ภายในตำหนักหลักอันเป็ศูนย์กลางของสำนักกระบี่ปะาเซียน เว่ยเฉินนั่งสงบกายอยู่บนเสื่อไหมเนื้อดีเบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แกะสลักลวดลายวิจิตรรูปกระบี่ไขว้ กลิ่นอายธูปหอมอวลอบอวลระคนไปทั่วห้องโถงกว้างใหญ่ที่ประดับประดาด้วยภาพเขียนพู่กันจีนรูปยุทธจักรและศาสตราวุธโบราณเรียงรายตามแนวผนัง ตัวเขาในยามนี้ยังคงรู้สึกเกร็งและระแวดระวังกับสถานที่อันหรูหราโอ่อ่าแห่งนี้ ทั้งที่เพิ่งผ่านการศึกต่อสู้เอาชีวิตรอดกลางป่าลึกมาได้เพียงไม่กี่วันกาล
ท่านเ้าสำนักนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สองหัตถ์ประคองกล่องโลหะสีดำสนิทที่เว่ยเฉินมอบให้อย่างทะนุถนอมระมัดระวัง สายตาจับจ้องตราสัญลักษณ์ลึกลับบนฝากล่องด้วยความครุ่นคิดลึกซึ้ง นางมิได้เปิดกล่องใบนั้นออกในทันที เพียงแต่ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ผิวโลหะเย็นเยียบอย่างเบามือ ราวกับกำลังััร่องรอยความทรงจำบางประการที่ฝังรากลึกอยู่ในนั้นมาเนิ่นนาน
"เ้าพอจะจำความสิ่งใดได้บ้างก่อนที่จะฟื้นตื่นขึ้นมากลางป่าใหญ่" เ้าสำนักเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงไว้ด้วยความจริงจัง
เว่ยเฉินเกิดอาการอึกอักใจอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเลือกสรรถ้อยคำตอบอย่างระมัดระวังรอบคอบ ยามนี้เขายังมิอาจไว้วางใจผู้ใดมากพอที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการข้ามผ่านกาลเวลาย้อนกลับมานับพันปีและการถูกผู้เป็อาจารย์ปลิดชีพ "ข้าจำได้เพียงว่ามีผู้ใหญ่ที่ข้าเคารพรักมอบกล่องใบนี้ให้ ก่อนที่ข้าจะหมดสติและรู้สึกตัวอีกครากลางป่าลึก เื่ราวทุกอย่างหลังจากนั้นพร่าเลือนไปหมดสิ้น"
เ้าสำนักพยักหน้ารับคำบางเบา แม้สีหน้าจะเรียบเฉยมิแสดงความคลางแคลงใจเด่นชัด ทว่าเว่ยเฉินกลับััได้ว่านางมิได้ปักใจเชื่อคำตอบนั้นทั้งหมด เพียงแต่เลือกที่จะมิซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดต่อในเวลานี้
"กล่องใบนี้..." เ้าสำนักเอ่ยขึ้นช้าๆ สายตามิได้ละไปจากตราสัญลักษณ์บนฝากล่อง "มีกลิ่นอายมวลพลังงานที่ข้ามิเคยพบพานมาก่อนในชีวิต ทว่ากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับเคยได้ยินเื่ราวเล่าขานเกี่ยวกับมันจากสถานที่ใดสักแห่งในอดีตกาลอันไกลโพ้น"
เว่ยเฉินนิ่งสดับฟังด้วยความสนใจยิ่ง ทว่ามิกล้าเอ่ยถามลึกซึ้งไปกว่านี้ ด้วยเกรงว่าจะเผลอเปิดเผยความลับเฉพาะตัวของตนเองมากจนเกินไป
"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม" เ้าสำนักวางกล่องโลหะลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างแ่เบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเว่ยเฉินตรงๆ "สิ่งของชิ้นนี้เป็เครื่องพิสูจน์แจ้งว่าเ้ามิใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน ข้าจะรับเ้าเข้าเป็ศิษย์พิเศษของสำนัก โดยขึ้นตรงต่อข้าแต่เพียงผู้เดียว"
ถ้อยคำประกาศนั้นส่งผลให้เว่ยเฉินตัวสั่นระทึกด้วยความตื่นเต้นปนเหลือเชื่อ เขาคาดคิดไม่ถึงเลยว่าเพียงชั่วข้ามคืนจากยาจกมอมแมมข้างทาง จะแปรเปลี่ยนสถานะมาเป็ศิษย์พิเศษของท่านเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบภูมิภาคนี้
"ข้า... ขอบพระคุณท่านเ้าสำนักเป็อย่างสูง" เว่ยเฉินก้มศีรษะลงกราบกรานอย่างนอบน้อม หัวใจเต้นระทึกรัวด้วยความปีติยินดี
"มิจำเป็ต้องขอบใจข้าหรอก" เ้าสำนักโบกหัตถ์บางเบา น้ำเสียงกลับคืนสู่ความเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นดั่งเดิม "ข้าเพียงกระทำตามสัญชาตญาณที่บ่งชี้ว่ากล่องใบนี้และตัวเ้าอาจมีความสำคัญล้ำลึกมากกว่าที่ตาเห็น หากในกาลข้างหน้าประจักษ์แจ้งว่าข้าตัดสินใจผิดพลาด เ้าจะถูกขับไล่ออกจากสำนักในทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้นประการใดทั้งสิ้น"
เว่ยเฉินพยักหน้ารับคำด้วยความเคารพ เขารู้แจ้งดีว่าโอกาสในครานี้มีค่าเหนือกว่าสิ่งใด และตั้งจิตแน่วแน่มั่นคงว่าจะต้องพิสูจน์ตนเองให้คู่ควรกับความไว้วางใจที่ได้รับมา
ข่าวคราวเื่การรับศิษย์พิเศษของท่านเ้าสำนักแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักภายในเวลาอันมิถึงหนึ่งวัน ก่อเกิดกระแสความไม่พอใจและข้อครหาให้แก่เหล่าผู้าุโรวมถึงศิษย์รุ่นพี่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังคงยึดมั่นในเื่ชนชั้นสายเืและพร์เป็ที่ตั้ง
เว่ยเฉินถูกจัดสรรให้พักอาศัยอยู่ในเรือนไม้ขนาดเล็กท้ายสำนัก ซึ่งห่างไกลจากหมู่เรือนพักของเหล่าศิษย์ชั้นในที่ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย ตัวเขาไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกับที่พักอันเรียบง่ายสมถะนี้แม้แต่น้อย เพราะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคืนวันอันแสนทรมานที่ต้องนอนหนาวสะท้านกลางป่าลึกแล้ว สถานที่แห่งนี้ย่อมเปรียบได้กับสรวง์
เช้าวันรุ่งขึ้น เว่ยเฉินถูกเรียกตัวไปพบผู้าุโประจำสำนักเพื่อรับฟังคำปฐมนิเทศเกี่ยวกับกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ผู้าุโท่านนั้นมีนามว่าท่านหลี่ ร่างกายสูงโปร่งใบหน้าเคร่งครึม แววตาเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งพันปีที่ไม่เคยละลาย
"จงฟังให้ดี" ท่านหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้กระแสความรู้สึก ในขณะที่เดินนำทางเว่ยเฉินสำรวจรอบเขตสำนัก "แม้เ้าจะได้รับความเมตตาจากท่านเ้าสำนักให้ดำรงสถานะเป็ศิษย์พิเศษ แต่นั่นมิได้หมายความว่าเ้าจะได้รับการละเว้นกฎเกณฑ์ข้อบังคับใดๆ มนุษย์ทุกคนในสำนักแห่งนี้จำเป็ต้องผ่านการทดสอบและพิสูจน์ฝีมือประลองเช่นเดียวกันหมดสิ้น"
เว่ยเฉินพยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อมเสงี่ยมตน "ข้าเข้าใจแล้ว ท่านผู้าุโ"
ท่านหลี่หยุดฝีเท้าลงตรงหน้าลานฝึกยุทธกว้างใหญ่อันเป็สถานที่ที่ศิษย์นับร้อยชีวิตกำลังกวดขันฝึกปรือวิชากระบี่ ท่ามกลางเสียงขานคำรามและเสียงศาสตราวุธปะทะกันดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ "ทุกเพลายามเช้าเ้าต้องมาฝึกซ้อมทักษะพื้นฐาน ณ ลานแห่งนี้ ทุกยามบ่ายต้องเข้าศึกษาเรียนรู้วิชาปราณและหลักทฤษฎีในหอคัมภีร์ ส่วนเพลาราตรีกาลเป็เวลาฝึกฝนอิสระ หากเ้าละเลยการฝึกปรือโดยไม่มีเหตุผลอันควร จะต้องถูกลงทัณฑ์ตามระเบียบสำนักทันที"
เว่ยเฉินจดจำกฎเกณฑ์ทั้งหมดอย่างตั้งใจ ในใจรู้สึกท้าทายระคนตื่นเต้นกับเส้นทางเบื้องหน้าที่เฝ้ารอคอยอยู่ แม้จะล่วงรู้ดีว่าหนทางสายนี้คงมิราบรื่นดั่งใจคิด โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสายตาเหยียดหยามที่เขาสามารถััได้จากศิษย์รุ่นพี่หลายคนที่เดินผ่านไปมารอบกาย
ในระหว่างที่เดินสำรวจอยู่นั้น เว่ยเฉินสังเกตเห็นกลุ่มศิษย์ชั้นในกลุ่มหนึ่งกำลังยืนรวมตัวจับกลุ่มกระซิบกระซาบกันอยู่ใกล้ศาลาฝึกยุทธ สายตาของคนเ่าั้จับจ้องตรงมาที่ตัวเขาด้วยความรังเกียจระคนดูแคลน
"นั่นอย่างไรเล่า ไอ้เด็กเหลือขอที่ท่านเ้าสำนักรับเข้ามาโดยไม่มีหัวนอนปลายเท้าเด่นชัด" เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาพอให้เว่ยเฉินได้สดับฟัง "ได้ยินว่าไร้ซึ่งตระกูลใดๆ รองรับสายเืเลยสักนิด เพียงเพราะมีกล่องประหลาดใบเดียวกลับได้ชุบตัวเป็ศิษย์พิเศษ ช่างมิยุติธรรมเอาเสียเลย"
"อีกประเดี๋ยวก็จะได้รู้กันว่าฝีมือที่แท้จริงเป็เช่นไร" อีกสุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมประชดประชัน "พวกไร้หัวนอนสายเืต่ำต้อยเช่นนี้อยู่ได้มิเนิ่นนานหรอก สำนักของเราไม่เคยปรานีคนอ่อนแอ"
เว่ยเฉินได้ยินคำสบประมาทเ่าั้อย่างแจ่มชัด ทว่าเขาเลือกที่จะก้าวเท้าเดินผ่านไปโดยมิแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ เขาล่วงรู้ดีว่าการโต้เถียงในยามนี้มีแต่จะสร้างศัตรูเพิ่มพูนโดยมิจำเป็ สิ่งที่ต้องกระทำย่อมเป็การพิสูจน์คุณค่าของตนเองผ่านการกวดขันฝึกปรือและผลลัพธ์ที่ประจักษ์แจ้งเท่านั้น
ท่านหลี่ที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าหันกลับมามองเว่ยเฉินด้วยสายตาที่คล้ายกับกำลังประเมินสิ่งใดบางอย่างในใจ "เ้ามิรู้สึกโกรธเคืองที่พวกเขาเจรจาพ่นคำเช่นนั้นใส่หรือ"
"มีความโกรธาอยู่บ้าง" เว่ยเฉินตอบตามความสัตย์จริง "ทว่าถ้อยคำวาจามิอาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงได้ ข้าจะขอพิสูจน์ด้วยฝีมืออันแท้จริงแทนคำโต้แย้ง"
ท่านหลี่พยักหน้ารับคำเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยเคร่งครึมดูจะผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อได้สดับฟังคำตอบ "วาจาของเ้านับว่าน่าพึงใจยิ่งกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้มาก บางทีท่านเ้าสำนักอาจมิได้ตัดสินใจผิดพลาดก็เป็ได้"
กระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ยามบ่ายคล้อยของวันนั้น เว่ยเฉินถูกนำตัวไปยังหอเรียนวิชาปราณเพื่อเข้าร่วมชั้นฝึกสอนพื้นฐานร่วมกับเหล่าศิษย์ใหม่คนอื่นๆ ที่เพิ่งเข้าสู่สำนักในรุ่นเดียวกัน ห้องเรียนกว้างขวางมีศิษย์นั่งเรียงรายกันเต็มพื้นที่ด้วยความตั้งใจ โดยมีอาจารย์ผู้ฝึกสอนเป็สตรีวัยกลางคนผู้มีน้ำเสียงนุ่มนวลทว่ากลับเปี่ยมด้วยกระแสอำนาจตบะ
ในระหว่างการศึกษาเรียนรู้ เว่ยเฉินพยายามซึมซับจดจำความรู้เกี่ยวกับระบบการเดินปราณของยุคสมัยนี้อย่างตั้งใจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับองค์ความรู้เดิมที่เขาเคยจากหอสูงสุดในอนาคต เขาได้พบพานว่าแม้รากฐานหลักหลายประการจะมีความคล้ายคลึงกัน ทว่าวิธีการฝึกปรือและควบคุมมวลพลังงานกลับมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างแปรเปลี่ยนไปมากนัก
ในขณะที่กำลังตั้งจิตฝึกทำสมาธิตามคำสั่งสอนของอาจารย์ผู้สอน เว่ยเฉินพลันรับรู้ได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมองตรงมาจากมุมห้อง เขาจึงเหลือบสายตามองไปทางนั้นบางเบา และได้พบพานว่าเป็หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางผู้หนึ่งในชุดฝึกยุทธสีขาวบริสุทธิ์ นางนั่งแยกตัวห่างจากกลุ่มศิษย์คนอื่นๆ พอสมควร ดวงตาคู่ตราตรูของนางนั้นเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยกระแสความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกซึ้งภายใน
เว่ยเฉินมิอาจล่วงรู้ได้ว่าสตรีผู้นั้นคือนามใด ทว่ากลับััได้ถึงกระแสความรู้สึกประหลาดบางประการยามที่ได้สบตากับนาง ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมโยงผูกพันกันอยู่ลึกๆ ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่อาจอธิบายออกมาเป็ถ้อยคำวาจาได้
หญิงสาวผู้นั้นรีบเบือนสายตาหลบหนีในทันทีที่รู้ตัวว่าถูกจับได้ว่ากำลังลอบมอง สีหน้าของนางมิแสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทว่าเว่ยเฉินกลับสังเกตเห็นว่าฝ่ามือของนางที่วางอยู่บนตักกลับกำกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังต่อสู้กับกระแสความคิดบางประการอยู่ภายในจิตใจ
นางเป็ผู้ใดกัน... เหตุใดข้าจึงรู้สึกคุ้นเคยกับกระแสสายตาเช่นนั้นนัก
เว่ยเฉินมิมีโอกาสได้เอ่ยถามผู้ใดเกี่ยวกับสตรีปริศนาผู้นั้นในวันดังกล่าว เพราะเมื่อสิ้นสุดยามเรียนลง นางก็รีบหยัดกายลุกเดินออกจากห้องหอไปอย่างรวดเร็วโดยมิหันกลับมามองอีกเลย หลงเหลือไว้เพียงกระแสความคลางแคลงใจที่คั่งค้างอยู่ในใจของเขา
ตัวเขาในยามนี้ย่อมไม่อาจล่วงรู้เลยว่า หญิงสาวปริศนาผู้มีแววตาเย็นเยียบผู้นั้น แท้จริงแล้วก็คือ 'ธิดา์' ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือระบือไกลที่ลุงเฉาเคยเล่าขานให้ฟังในระหว่างการเดินทาง และมิอาจล่วงรู้เลยว่า ชะตากรรมของเขาทั้งสองกำลังจะถูกถักทอผูกพันเข้าด้วยกันอย่างมิอาจแยกแยะได้ในอนาคตกาลอันใกล้สืบไป