บทที่ 43 เขายังไม่ลืมคนเก่า
ฟู่อวิ่นซางเดินไปหาเยี่ยเจีย เขาตั้งใจจะให้เธอกินยาคุมกำเนิด แต่เมื่อเห็นสีหน้าทุกข์ทรมานของเธอแล้ว เขาก็เก็บคำพูดนั้นกลับไป
“เจ็บหัวใจหรือเปล่า” เขากอดเธอไว้ บนใบหน้าปรากฏความกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
เยี่ยเจียมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ทั้งร่างกายและจิตใจรู้สึกเจ็บปวดไปหมด แต่เป็นความเจ็บปวดทางจิตใจ ไม่เกี่ยวกับร่างกาย เธอส่ายหน้า แล้วผละออกจากอ้อมกอดของเขา ทว่าทันทีที่จะลุกขึ้นยืน ขาเรียวก็อ่อนแรงจนเกือบล้ม
หากไม่ได้ฟู่อวิ่นซางช่วยประคองเธอไว้ เธออาจจะล้มลงบนพื้นไปแล้ว
“ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาล” ฟู่อวิ่นซางมีท่าทางเด็ดขาดมาก และเอาแต่กอดเธอแน่น
“ให้ฉันพักสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้วค่ะ ไม่เป็นไรหรอก” เธอปฏิเสธความหวังดีของเขา พร้อมกับผลักเขาออกเบา ๆ “เรายังอยู่ที่บริษัท มันไม่ค่อยดีเท่าไร อย่าให้ฉันรบกวนคุณเลยดีกว่า”
“เยี่ยเจีย?” เขาขมวดคิ้ว
ดูเหมือนอารมณ์ของเธอจะไม่ค่อยดีเท่าไร
เยี่ยเจียเงียบไป เธอใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา “ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อย ไม่นานก็ดีขึ้นแล้ว งั้นฉันขอลาได้ไหม ฉันอยากกลับบ้านตอนบ่ายเลย”
ฟู่อวิ่นซางพยักหน้า “ผมจะไปส่งคุณ”
“ไม่ต้องหรอก ฉันไปเองได้ค่ะ” เธอพูดพลางเดินไปข้างหน้าสองก้าว “แค่ขาอ่อนแรง ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”
เห็นเธอยืนกรานแบบนั้น ฟู่อวิ่นซางก็ไม่คิดจะฝืนใจ แต่ยังคงให้เลขาไปส่งเธอ
หลังจากที่เยี่ยเจียไปแล้ว สวีเสี้ยนหย่าก็เดินเข้ามา มือของเธอยังถือสมุดบันทึกอยู่ ฟู่อวิ่นซางมองสมุดบันทึกในมือเธอแล้ว แววตาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขานั่งบนเก้าอี้ทำงาน มองสวีเสี้ยนหย่า รอให้เธอเริ่มพูดก่อน
“พี่อวิ่นซาง พี่เขียนไว้ในนั้นว่า เธอหวังว่าพี่จะดูแลฉัน…” สวีเสี้ยนหย่าไม่ได้พูดต่อ แต่รอคำตอบจากฟู่อวิ่นซางด้วยท่าทางเขินอาย
เธอรู้ดีว่าการที่เธอพูดออกไปเอง กับการให้ผู้ชายพูดออกไปนั้น มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ทว่า…
ฟู่อวิ่นซางไม่ได้ให้คำตอบที่เธอต้องการ เขาเซ็นเช็คใบหนึ่งให้เธอก่อน “ได้ยินว่าเธออยากซื้อกระเป๋ารุ่นลิมิติด ฉันให้เธอไปซื้อได้เลย”
สวีเสี้ยนหย่าไม่ได้รู้สึกดีใจเลยที่ได้รับเช็คเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เธอก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดอย่างหมดความอดทนว่า “พี่อวิ่นซาง ฉันไม่ได้มาขอเงินจากพี่นะคะ และไม่ว่าพี่จะให้เงินฉันมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่ของพวกนี้เลย”
“เสี้ยนหย่า ฉันสัญญากับพี่สาวเธอไว้ว่าจะดูแลเธอให้ดี แต่ตอนนี้ออกไปก่อนเถอะ”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว สวีเสี้ยนหย่าก็เป็นคนฉลาดมากพอ เธอเก็บเช็คแล้วยิ้มอย่างมีชีวิตชีวาและกระปรี้กระเปร่า “งั้นฉันไปทำงานก่อนนะคะ ขอบคุณพี่อวิ่นซางสำหรับกระเป๋าใบใหม่”
ประตูปิดลงอีกครั้ง ทั่วทั้งห้องทำงานก็กลับสู่ความเงียบสงบ
สายตาของฟู่อวิ่นซางมองไปโซฟา ก่อนหน้านี้ มีหญิงสาวตัวเล็กนอนอยู่อย่างอ่อนโยนและเงียบสงบ ดูเหมือนเธอจะอาการไม่ค่อยดี
เขานวดหัวคิ้วตัวเองเบา ๆ แล้วละความสนใจไปที่คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีรายงานที่ต้องดูในวันนี้และพรุ่งนี้ แต่ทุกครั้งที่อ่านไปได้แค่ไม่กี่บรรทัด สายตาของเขาก็จะเลื่อนไปที่โซฟาอยู่เสมอ
สุดท้าย วันนี้เขาก็เลิกงานเร็วกว่าปกติ เพราะตั้งใจจะกลับไปดูภรรยาให้เร็วขึ้น
ฟู่อวิ่นซางสั่งให้ผู้ช่วยส่งอาหารไปให้เยี่ยเจีย ดังนั้น เยี่ยเจียจึงคิดว่าเขาคงไม่กลับมาเพราะมีนัดทานข้าว เธอจึงกินข้าวไปด้วยดูทีวีไปด้วยจนหลับไป
ในความฝัน เธอและฟู่อวิ่นซาง ก็เป็นคู่กัน ไปออกงานต่าง ๆ ด้วยกัน แต่ทุกครั้งที่เขาเรียกเธอ เธอจะรู้สึกถึงความแปลกแยกอย่างน่าประหลาด จนกระทั่งช่วงเสี้ยววินาทีก่อนตื่น เธอได้ยินเสียงชายหนุ่มเรียกชื่อ ‘เสี้ยนซู’ อย่างชัดเจน
เธอลืมตาขึ้นในทันที จึงรู้ว่านี่เป็นแค่ความฝัน
เยี่ยเจียเช็ดน้ำตา แล้วซุกหน้าลงกับหัวเข่า
เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะมีอะไรกับฟู่อวิ่นซางในบริษัท… ร่างกายของเธอเจ็บปวด แต่เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่ได้ยินเขาเรียกชื่อ ‘เสี้ยนซู’ แล้ว มันก็ถือว่าเล็กน้อยไปเลย
นั่งอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เริ่มเหม่อลอย ในหัวเธอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเธอ หญิงสาวขยี้ผมเบา ๆ ก่อนจะกดรับสาย “สวัสดีค่ะ”
“ผมเอง วันนี้เป็นยังไงบ้าง”
“...คุณนี่มันเหมือนเครื่องชาร์จพลังของฉันเลยจริง ๆ” เยี่ยเจียพูดประชดอย่างหมดหนทาง
“จริงเหรอ? ดูเหมือนอารมณ์คุณจะไม่ค่อยดีอีกแล้วสินะ เกี่ยวกับผู้ชายสารเลวที่ไล่ผมไปคนนั้นหรือเปล่า” เลี่ยวเฉินอี้หัวเราะเบา ๆ “ผมจะบอกข่าวดีนะ อีกประมาณสามเดือนผมก็จะได้กลับประเทศแล้ว”
“ดีจังเลย”
“ดีของคุณนี่ไม่มีความยินดีเลยสักนิด แห้งผากเหมือนไม่มีชีวิตชีวาเลย”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ ประตูก็ถูกไขกุญแจเปิดออก เยี่ยเจียมองไปที่ทางเข้าอย่างประหลาดใจ คนที่มีกุญแจนั่นไม่ใช่ฟู่อวิ่นซางหรอกเหรอ?
เลี่ยวเฉินอี้เห็นเธอไม่พูดอะไร จึงเรียกไปสองสามครั้ง “เยี่ยเจีย เยี่ยเจีย?”
ฟู่อวิ่นซางได้ยินเสียงเลี่ยวเฉินอี้จากปลายสาย เพียงแค่ขมวดคิ้ว เยี่ยเจียก็วางสายไปแล้ว เธอกลัวเขาโกรธมากจริง ๆ โดยเฉพาะเวลาที่เขาทำหน้านิ่งเฉย มันทำให้เธอใจเต้นแรงจนอยากจะคุกเข่าขอโทษเลยทีเดียว
“เลี่ยวเฉินอี้เหรอ” เขาถามเสียงเย็นชา
“เขาถามฉันว่าสบายดีไหม แล้วก็บอกว่าอีกสามเดือนจะกลับมาแล้ว”
“คุณกับเขาสนิทกันมากเลยสินะ”
เยี่ยเจียส่ายหน้าก่อน แล้วก็พยักหน้า จากนั้นก็แก้ตัวเสียงเบา “เราเป็นเพื่อนกันค่ะ”
เพื่อนกัน
ฟู่อวิ่นซางนึกสองคำนี้ในใจ ความโกรธที่ไม่รู้ที่มาทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก แต่พอเห็นใบหน้าซีดเซียวเพราะความเจ็บป่วยของเธอแล้ว ความโกรธนั้นก็จางหายไปอย่างน่าประหลาด ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามเอาใจใส่ของเขาในแววตาของเธอก็ชัดเจนเสียเหลือเกิน
ช่างเถอะ เธอควรจะมีคนคุยด้วยบ้าง
เขาไม่ได้ถามต่อ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องคุย “อาการเป็นยังไงบ้าง”
“ตอนบ่ายได้นอนไปงีบหนึ่งก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ ฉันยังคิดอยู่เลยว่าวันนี้คุณคงไม่กลับมาแล้ว ของที่คุณเลขาเอากลับมาให้ ฉันก็กินหมดแล้ว คุณต้องหิวแน่ ๆ เลย ฉันจะไปต้มบะหมี่ให้นะคะ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้ว” ตอนนี้เยี่ยเจียเดินไปมาได้แบบคนปกติดีแล้ว แต่ในใจยังรู้สึกเจ็บแปลบอยู่
เธอรู้ว่า นี่ไม่เกี่ยวอะไรกับโรคหัวใจเลย แต่เป็นเพราะตอนที่เขาจูบเธอ เขาเรียกชื่อผู้หญิงคนอื่น
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังคงยิ้มให้เขา ต้มบะหมี่ให้เขา คิดถึงเขา ไม่ทำให้เขาโกรธ เพราะเธอรักเขามากจริง ๆ
ชีวิตทั้งชีวิตยาวนานขนาดนั้น เธอจะใช้เวลามากแค่ไหนเพื่อยอมรับเรื่องที่เขายังไม่ลืมคนอื่น
เยี่ยเจียใส่ไข่ฟองหนึ่งและผักกำมือหนึ่งลงไปในบะหมี่ จากนั้นจึงปิดฝาหม้อ รอจนไอน้ำเกาะเป็นหยดน้ำบนฝาแก้วจนมองเห็นส่วนผสมในหม้อได้ เธอจึงปิดไฟ
กว่าบะหมี่จะสุก เธอก็เดินไปหยิบชามมาพอดี แบบนี้บะหมี่ที่ต้มออกมาจะอร่อยกว่าเดิมอีกนิด
เยี่ยเจียถือชามเดินไปที่ห้องนั่งเล่น แต่ไม่เจอฟู่อวิ่นซาง จึงไปเคาะประตูห้องทำงานของเขา
เขาเปิดประตู เห็นเธอถือชามอย่างระมัดระวังกลัวจะหกเป็นที่สุด แค่นั้นก็รู้สึกว่าหัวใจได้สั่นไหวอย่างแรง เขารับชามบะหมี่มาแล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า “ไปพักผ่อนเถอะ”
เธอส่ายหัว “ฉันเข้าไปนั่งเป็นเพื่อนคุณได้ไหม ฉันจะไม่รบกวนคุณหรอกนะคะ”
ฟู่อวิ่นซางลังเลไปสองวินาที ก่อนจะผงกหัวช้า ๆ “พื้นฐานภาษาอังกฤษเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันเหรอ ก็ใช้ได้อยู่นะ” จริง ๆ แล้วก็แค่ระดับสอบผ่าน CET 4 กับ 6 ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง
“มานี่สิ ช่วยผมแปลหน่อย”
เขากินข้าวเงียบมาก แบบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย เธอนั่งข้าง ๆ ถือปากกาของเขา และช่วยเขาแปลประโยค
มันก็ไม่ยากนักหรอก แต่พอเขาอยู่ข้าง ๆ แม้จะไม่พูดอะไร ไม่ทำอะไร ก็เพียงพอจะทำให้เธอรู้สึกกังวลแล้ว เหมือนอยู่ในห้องสอบที่มีอาจารย์คุมสอบเดินไปเดินมาไม่หยุดยั้งอย่างนั้นแหละ
สักพักเขาก็กินบะหมี่เสร็จ “รสชาติไม่เลวเลย”
เยี่ยเจียตกใจเล็กน้อย ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยความขวยเขิน