ฝ่ายเผ่ามารถือค้อนอันใหญ่เห็นมนุษย์พุ่งเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวก็แสยะยิ้ม มือกำชับยกค้อนขึ้นฟาดสู่พิ้นดิน หมายจะบดขยี้มนุษย์ผู้ให้ตายไปอย่างไม่มีเศษซากสรรพางค์กาย
ทว่ายามนั้นร่างอาภรณ์ดำคล้ายจะเลือนราง ในพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่ต่างอันใดจากภูตผี กลิ่นอายลมปราณสิ้นสุดอยู่ที่พื้นเท่านั้น
สตรีผู้สูงศักดิ์และเหล่าทหารกล้าล้วนตื่นตระหนกระคนประหลาดใจ ในภาพตรงหน้า ในความฝันของมนุษย์หมายมั่นจะบรรลุขอบเขตเซียนก็เพื่อที่จะท่องใต้หล้า ทอดสายตามองแผ่นดินเหนือเมฆา
“เขาเหินอากาศ!”
“ไม่ใช่ขอรับคุณหนู เขาแค่ะโขึ้นไป แต่มนุษย์ที่ไม่ใช้กำลังภายในะโได้สูงเทียมฟ้าเช่นนั้น เกรงว่าสมรรถภาพร่างกายเขาคงสูงส่งมาก”
พลทหารเผ่ามารมองซ้ายขวา กวาดสายตาไปโดยรอบ ใบหน้าแฝงความโกรธ คิดดูแล้วคงไม่ใคร่ยินดีนักที่ถูกมนุษย์หยอกล้อเช่นนี้
อัสนีครามทอประกายทั่วฟ้า เจิดจ้าประหนึ่งดวงดาว วิชานี้คือผันปราณแปลงศาตรา เฟยหลางไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่ตนมีลมปราณแข็งกร้าว ก่อร่างหอกได้ชัดเจนไม่อ่อนแสงเฉกเช่นแต่ก่อน จากนั้นมือขวาก็ไหวโบก หอกถูกขว้างออกไปอย่างเร็วพลันประหนึ่งว่าเป็ทัณฑ์์
ยามนั้นทั้งเมืองใหญ่แห่งทวีปเปลวเพลิง ได้สดับเสียงอัสนีลั่นะเืฟ้ายามเช้านอกฤดูฝนเป็ครั้งแรก
ฝ่ายมารวรยุทธ์ก็มิใช่ชั่ว หอกสายฟ้าที่พุ่งลงมาเป็เพียงความกลวงเปล่า ไม่แข็งกร้าวแม้แต่น้อย ยามนี้อาจเป็เพราะกำลังภายในฝ่ายตรงข้ามยังอ่อนด้อยนัก ในใจก็ปรากฎความคิดผิดแปลกดั่งว่าเป็คำสั่งที่ไม่อาจเลี่ยง ต้องฆ่ามัน! ก่อนจะเติบโตไปมากกว่านี้
“สามหอกพิชิตมาร”
ฝ่ายมารเมื่อใช้ค้อนรับหอกอัสนีสามครั้งครบ ก็กำชับด้ามค้อนแน่น หมายจะตวัดร่างที่ตกลงมาให้แหลกไปในครั้งเดียว และครานี้มันจะไม่พลาดแน่ ทว่ายามนั้นเองแสงสีครามสายหนึ่งก็ได้พุ่งเข้ามา
ยังไม่ทันได้หลบ ตรงหน้าอกก็รู้สึกแสบร้อนดั่งไฟแผดเผา มันถูกบีบให้ร่นถอยกลับไปอย่างน่าอนาจ
“เหตุใดมันถึงมีหอกที่สี่ ทั้งที่มันกล่าวว่าสามกัน”
เวลานั้นคล้ายจะมีทหารผู้หนึ่งกลั้นขำไม่ไหวเสียงนั้นแ่เบากลืนมากับกับสายลม พลทหารมารก็มีเปลวเพลิงลุกท่วมกาย ปราณมารแผ่ขยายกวาดออกมาดั่งพายุ มันโผนร่างเข้ามาหาชายหนุ่ม จากนั้นใช้มือทั้งสองเหวี่ยงค้อนั์ หมายมั่นจะบดขยี้ในครั้งเดียว
เมื่อเห็นค้อนเหวี่ยงเข้ามา ในใจก็ไม่หวาดกลัว กลับรู้สึกแปลกใจนักที่ค้อนนั้นดูเหมือนเคลื่อนที่ด้วยความแช่มช้า ที่เท้ามีประกายสายฟ้าอยู่เนืองๆ แล้วจึงเบี่ยงกายหลบอย่างง่ายดาย
จากนั้นมือขวาก็ไหวโบก ซัดฝ่ามือกระแทกอีกฝ่ายกลับไป ความรู้สึกยามนี้คือโลหิตร่างกายนั้นสูบฉีด ราวกับว่าตนเองสามารถทำได้ทุกสิ่งอย่าง นี่น่ะหรือความรู้สึกของผู้ที่เป็ที่รักของฟ้าดิน
มารร่างสูงใหญ่ยามนี้สติขาดสะบั้น จิตใจตกอยู่ห้วงความคลั่งโดยสมบูรณ์ เหวี่ยงค้อนโดยไม่สนใจเสียงกระดูกที่แตกหักของตนเองแม้เพียงแต่เสี้ยว ทว่ากลับทำอันใดมนุษย์เบื้องหน้าไม่ได้เลย คล้ายกับว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นกับมันอยู่เพียงเท่านั้น ผ่านไปพริบตาก็ผ่านไปหลายสิบกระบวนท่า
มันได้แผลมานับสิบแผลทั่วร่างกาย าแสาหัสถึงตายที่หน้าอกอีกหนึ่ง แต่บุรุษอาภรณ์ดำนภาสีหมึกผู้นี้ไม่มีแม้แต่แผลเดียว กระทั่งรอยถลอกก็ไม่เห็น!
เฟยหลางหลังจากเวลาล่วงผ่านไปนานก็ได้ผุดรอยิ้มจางๆ “พอแล้ว ข้าชินกับร่างแล้ว” แล้วจึงจับด้ามค้อนด้วยมือเปล่า กระชากแย่งอาวุธจากมารมา จากนั้นแทงหอกไปที่หัวใจมารร้าย
บุรุษหนุ่มก้าวเท้าออกมาอย่างแช่มช้า ด้วยรอยยิ้มน้อย ก่อนจะกลับไปมีใบหน้าสุขุมคมคายสง่าเช่นเดิม ทว่าก็เหมือนมนตราในตำนาน วงเวทย์อักขระปรากฎขึ้นบนพื้น ทุกคนในเมืองประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง ค่ายกลปราบมารที่ใช้โดยคนเพียงผู้เดียวกลับแกล้งกล้าถึงเพียงนี้
ปีศาจเช่นนี้ผุดออกมาจากนรกขุมไหนกัน
พลทหารมารไม่นึกว่าค้อนของตนจะกลายเป็ที่ฝังศพ เฟยหลางเมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็ทืบเท้าไปเบื้องหน้า จะกลับเข้าเมืองไป เพียงว่าไม่รู้สาเหตุใดจึงได้อ่อนแรงจวนจะทรุดฮวบอยู่รอมร่อ ดวงตาอันพร่ามัวเห็นร่างของชายวัยกลางคนเดินเข้ามา พร้อมกับเสียงสั่งการ
“พาเขากลับวังวิหค..”
ครั้นลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เข้ามาในคลองจักษุคือดินแดนรกร้างกว้างใหญ่ไพศาล เหนือเมฆามีเสียงเมฆาคำรามลั่นก้องฟ้า ทัณฑ์์ร่วงสู่พื้นอยู่เป็ระยะสร้างความหวาดหวั่นในก้นบึ้งของหัวใจ ที่แห่งนี้คือที่ใด!
“กว่าจะติดต่อเ้าได้ลำบากแทบแย่ ไม่นึกเลยว่าการหาช่องว่างมิติย้ายดวงจิตเข้าดินแดนเ้าจะยากถึงเพียงนี้…. แต่เ้ามีศักยภาพที่ไม่เลวเลยสำหรับตระกูลสายย่อย รู้สึกจะเป็สายเืพยัคฆ์เหินเวหา ” ชายหนุ่มในอาภรณ์ขาวจันทร์หิมะ หล่อเหลาคมคายก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าแช่มชื่น
เฟยหลางเมื่อได้เห็นใบหน้าอันคุ้นเคย แววตามีเค้าความตระหนกอยู่เล็กน้อย “ข้าผู้แซ่เฟย ท่านคือจักรพรรดิางงั้นหรือ”
“ถูกต้องแล้ว แต่เ้าเหนือกว่าที่คาดไว้มากนัก ข้าวาดหวังกับเ้าไว้สูงทีเดียว เอาเถิดเข้าเื่กันก่อน ยามนี้ผนึกของเ้าถูกปลดไปแล้วหก จักรพรรดิคนอื่นก็น่าจะคิดไม่ตกเื่เ้าแล้วเหมือนกัน เพียงว่าเขาไม่สามารถเข้ามายังที่นี่ได้ง่ายนัก” หลังจากนั้นเฟยหลางเห็นแสงสีม่วงส่องแสงประกาย ไม่รู้ด้วยว่าสาเหตุอันใดตนจึงได้รู้สึกเ็ปเจียนตายเช่นนี้
“ท่านทำบ้าอันใด!”
“คนของสกุลเสือขาว มีพร์ในการต่อสู้ และวิธีที่ทำให้เติบโตเร็วมากที่สุดจะเป็สิ่งใดได้อีกนอกจากการถูกทุบตี จงภูมิใจเสียเ้าเป็คนที่สามที่ข้าสอนสั่งด้วยตนเอง เรียกข้าว่าท่านปู่ทวดเสียเถิด ฮ่าฮ่า หลานรัก” เนื้อหาประโยคนั้นเปี่ยมความอบอุ่น แค่ว่าวาจาที่เอ่ยจากปากมีแววเย็นะเืและ โลหิตชุ่มโชก
เมื่อได้ยินเสียงอันเยือกเย็นดั่งน้ำค้างยามเช้า เฟยหลางก็สั่นไหว ราวกับว่ามีไอเย็นแทรกซึมออกมาจากส่วนลึกในจิตใจ “ขอผู้าุโชี้แนะ ให้ข้าดูฝีมือขอบเขตประทับเทพว่าเป็จริงดุจเสียงเล่าลือเสียงเล่าอ้างไม่” ใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้มน้อยๆ ยามนี้รู้เพียงแค่ฝ่ามือที่พุ่งเข้ามานั้น จะเป็สิ่งที่ตนไม่อาจลืมลืมได้ตลอดกาล