยอมจำนนให้กับร่างเล็กตรงหน้าเขารู้ดีว่าหลินเยว่ชิงน่ารักว่าง่ายเพียงใด แต่บทจะดื้อรั้นก็ไม่มีผู้ใดสามารถห้ามปรามนางได้เช่นกัน
หลินหยางิที่เห็นพี่ใหญ่ของตนเกลี้ยกล่อมน้องน้อยไม่สำเร็จตัวเขาเองก็ต้องยอมแพ้เช่นกัน ก็น้องสาวเขาเป็พวกประเภทดื้อเงียบและเด็ดเดียว เด็กหนุ่มทำได้เพียงเดินเข้าไปลูบศีรษะทุยๆนั้นก่อนจะกล่าวสั่งความเล็กน้อย “ชิงชิง..หากมีเื่อันใดเกิดขึ้นก็ส่งคนไปแจ้งพี่ที่ตำหนังบูรพาได้ทันที เข้าใจหรือไม่”
“เ้าค่ะพี่ชายรอง” หลินเยว่ชิงรับคำอย่างว่าง่าย
“เอาล่ะ รีบเข้าจวนกันเถอะอยู่ตรงนี้นานเดี๋ยวแดดจะร้อน” หลิงหยางจิ้งรีบชวนน้องทั้งสองเข้าจวนเด็กหนุ่มเดินไปจูงมือร่างเล็กแล้วพาเข้าไปด้านในด้วยกัน
เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูบานใหญ่เข้าไปบรรยากาศช่างอึมครึมยิ่งนัก ภายในจวนเงียบเหงาไม่มีชีวิตชีวา ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูใหญ่เมื่อเห็นท่านหญิงน้อยกลับมาก็รีบวิ่งไปแจ้งพ่อบ้านจวนฉีหวางทันที
หลินเยว่ชิงมองไปรอบๆจวนที่เงียบเหงา เมื่อไม่กี่วันก่อนจวนแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่มาบัดนี้กลับดูวังเวงยิ่งนัก
“พี่ชายใหญ่ พี่ชายรอง ส่งน้องแค่นี้เถอะเ้าค่ะ..มิใช่ว่าท่านพี่ทั้งสองมีกิจต้องไปจัดการหรอกหรือเ้าคะ?”
“ก็ได้ แล้วพี่จะมาหาบ่อยๆ ” หลินหยางิเอ่ยอย่างยอมจำนนต่อร่างเล็กเบื้องหน้าตน
“เช่นนั้นพวกพี่ไปก่อนนะ มีเื่อันใดก็มาหาพี่ได้ทุกเมื่อ”หลินหยางจิ้งเอ่ยย้ำกับน้องน้อยอีกครั้ง
“เ้าค่ะ น้อมส่งท่านพี่ทั้งสอง”หยินเยว่ชิงยอบกายลงแสดงความเคารพต่อเด็กหนุ่ม
เมื่อคล้อยหลังองค์ชายทั้งสองแห่งวังบูรพาแล้วหลินเยว่ชิงก็สั่งให้ลู่กงกงเรียกบ่าวไพร่ทุกคนไปพบนางที่โถงของตำหนักใหญ่..ตำหนักเยว่เทียน(ท้องฟ้า) เป็เรือนที่ใหญ่ที่สุดของจวนฉีหวางแห่งนี้และยังเป็เรือนพำนักของอาเตี่ยอีกด้วย
‘ลู่ซื่อเหลียน’ ขันทีวัยยี่สิบปลายๆ ผู้ทำหน้าที่เป็พ่อบ้านจวนฉีหวางมาั้แ่หวางเย่ย้ายออกมามีจวนเป็ของตนเองลู่กงกงเป็ขันที่รับใช้หลินเฟยหลิงั้แ่ยังเป็เพียงองค์ชายจนได้บรรดาศักดิ์อ๋องเขาก็ติดตามฉีหวางออกจากวังมารับใช้อยู่ที่จวนแห่งนี้
ลู่ซื่อเหลียนเป็อีกผู้หนึ่งที่ยอมถวายชีวิตให้แก่ฉีหวางได้อย่างไม่เสียดายเขาต้องขายตัวเองมาเป็ขันทีในวังเพื่อนำเงินไปรักษามารดาที่กำลังป่วยหนัก เมื่อได้เข้ามาในวังหลวงแล้วก็ถูกส่งมารับใช้องค์ชายสาม หลินเฟยหลิง...องค์ชายสามทรงเห็นเขาเป็ดังเพื่อนเล่นพระองค์ชอบพาเขาไปฝึกการต่อสู้ด้วยกัน ซ้ำยังมิเคยลงไม้ลงมือกับตนเช่นเ้านายพระองค์อื่นและเมื่อองค์ชายสามทราบว่ามารดาเขาป่วยหนักพระองค์ก็ให้หมอไปรักษาจนหายโดยเป็ผู้ออกค่าใช่จ่ายทั้งหมดเอง
ลู่ซื่อเหลียนได้สาบานตนว่าจะเป็วัวเป็ม้าให้หลินเฟยหลิงใช้เพื่อตอบแทนที่พระองค์ช่วยมารดาของตนไว้บัดนี้ฉีหวางได้ทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่หน้าที่ดูแลจวนก็ยังต้องทำต่อไป ในเมื่อท่านหญิงน้อยยังคงเป็นายของตนอยู่เขาก็ต้องภักดีต่อท่านหญิงด้วยเช่นกัน จึงจะไม่เป็การผิดต่อคำสาบานของตนเอง
ลู่กงกงเรียกบ่าวไพร่ทั้งหมดไปรวมกันที่โถงเรือนใหญ่ตามรับสั่งของท่านหญิงน้อยเขาเดินนำทุกคนเข้าไปในเรือนก่อนทำความเคารพเ้านายของจวน “คาราวะท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเยว่ชิงมองขันทีและนางกำนัลกว่าสามร้อยชีวิตที่อยู่เบื้องหน้าตนด้วยสายตาเรียบเฉยร่างเล็กมองประเมินคนเหล่านี้อยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยความออกมา “พวกเ้าทุกคนคงรู้แล้วว่ายามนี้จวนฉีหวางขาดผู้นำ และบัดนี้ก็มีเพียงข้าเป็เ้านายคนเดียวของจวน..ที่ข้าเรียกพวกเ้าทุกคนมารวมกันที่นี่ก็เพราะมีเื่จะแจ้ง”
ร่างเล็กที่นั่งในตำแหน่งบนสุดหยุดกล่าวไปเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองดูท่าทีของแต่ล่ะคน“ตัวข้าผู้เป็ท่านหญิงของจวนแห่งนี้ เห็นสมควรว่า..เวลานี้จวนฉีหวางมีเ้านายเพียงคนเดียวแต่จำนวนบ่าวไพร่มีมากเกินความจำเป็หากพวกเ้าคนใด้าจะปลดเกษียณตนเองข้าจะให้เงินไปตั้งตัว และหากผู้ใดไม่้าออกไปใช้ชีวิตข้างนอกข้าจะส่งพวกเ้ากลับเข้าวังหลวงตามเดิม..เมื่อตัดสินใจได้แล้วให้ไปแจ้งความจำนงกับลู่กงกง”
หลินเยว่ชิงผินหน้าไปหาพ่อบ้านของจวนก่อนจะเอ่ยความออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ลู่กงกง จัดการเื่เงินชดเชยให้พวกเขาตามความเหมาะสมด้วย..แล้วก็คัดเลือกบ่าวไพร่ที่ไว้ใจได้ให้เหลือเพียง50 คนก็พอ ที่เหลือก็ให้ออกจากจวนไปเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะจัดการตามท่านหญิงรับสั่งทุกประการ”ลู่ซื่อเหลียนรีบรับคำอย่างแข็งขัน
“ดียิ่ง! ข้าเหนื่อยแล้วพวกเ้าทั้งหมดออกไปได้”ร่างเล็กเอ่ยไล่คนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
แม้ข้ารับใช้จะแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของท่านหญิงน้อยแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยความใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้วตอนนี้ภายในโถงรับรองเหลือเพียงเ้านายน้อยของจวนและนางกำนัลคนสนิทเท่านั้น
“พี่เสี่ยวอวี้ ท่านช่วยให้คนไปตามท่านอาควนมาพบข้าที..บอกว่าข้าจะรออยู่ที่ห้องหนังสือของอาเตี่ยนะ”
“เพคะ”
“อ๋อ ข้าขอน้ำชาและขนมด้วยล่ะ..ข้าจะไปรอที่หนังหนังสือก่อนพี่ก็รีบตามมาแล้วกัน”
“เพคะ” เสี่ยวอวี้รับคำท่านหญิงแล้วรีบออกไปจัดการตามที่เ้านายน้อย้าทันที
หลินเยว่ชิงพาร่างเล็กของตนเองเดินเข้าไปในห้องหนังสือของบิดานางเคยเข้ามาในนี้เพียงแค่ไม่กี่ครั้ง อาเตี่ยมักจะไม่ค่อยให้คนนอกเข้ามา นอกเสียจากว่าเป็คนที่ไว้ใจได้เท่านั้นแต่ยามนี้นาง้าที่ส่วนตัวสำหรับคุยเื่สำคัญจึงต้องใช้ห้องหนังสือนี้
ร่างเล็กของดรุณีน้อยวัย 5 หนาว เดินไปนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่หลังโต๊ะทรงงานของบิดาเด็กน้อยกวาดสายตามองไปทั่วโต๊ะ ทุกสิ่งทุกอย่างบนนี้ยังคงมีกลิ่นอายของบิดาติดอยู่พู่กันอันนั้นที่อาเตี่ยชอบใช้ และแท่งฝนหมึกอันนี้ที่อาเหนียงคอยมานั่งฝนหมึกให้อาเตี่ยอยู่บ่อยครั้ง
หลินเยว่ชิงไล้ปลายนิ้วเรียวเล็กััเบาๆไปกับสิ่งของเ่าั้อย่างเลื่อนลอย นางซึมซับเอากลิ่นอายของบิดาที่ยังหลงเหลืออยู่ในห้องนี้เข้าสู่จิตใจอันบอบช้ำเพื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยวให้ใจที่กำลังจะจมดิ่งสู่ห้วงความแค้น
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาพร้อมกับการแจ้งการมาถึงขององครักษ์หนุ่ม..หลี่ควนเปิดประตูเข้ามาก็พบร่างเล็กของท่านหญิงนั่งรอตนอยู่ก่อนแล้วประกายตาของเ้านายน้อยตอนนี้ให้ความรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย แม้เขาจะไม่สะทกสะท้านต่อสายตายโเี้อำมหิตใดๆจากศัตรู แต่ว่าแววตายามนี้ของท่านหญิงน้อยทำให้เขาหวั่นใจยิ่งนัก
“คาราวะท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเยว่ชิงที่ได้ยินเสียงทำความเคารพจากหลี่ควนก็ทำให้ร่างบางหลุดจากภวังค์ความคิดของตนทันที
“เชิญนั่งก่อนเ้าค่ะท่านอา” หลินเยว่ชิงเอ่ยเชิญอีกฝ่ายอย่างแ่เบา สำหรับหลี่ควนแล้วเป็อีกผู้ที่นางให้ความเคารพนับถือท่านอาควนแม้จะเป็องครักษ์คนสนิทของบิดา แต่อีกสถานะหนึ่งของเขาก็เป็ถึงหลานบุญธรรมของหลิวฮองเฮามีศักดิ์เป็ลูกพี่ลูกน้องกับอาเตี่ยของนาง ทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน และร่ำเรียนวิชาต่างๆมาพร้อมกัน ยามออกศึกท่านอาจะค่อยระวังหลังให้บิดานางเสมอ ยามสงบท่านอาผู้นี้ก็มาเป็องครักษ์และคอยดูแลนางอาเตี่ยและท่านอาควนจึงเปรียบเสมือนพี่น้องร่วมสาบานกัน นางเองก็เห็นท่านอาควนเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน
“ท่านอา ชิงเอ๋อร์มีเื่อยากถามเ้าค่ะ..หวังว่าท่านอาจะตอบชิงเอ๋อร์ตามตรงนะเ้าคะ”ร่างเล็กรีบเอ่ยดักคอองครักษ์หนุ่มเพื่อมิให้เขาปฏิเสธนางได้
“เชิญท่านหญิงถามมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“เฮ้อ! ท่านอา..ชิงเอ๋อร์บอกกี่ครั้งแล้วว่าหากไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยท่านอาก็พูดธรรมดากับชิงเอ๋อร์เถอะเ้าค่ะ..อย่างไรชิงเอ๋อร์ก็เป็หลานคนหนึ่งของท่าน”หลินเยว่ชิงไม่ชอบให้ท่านอาควนพูดจาห่างเหินเช่นนี้กับตน ยิ่งตอนนี้นางไม่เหลือผู้ใดแล้วจึงอยากให้ผู้ที่คิดว่าเป็ดังครอบครัวเดียวกันพูดคุยกับนางอย่างสนิทสนม
“มิได้รึ? ตอนนี้ชิงเอ๋อร์ไม่เหลือใครอีกแล้วท่านอายังจะทำตัวเหินห่างจากชิงเอ๋อร์อีกหรือเ้าคะ?” ร่างเล็กเอ่ยถามองครักษ์หน้านิ่งด้วยน้ำเสียงตัดพ้อดวงหน้าน้อยๆ สลดลงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่ควนที่ได้ฟังวาจาเช่นนั้นของท่านหญิงใจเขากระตุกขึ้นมาอย่างแรง อา!..นี่เขาทำให้เ้านายน้อยรู้สึกไม่ดีอย่างนั้นรึสมควรตายยิ่งนัก! “ท่านหญิงประสงค์สิ่งใดท่านอาผู้นี้จะทำตามทุกอย่างขอรับ”
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังคำกล่าวรับอย่างลนลานจนแทบลิ้นจะพันกันขององครักษ์หนุ่มก็แอบซ่อนรอยยิ้มพอใจไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้นอย่างแเี “เอาล่ะ เรามาคุยเื่เมื่อครู่กันต่อแล้วกัน..ท่านอาพอจะบอกชิงเอ๋อร์ได้หรือไม่เ้าคะว่าอาเตี่ยถูกพิษได้อย่างไร”
หลี่ควนเหลือบสายตาไปมองดวงหน้าเล็กๆอย่าง้าค้นหา ท่านหญิงน้อยของเขาวัยแค่ 5 หนาวหากต้องมารับรู้เื่เหล่านี้ จิตใจที่บอบช้ำอยู่แล้วจะเป็เช่นไรแต่แววตาที่แน่วแน่นั้นก็ทำให้เขามิอาจปฏิเสธได้เช่นกัน
“หวางเย่มีนายกองคนสนิทอยู่ผู้หนึ่งขอรับ..นายกองผู้นี้นามว่า ‘หลวนจื่อเทา’ ท่านหญิงเองก็คงเคยพบคนผู้นี้มาบ้างเมื่อครั้งไปเที่ยวเล่นที่ค่าย”
“ใช่ผู้ที่อยู่กับรองแม่ทัพหยางบ่อยๆหรือไม่เ้าคะ? ..คนที่ตัวใหญ่ๆหน้าตามิคล้ายคนแคว้นหลินเท่าใดนัก เป็คนผู้นี้รึ?”
“ใช่ขอรับ นายกองหลวนเข้ากองทัพพยัคฆ์ทมิฬมาด้วยตำแหน่งพลทหารธรรมดาแต่ว่าด้วยฝีไม้ลายมือที่สูงกว่าทหารทั่วไปทำให้ขึ้นมาเป็นายกองได้..คนผู้นี้เคยช่วยชีวิตหวางเย่ไว้ด้วยการเข้าไปรับธนูแทนในศึกกับเผ่ากุ๋ยเล่อเมื่อ5 ปีก่อนขอรับ” หลี่ควนหยุดกล่าวไปชั่วอึดใจเพื่อลอบสังเกตสีหน้าของท่านหญิงน้อย
“5 ปีก่อนงั้นรึ? ตอนที่ข้าเพิ่งเกิดเช่นนั้นหรือ”หลินเยว่ชิงพึมพำกับตนเองเบาๆ คิ้วเล็กขมวดเข้าหากันจนเป็ปม
“ตอนนั้นหวางเย่้าจะกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุดเพื่อมาให้ทันหวางเฟยมีพระประสูติกาล..แต่เราหลงกลศัตรูทำให้เดินเข้าไปในกับดักของฝ่ายตรงข้ามหวางเย่พลิกสถานการณ์กลับมาได้..และในตอนที่หวางเย่กำลังจะตัดหัวผู้นำเผ่ากุ๋ยเล่อก็มีธนูปริศนาพุ่งมาจากทิศใดไม่ทราบตรงมาที่หวางเย่..ตัวอาเองก็ติดพันอยู่กับศัตรูทำให้เข้าไปปกป้องหวางเย่มิได้เป็นายกองหลวนที่เอาตัวเข้ารับธนูแทนจนตนเองได้รับาเ็สาหัส…จากนั้นเป็ต้นมาหวางเย่ก็นับนายกองหลวนผู้นี้เป็ดังสหายเพราะหากนายกองหลวนไม่รับคมธนูแทน เกาทัณฑ์ดอกนั้นก็คงตรงเข้าไปตัดขั้วหัวใจหวางเย่พอดี..หากเป็เช่นนั้นแล้วหวางเย่คงไม่มีโอกาสกลับมาพบหวางเฟยและท่านหญิงเป็แน่ขอรับ” หลี่ควนหยุดเล่าไปชั่วครู่พร้อมยกชาขึ้นจิบแก้กระหาย
“คนผู้นี้เคยช่วยชีวิตอาเตี่ย แล้วยังเป็คนผู้นี้ใช่หรือไม่ที่เป็คนวางยาอาเตี่ย?”หลินเยว่ชิงเอ่ยถามหลี่ควนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางจำนายกองหลวนผู้นั้นได้คนผู้นี้ดูไม่มีพิษมีภัย แถมยังใจดีกับนางอีกด้วย จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ
“แล้วอาเตี่ยโดยพิษอันใดเ้าคะ?”
“หวางเย่โดนพิษกร่อนิญญาขอรับ เป็พิษที่ได้มาจากพืชชนิดหนึ่งของชนเผ่าเร่ร่อนทางใต้..พิษนี้หากใช่เพียงเล็กน้อยจะไม่สามารถตรวจพบได้แต่ถ้าได้รับพิษนานๆ ก็จะสะสมในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ท่านหมอจี้บอกว่าหวางเย่โดนพิษมาประมาณ3 ปีแล้วขอรับ” หลี่ควนเอ่ยอย่างคับแค้นใจเขาอยากจะจับหลวนจื่อเทาผู้นั้นมาสับเป็หมื่นๆ ชิ้นแต่คนผู้นี้เหมือนนกรู้กลับหลบหนีไปได้คงมีผู้สมรู้ร่วมคิดที่เขายังสืบหาไม่พบเป็แน่
“แล้วตอนนี้คนผู้นั้นเป็เช่นไรบ้างเ้าคะ?”หลินเยว่ชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ประกายตาของนางวาวโรจน์ขึ้นมาทันใด
“ขออภัยขอรับท่านหญิง พวกข้าน้อยไร้ความสามารถปล่อยให้คนชั่วผู้นี้หลบหนีไปได้”หลี่ควนตอบอย่างละอายใจที่ตนไม่สามารถจัดการคนชั่วอย่างนายกองหลวนได้
“ตามเบาะแสได้หรือไม่ เ้าคะท่านอา?”
“ได้ขอรับ คนของเรารายงานว่าหลวนจื่อเทาหนีข้ามแดนไปฝั่งแคว้นซาน..แต่เมื่อตามไปถึงชายแดนแคว้นซานร่องรอยที่มีกลับหายไปขอรับ”
หลินเยว่ชิงยังคงครุ่นคิดอยู่กับเื่ที่ได้ยินจากท่านอาคนผู้นั้นวางยาอาเตี่ยแล้วหนีไปแคว้นซาน ใครคือผู้อยู่เื้ัเื่นี้กัน?แต่กับแคว้นซานก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอดเป็ไปมิได้ที่จะเป็คนของแคว้นอื่น
“แล้วนักฆ่ากลุ่มนั้นล่ะเ้าคะ เป็คนของใคร?”
“เป็คนของยุทธภพขอรับ เป็มือสังหารจากสำนักพันดาราสำนักนี้รับจ้างฆ่าตามใบสั่ง..แต่ค่าจ้างวานฆ่าของสำนักพันดาราแพงมาก จากจำนวนนักฆ่าหลายร้อยชีวิตในวันนั้นคาดว่าผู้จ้างวานคงร่ำรวยมากทีเดียวขอรับ” หลี่ควนตอบคำถามทุกอย่างที่ท่านหญิงน้อย้าทราบอย่างไม่มีปิดบัง
หลินเยว่ชิงยังคงนั่งเงียบและจมอยู่กับภวังค์ความคิดของตนเองผ่านไปราวครึ่งก้านธูป [1] ร่างเล็กที่เคยเงียบงันก็กล่าวสิ่งที่ตน้าออกมา
“ท่านอา..ท่านยินดีจะติดตามชิงเอ๋อร์หรือไม่เ้าคะ?”หลินเยว่ชิงเอ่ยถามหลี่ควนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาของนางแน่วแน่ไร้ซึ่งความไร้เดียงสาเช่นกาลก่อน
ปึก!
หลีควนคุกเข่าลงเบื้องหน้าของท่านหญิงน้อยพร้อมกล่าวสาบานตนทันที“กระหม่อมหลี่ควนจะซื่อสัตย์ภักดีและยินดีติดตามรับใช้ท่านหญิงจนกว่าชีวิตจะหาไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ร่างเล็กยิ้มอย่างพอใจให้กับวาจานั้นขององครักษ์หนุ่ม“ขอบคุณเ้าค่ะท่านอา แต่ว่า..หากชิงเอ๋อร์้าแก้แค้นคนเ่าั้ท่านอายินดีจะช่วยชิงเอ๋อร์หรือไม่?”
“ขอรับ!ถึงตายหลี่ควนผู้นี้ก็จะแก้แค้นให้หวางเย่ให้ได้” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นประกายตาของเขามีความมุ่งมั่นที่เอาเืของคนพวกนั้นมาเซ่นไหว้ป้ายิญญาของฉีหวาง
“ดี! ดียิ่ง!” หลินเยว่ชิงใจชื้นขึ้นมาอย่างน้อยนางก็มีท่านอาควนเป็แนวร่วม เื่นี้ใหญ่เกินกำลังเด็กตัวเล็กๆอย่างนางจะกระทำได้เพียงลำพัง
“รบกวนท่านอาช่วยสืบความเื่นี้ให้ชิงเอ๋อร์ด้วยนะเ้าคะถึงแม้ชิงเอ๋อร์จะยังเยาว์วัย แต่ก็ใช่ว่าจะอ่อนแอเสมอไป” หลินเยว่ชิงยิ้มบางไปให้หลี่ควนแม้เรียวปากจะยิ้มแย้มแต่ดวงตาของนางกลับมีประกายเ็าสายหนึ่งพาดผ่าน
“ขอรับ เื่นี้อาเองก็คิดว่าจะสืบความต่อเช่นกัน..อาว่ายังมีผู้ที่อยู่ในเงามืดที่เรายังไม่รู้ว่าคือผู้ใดเป็ผู้บ่งการอยู่เื้ัแน่นอน” องครักษ์หนุ่มเอ่ยข้อสงสัยของตนออกมา
“ท่านอาเ้าคะ รบกวนท่านอาจัดการเื่องครักษ์ของจวนให้ชิงเอ๋อร์ด้วยขอคนที่เป็คนของเราโดยแท้จริง”
“ได้ขอรับ เดี๋ยวอาจะดูแลให้..เชิญท่านหญิงไปพักผ่อนก่อนเถอะขอรับ”หลี่ควนเอ่ยอย่างเป็ห่วงร่างเล็กเบื้องหน้าตนท่านหญิงน้อยของเขาตรอมใจมาหลายวันเพิ่งจะกลับมาพูดจาเมื่อวานนี้เองแต่วันนี้ท่านหญิงกลับหักโหมตัวเองมาจัดการเื่ในจวนเสียแล้วเพียงแค่ไม่กี่วันท่านหญิงก็สลัดคราบเด็กน้อยไร้เดียงสาทิ้งไปกลายเป็เด็กที่ความคิดอ่านโตเกินไปแถมยังเ็าขึ้น เป็แบบนี้ดีแล้วจริงๆ น่ะหรือ?
“เ้าค่ะ เช่นนั้นเชิญท่านอาไปจัดการธุระเถิดชิงเอ๋อร์ก็จะพักผ่อนเช่นกัน”
หลี่ควนทำความเคารพผู้เป็นายของตนก่อนจะออกจากห้องหนังสือไปคล้อยหลังองครักษ์หนุ่ม ร่างเล็กยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาของนางมีประกายเ็าเผยออกมาให้เห็น
“รอข้าก่อนเถิดพวกคนชั่วทั้งหลายที่กล้าพรากความสุขไปจากชีวิตข้า..ตอนนี้ข้ายังเล็กและอ่อนแอยิ่งนักแต่จะต้องมีสักวันที่ข้าจะตอบแทนหนี้แค้นหนนี้ให้พวกเ้าอย่างสาสม” ร่างเล็กของดรุณีน้อยวัย 5 หนาว กำมือเล็กทั้งสองข้างของนางจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัวด้วยโทสะที่ไม่เคยมีมาก่อนแววตามีประกายเหี้ยมเกรียมพาดผ่านก่อนจะจางหายไป
******
[1] 1ก้านธูป = 15นาที