องค์ชายหกและผิงหลางเดินทางมาถึงเมืองฉายยี่ในแคว้นฉินตอนนี้พวกเขากำลังทานอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
“ทำไมชาวบ้านแถวนี้ถึงมองพวกเราแปลกๆล่ะเพคะ” ผิงหลางมองไปรอบๆ
“คงไม่มีอะไรหรอก” องค์ชายหกตรัส
องค์ชายหกทรงทำตะเกียบตกพื้นจึงมุดไปใต้โต๊ะเพื่อก้มเก็บ ในระหว่างที่ทรงก้มเก็บอยู่นั้น พระองค์ก็ทรงจับข้อเท้าของหญิงสาว
“พระองค์ทรงจะทำอะไรเพคะมาจับข้อเท้าของหม่อมฉันทำไม” ผิงหลางใ
“เราหาตะเกียบไม่เจอช่วยหาหน่อยสิ” องค์ชายหกตรัส
“บอกเสี่ยวเอ้อให้เปลี่ยนให้ใหม่ดีมั้ยเพคะ”ผิงหลางแนะนำ
“ยังไงก็ต้องหาตะเกียบเก่าคืนเขาสิ”องค์ชายหกตรัส
ผิงหลางก็เลยจำต้องมุดเข้าไปในใต้โต๊ะแต่ก็ต้องใที่องค์ชายหกทรงถือตะเกียบอยู่
“พระองค์ทรงหลอกหม่อมฉันหรือเพคะ”ผิงหลางกล่าว
“เดี๋ยวก่อนสิผิงหลางในอาหารและน้ำชามีกลิ่นยาสลบด้วย” องค์ชายหกตรัส
“พวกเรารีบวางอัฐแล้วหนีไปดีมั้ยเพคะ”ผิงหลางใช้วิธีเผ่นหนี
“เ้าไม่อยากรู้หรือว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไรกันถึงพากันมองพวกเราแปลกๆ แบบนั้น และให้เสี่ยวเอ้อวางยาพวกเราด้วย” องค์ชายหกทรงอยากทราบปัญหา
“ทรงห่วงชาวบ้านด้วยงั้นหรือเพคะ”ผิงหลางแอบยิ้ม
“เปล่าเสียหน่อยก็แค่อยากรู้ตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นก็เท่านั้นเอง” องค์ชายหกตรัส
ผิงหลางคิดในใจว่า “ทรงปากแข็งจริงๆที่แท้พระองค์ก็ทรงมีจิตเมตตาต่อปวงชน แต่แค่ไม่กล้าแสดงออกเท่านั้นเอง” จากนั้นก็เลยว่า “พวกเราก็แกล้งกินและทำเป็สลบดีมั้ยเพคะ”
“เป็ความคิดที่ดี” องค์ชายหกทรงเห็นด้วย
“เอ่อนายท่านทั้งสองมีอะไรกันหรือเปล่าขอรับ” เสี่ยวเอ้อเห็นคู่หนุ่มสาวก้มเข้าไปในใต้โต๊ะอยู่นานจนผิดสังเกต
“เสี่ยวเอ้อ พอดีเลยช่วยเปลี่ยนตะเกียบให้ใหม่หน่อยสิ อ่ะนี่ ตะเกียบคู่นี้ตกพื้นไปแล้ว” องค์ชายหกตรัส
“ได้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อรีบรับตะเกียบมา แล้วรีบไปนำอันใหม่มาเปลี่ยนให้
ทั้งสองออกจากใต้โต๊ะแล้วไปนั่งเก้าอี้ดังเดิม
ผิงหลางรอให้เสี่ยวเอ้อนำตะเกียบมาให้องค์ชายหกนางถึงค่อยรับประทานพร้อมกับองค์ชายหก
พอองค์ชายหกทรงได้ตะเกียบมาใหม่ผิงหลางใจร้อนรีบแสดงละครก่อน นางแกล้งทานและแอบทิ้งอาหารใส่กระโถนอย่างรวดเร็วทำให้ไม่มีใครจับสังเกตได้ ผ่านไปไม่นานผิงหลางก็แกล้งฟุบไปกับโต๊ะ
“ผิงหลางเ้าเป็อะไรหรือเปล่าทำไมเ้าสลบไปอย่างนั้น ข้าจะช่วยพาเ้าไปหาหมอนะ” องค์ชายหกเสด็จเข้าไปดูอาการของผิงหลางและทรงแกล้งสลบทับตัวของผิงหลางและดึงตัวนางให้ลงไปนอนกับพื้นด้วยกันตอนนี้องค์ชายหกทรงแกล้งสลบและกอดผิงหลางไว้แน่น
ผิงหลางกระซิบเบาๆ ทั้งๆ ที่หลับตาอยู่ “ทรงแกล้งหม่อมฉันงั้นหรือเพคะทรงปล่อยหม่อมฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“ทำเป็สลบไปเถอะน่าเดี๋ยวชาวบ้านก็จับได้หรอก” องค์ชายหกทรงขู่
ผิงหลางคิดเจ็บใจที่นางไม่น่าแกล้งสลบไปก่อนเลยน่าจะรอให้พระองค์ทรงแสดงละครไปก่อน
ชาวบ้านเห็นว่าเหยื่อทั้งสองสลบตามแผนการพวกเขาก็มารุมดูคู่หนุ่มสาว
“รีบค้นตัวเร็วเข้าทั้งสองดูมีฐานะ อาจมีทรัพย์สินติดตัวมากมาย” ท่านลุงคนหนึ่งสั่ง
“ข้าค้นตัวนางก่อนก็แล้วกัน”ท่านป้าค้นตัวหญิงสาวแล้วก็กล่าวว่า “ไม่เห็นจะมีอัฐเลยหน้าตาดีซะเปล่า ทำไมถึงยากจน ไม่มีอัฐติดตัวแบบนี้”
“ข้าค้นตัวฝ่ายชายให้” เสี่ยวเอ้อเป็ผู้ค้นตัวองค์ชายหกก็พบว่า “ทำไมมีอัฐพอดีค่าอาหารเท่านั้นล่ะ”
“ก็ข้าจะจ่ายแค่ค่าอาหารน่ะสิ”องค์ชายหกทรงฟื้นและเป็ฝ่ายตอบเสียเอง
“พะ พะพวกเ้าไม่ได้สลบอย่างนั้นหรือ” เสี่ยวเอ้อใ
“พวกท่านดูไม่ใช่คนเลวร้ายเหตุใดถึงกล้าวางยาคนแปลกหน้าแล้วฉกชิงทรัพย์สินแบบนี้ล่ะเ้าคะ” ผิงหลางฟื้นขึ้นมาแล้วรีบกล่าว
“อย่าไปกลัว พวกเรามีเยอะกว่ารีบรุมจับพวกมันเร็วเข้า” ท่านลุงสั่ง
ผิงหลางใช้วรยุทธ์ป้องกันตัวนางไม่ได้ชักดาบทำร้ายชาวบ้าน แต่แค่พอจับกุมและใช้เชือกมัดกลุ่มชาวบ้านไว้
“พวกท่านเป็ชาวยุทธ์อย่างนั้นหรือ”ท่านป้าสงสัย
“ใช่! บ้านมีกฎบ้านเมืองมีกฎเมือง พวกเ้ากล้าปล้นชิงทรัพย์แบบนี้ได้อย่างไร” องค์ชายหกตรัส
“ยกโทษให้พวกเราด้วยเถิดท่านจอมยุทธ์พวกเราไม่มีทางเลือกจริงๆ ทางการเก็บภาษีแพงมากตอนนี้หมู่บ้านพวกเราก็แห้งแล้งเกินทน ทำให้ปลูกพืชไม่ได้ผลเลยพวกเราจะหาอัฐที่ไหนไปจ่ายภาษีได้ล่ะ พวกเราก็เลยจำต้องวางยาชิงทรัพย์เ้าค่ะ”ท่านป้ากล่าวเสียงเศร้า เพราะนางเองก็ไม่อยากปล้นชิงผู้อื่นแบบนี้
“แต่มันผิดกฎหมายนะพวกเ้าควรไปร้องขอต่อทางการให้ลดภาษีสิ ถึงจะถูก” องค์ชายหกตรัส
“พวกเราลองทำมาแล้วขอรับท่านผู้ใหญ่บ้านคนก่อนถึงขั้นคุกเข่าขอร้องทหารเ่าั้ แต่พวกเขาไม่ยอมท่านผู้ใหญ่ก็เลยแข็งข้อปลุกระดมให้พวกเราออกมาประท้วงทางการ แต่ผลสุดท้ายก็คือทางการได้ส่งนักฆ่ามาฆ่าผู้ใหญ่บ้านตายพวกเรามีครอบครัวที่ต้องดูแลก็เลยกลัวตายและยอมสลายชุมนุมแต่โดยดี” ท่านลุงเล่า
“พวกเราเองก็จะไม่ทำร้ายพวกท่านแต่ก็ไม่อยากเห็นพวกท่านหันมาประกอบอาชีพทุจริตแบบนี้ งั้นเอาอย่างนี้ข้าพอมีทรัพย์สินช่วยพวกท่านได้ แต่มันอยู่อีกเมือง ข้าจะไปนำมาให้โดยมีข้อแม้ว่าพวกเ้าต้องเลิกปล้นชิงผู้อื่นอย่างเด็ดขาด” องค์ชายหกตรัส
“นี่เป็ครั้งแรกของพวกเราและพวกเราจะไม่ยอมปล้นชิงใครอีกแล้ว” ท่านลุงกล่าวคำมั่นเพราะเขาเองก็ไม่อยากทำ
“พวกเราช่างเป็ผู้โชคดีจริงๆที่ได้รับเกียรติมาเป็เหยื่อรายแรกของพวกท่าน” องค์ชายหกตรัส
“เฮ้ย! อย่าไปเชื่อบางทีพวกเขาอาจแกล้งให้ความหวังพวกเรา และอาจไปแล้วไปเลยไม่ยอมกลับมาเหยียบที่นี่อีก” ชาวบ้านหนุ่มคนหนึ่งกล่าว
“ข้าจะอยู่ที่นี่เป็ตัวประกันให้เอง”ผิงหลางเสนอ
“เ้ามีความสำคัญอะไรเหตุใดชายผู้นี้ถึงจะยอมกลับมาเพื่อเ้ากันล่ะ” ท่านป้าสงสัย
“เอ่อ ข้าเป็……” ผิงหลางตอบไม่ได้ เพราะตนไม่ได้เป็อะไรกับพระองค์
องค์ชายหกทรงฉวยโอกาสโอบเอวของหญิงสาวและหันไปตรัสกับชาวบ้านว่า “นางเป็คนรักของข้าพวกเราจะแต่งงานกันเร็วๆ นี้”
“ไม่ใช่….” ผิงหลางกล่าวไม่จบ
องค์ชายหกทรงรีบกระซิบว่า “คิดดีๆนะผิงหลาง หากเ้าไม่พูดตามน้ำ ชาวบ้านก็ไม่มีทางยอมเชื่อพวกเรา”
“ก็ได้เพคะ” ผิงหลางจึงหันไปบอกชาวบ้านว่า “ข้าเป็คนรักของเขาจริงๆ”
“พวกเราไม่เชื่อ” ท่านป้ากล่าว
องค์ชายหกทรงหอมแก้มหญิงสาวต่อหน้าชาวบ้านทุกคน “พวกท่านเชื่อแล้วหรือยังถ้ายังไม่เชื่อ ข้าจะจูบนางให้ทุกคนดู”
“พอแล้ว ทุกคนเชื่อแล้ว” ผิงหลางรีบปรามเสียงดัง
“ก็ได้ พวกเราจะเชื่อพวกเ้าสักครั้งและจะไม่ปล้นชิงคนแปลกหน้าตามสัจจะ” ท่านลุงกล่าว
“ข้าจะไปหาเมล็ดพันธุ์ทนแล้งให้บางทีพวกเ้าจะได้มีรายได้มากขึ้น” องค์ชายหกทรง้าแก้ปัญหา
“ตราบใดที่ฝนไม่ตกแบบนี้ปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้ผลผลิตหรอก” ท่านลุงกล่าว
“งั้นเอาอย่างนี้ดีมั้ยเ้าคะข้าจะส่งพิราบสื่อสารให้เพื่อนของข้ามาที่นี่บางทีนางอาจทำพิธีเรียกฝนให้ก็เป็ได้” ผิงหลางเสนอ
“นางเป็แม่มดหมอผีอย่างนั้นหรือ”ท่านป้าสงสัย
“เปล่าเ้าค่ะ! นางเป็หมอดูคนนึงเท่านั้น” ผิงหลางกล่าว
“นางจะช่วยได้แน่งั้นหรือ”ท่านลุงไม่เชื่อถือ
“ไม่ลองก็ไม่รู้จริงมั้ยเ้าคะ”ผิงหลางเชื่อมั่นในตัวเหวยเหนียง
“เชื่อพวกเขาสักครั้งเถิดดูพวกเขามีเจตนายอมช่วยเหลือพวกเราจริงๆ ” ท่านป้าช่วยเกลี้ยกล่อม
“ก็ได้พวกเราพากันแยกย้ายไปถางหญ้าเถิด บางทีหากพ่อหนุ่มนำเมล็ดพันธุ์มาพวกเราจะได้พร้อมปลูก” ท่านลุงประกาศ
“ก็ดีเหมือนกัน” ชาวบ้านทุกคนยอมฟัง
ผิงหลางก็เลยจำต้องพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมอีกหลายวันเพื่อเป็ตัวประกันนางเองก็ไม่แน่ใจว่าฝ่ายชายจะยอมกลับมาที่นี่เพื่อนางหรือเปล่าแต่สักพักนางก็คิดใหม่ว่า “ความจริงแล้วองค์ชายหกทรงเป็ห่วงชาวบ้านยังไงพระองค์ก็ทรงกลับมาเพื่อช่วยเหลือชาวฉายยี่อยู่ดี”
ก๊อกๆ ก๊อกๆ
“ใครน่ะ” ผิงหลางะโถามแต่ยังไม่เดินไปเปิด
“เราเอง เราเข้าไปนะ” องค์ชายหกตรัส
ผิงหลางเลยเดินมาเปิดประตูห้องให้ “ทรงมีอะไรงั้นหรือเพคะ”
“เราจ่ายค่าห้องพักให้เ้าแล้วรอเรากลับมานะ” องค์ชายหกทรงกำชับ
“ขอบพระทัยเพคะ” ผิงหลางกล่าว
“แล้วเ้าส่งจดหมายให้หมอดูเหวยเหนียงแล้วหรือยัง”องค์ชายหกทรงอยากรู้
“หม่อมฉันส่งพิราบไปแล้วเพคะ แล้วพระองค์ทรงมีธุระอะไรหรือเปล่าเพคะ”ผิงหลางกล่าว
“เราต้องแยกทางจากเ้าเราอยากได้ของแทนใจ” องค์ชายหกตรัส
“เอ่อหม่อมฉันไม่ได้เป็คนรักของพระองค์จริงๆ เสียหน่อยเพคะ” ผิงหลางคิดว่ามันไม่จำเป็
“พูดจาอะไรระวังหน่อยนะมีคนจับตาดูพวกเราอยู่” องค์ชายหกทรงเตือน
“ที่แท้ก็ทรงแสดงละครนี่เองอะนี่เพคะ สร้อยลูกประคำ เอาไว้เป็เครื่องคุ้มกันภัยเพคะ” ผิงหลางถอดสร้อยลูกประคำที่สวมติดตัวให้แล้วยื่นให้
“คล้องให้เราหน่อยสิ” องค์ชายหกทรงไม่รับเพราะ้าให้ฝ่ายหญิงสวมให้พระองค์
ผิงหลางจำต้องคล้องสร้อยลูกประคำให้กับฝ่ายชาย
“แกล้งเขินให้เหมือนผู้หญิงคนอื่นบ้างสิ”องค์ชายหกตรัส
“หม่อมฉันก็เป็แบบนี้ทรงรับไม่ได้ก็แล้วแต่พระองค์เพคะ” ผิงหลางไม่สนใจ
องค์ชายหกทรงดึงหญิงสาวเข้าไปจุมพิตโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ทันตั้งตัวเริ่มแรกนางก็ขัดขืนแต่สักพักก็ค่อยอ่อนลงจนกระทั่งกลายเป็ยินยอม
ผ่านไปนานพอสมควรผิงหลางตั้งสติได้รีบผลักชายสูงศักดิ์ออกไปทันทีและรีบต่อว่า “ทรงทำบ้าอะไรเพคะถึงทรงตั้งพระทัยจะแกล้งแสดงละคร ก็ไม่ควรล่วงเกินหม่อมฉันถึงเพียงนี้”
“เรารักเ้าจริงๆ นะผิงหลาง”องค์ชายหกตรัส
“ยังเลิกแสดงละครไม่หยุดอีกอย่างนั้นหรือเพคะ”ผิงหลางโมโห
“ม้าพร้อมแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อะโบอก
“เราจะกลับมาหาเ้าที่นี่เราสัญญา เราไปก่อนนะ” องค์ชายหกเสด็จออกไปจากห้องทันที
ผิงหลางทำตัวไม่ถูก นางไม่รู้เลยว่าสถานการณ์นี้คืออะไรมันคือการแสดงละครหรือว่าพระองค์ทรงเผยความในพระทัยกันแน่
หลังจากองค์ชายหกเสด็จออกเดินทางไปเมืองสุ่ยลี่เพื่อไปนำทองที่ได้จากการแข่งล่าสมบัติมาที่เมืองฉายยี่แห่งนี้ชาวบ้านก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติ จนกระทั่งมีกองทหารขี่ม้าบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน
******************************
เหล่าทหารพากันลงจากม้าและอ่านประกาศให้ชาวบ้านทุกคนฟัง
“ฮองเฮาทรง้าเด็กผู้หญิงวัย8 ขวบที่เกิดในคืนเดือนหงาย หากที่นี่มีเด็กดังกล่าวพระองค์ทรงจะประทานทองคำแท่งให้หนึ่งหีบ” ทหารนายหนึ่งประกาศ
ทุกคนมองไปที่เด็กผู้หญิงวัย 8 ขวบที่มีเพียงหนึ่งเดียวในหมู่บ้าน
“ลูกของข้าเกิดกลางวันเ้าค่ะ”แม่ของเด็กรีบตอบ
“ไม่เป็ไรฮองเฮาทรงจะเสด็จมาเยี่ยมที่นี่ในวันพรุ่งนี้ พวกเ้าไม่อาจตบตาพระองค์ได้หรอกพวกข้าไปล่ะ” ทหารกล่าว
พอเหล่าทหารพากันจากไปเหล่าชาวบ้านก็เลยคาดคั้นกับแม่ที่กำลังกอดลูกสาวอยู่อย่างนั้น
“เ้าแน่ใจนะว่าลูกของเ้าเกิดกลางวัน”ชายหนุ่มคนหนึ่งไม่เชื่อ
“ข้าจะโกหกได้ยังไง” แม่ของเด็กรีบตอบ
“น่าเสียดายที่หมอตำแยเพิ่งตายไปเมื่อวานเลยไม่อาจยืนยันได้” ท่านป้ากล่าว
“เอาเถอะ นางบอกแล้วนี่พวกเราแยกย้ายไปปรับหน้าดินกันดีกว่า เผื่อชายแปลกหน้าจะกลับมาในวันพรุ่งนี้”ท่านลุงกล่าว
“ก็ดีเหมือนกัน” ท่านป้าเห็นด้วย
******************************
ตกกลางดึก แม่ของเด็กวัย 8 ขวบหันซ้ายหันขวาก่อนจะจูงมือเด็กเข้าไปในป่า
ผิงหลางที่เปิดหน้าต่างออกมาดูดาวนางเห็นว่าหญิงชาวบ้านทำตัวผิดปกติ ก็เลยแอบติดตามสองแม่ลูกนั่นไปและติดตามไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่ง
“ลูกแม่ หลบอยู่ที่นี่ไปก่อนนะให้พ้นวันพรุ่งนี้ไปก่อน แม่ไม่อยากให้ลูกเป็เหมือนลูกของจิ่งเหมยเมื่อปีที่แล้วแม่จำได้ดีว่าทหารมาเอาตัวลูกของจิ่งเหมยไปเพราะพ่อของเด็ก้าทองคำแม้ว่าครอบครัวจิ่งเหมยจะได้รับทองคำแท่งเป็จำนวนมากจนถึงขั้นนำไปตั้งตัวได้แต่นางก็ต้องเสียลูกอันเป็ที่รักไปตลอดกาลเหตุเพราะพวกเขานำเด็กไปประกอบพิธีบูชายัญเพื่อเสริมชะตาของฝ่าาองค์ปัจจุบันแม่มองเห็นจิ่งเหมยนั่งร้องห่มร้องไห้เพราะคิดถึงลูกจนถึงขั้นตรอมใจตายแม่ไม่อยากเป็อย่างนั้น และโชคดีที่แม่เป็แม่เลี้ยงเดี่ยวอีกทั้งหมอตำแยก็ตายไปแล้ว จึงไม่มีใครรู้เื่ที่เ้าเกิดในคืนเดือนหงาย”แม่ของเด็กกล่าวทั้งน้ำตา
“แต่เ้าไม่อาจตบตาองค์ฮองเฮาได้หรอก”ผิงหลางปรากฏตัว
“เ้าเป็ใครน่ะจะมานำลูกข้าไปให้ทหารอย่างนั้นหรือ” หญิงชาวบ้านเอาตัวเข้าไปกันลูกไว้
“ข้าเป็คนแปลกหน้าก็จริงแต่ข้าเองก็มีมโนธรรม ข้าไม่ทำแบบนั้นหรอก” ผิงหลางเห็นใจคนเป็แม่
“ข้าก็เลยพาเด็กหนีมาที่นี่ไงล่ะ”แม่ของเด็กกล่าว
“ฮองเฮาทรงเคยเป็หมอดูมาก่อนทรงทำนายได้อยู่ดีว่าเด็กที่เหมาะสมเข้าพิธีสังเวยชีวิตนั้นอยู่ที่นี่ เด็กคนนี้หนีไม่พ้นหรอก”ผิงหลางกล่าว
“แล้วข้าจะทำอย่างไรดีข้าไม่อยากเสียลูกเพียงหนึ่งเดียวไป” หญิงชาวบ้านรู้สึกกังวลหนักมาก
“ข้าพอมีวิธี อะนี่คือยันต์บดบังให้ลูกของเ้าเก็บไว้ตลอด รับรองว่าลูกของเ้าจะปลอดภัย” ผิงหลางยอมยื่นผ้ายันต์บดบังที่ได้จากหมอดูเหวยเหนียงส่งให้เด็กน้อยวัย8 ขวบ
“ยันต์ผืนเดียวจะช่วยได้แน่หรือ”แม่ของเด็กไม่เชื่อถือ
“ข้าเคยลองมาแล้วมันช่วยได้จริงๆ ” จากนั้นผิงหลางก็คิดในใจว่า “ข้าสามารถหลบท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีได้จริงๆแต่ข้าดันเป็ฝ่ายยอมไปพบพระองค์เองเพียงเพื่อไปช่วยชีวิตท่านหยางสือเท่านั้น”
“ขอบคุณแม่นางหากลูกสาวของข้ารอดชีวิตได้ ข้าจะไม่มีวันลืมพระคุณของแม่นางเลย” แม่ของเด็กกล่าวอย่างซึ้งใจ
“ข้าคงช่วยได้แค่ลูกของเ้าแต่ไม่อาจช่วยเหลือเด็กวัย 8 ขวบที่เกิดในคืนเดือนหงายคนอื่นๆได้” ผิงหลางคิดว่าไม่น่ามีพิธีบูชายัญอะไรบ้าๆ นั้นเลย
“พระนางทรงก่อกรรมทำเข็ญเช่นนี้สักวัน์ต้องลงโทษพระนาง” แม่ของเด็กกล่าวด้วยความเจ็บแค้น
“ค่อยรอวันนั้นเถิดนะตอนนี้เ้าพาลูกกลับไปที่หมู่บ้านได้แล้ว หากเ้าพาเด็กหนียิ่งทำให้ชาวบ้านพากันสงสัยว่าเ้ามีลูกที่เกิดคืนเดือนหงายจริงๆ ” ผิงหลางขู่
“งั้นข้าจะรีบพาเด็กกลับไปเดี๋ยวนี้”หญิงชาวบ้านก็เลยจูงมือเด็กน้อยกลับบ้านเพื่อป้องกันชาวบ้านสงสัย
ผิงหลางคิดในใจว่า “วันพรุ่งนี้ข้าจะได้พบองค์ฮองเฮาที่หมู่บ้านนี้สินะ”