เทพ์สังเกตเห็น อู่ อวี้ พยายามใช้ปลายนิ้วมือเพื่อปลดกลอนประตูคุกบนรถม้าให้เปิดออก
แม้ว่า อู่ อวี้ จะาเ็สาหัส หรือ อ่อนล้ามากเพียงใด แต่เขาก็ยังพยายามกระเสือกกระสน จนสามารถออกมาจากรถม้าได้อย่างทุลักทุเล เขาก็พยายามพาร่างอันบอบช้ำของตนเอง คลานไปยังทิศทางที่เทพ์อยู่ ต่อให้เขาต้องรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มี เขาก็ต้องไปให้ถึงเทพ์ผู้นั้นให้จงได้ เพราะมันหมายถึงโอกาสรอดของชีวิต และ โอกาสที่ตัวเขาจะกลับมาแก้แค้นได้อีกครั้ง! เขาก้มหน้าหมอบต่ำลงกับพื้นดิน แล้วเขาก็รวบรวมพลังทั้งหมดร้องะโออกไปว่า “ท่านเทพเซียน! ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ เป็รัชทายาทของอาณาจักรบูรพา เย่วอู่ ข้าถูกใส่ร้ายจากกลอุบายอันชั่วช้า และ พวกมันได้ถอดถอนบรรดาศักดิ์ของข้า โปรดเมตตา รับข้าน้อยเป็ศิษย์ของท่านด้วย โปรดเมตตา โปรดเมตตาข้าด้วย!”
อู่ อวี้ เงยศีรษะของตัวเองขึ้น เพื่อมองไปยังใบหน้าของเทพเซียน สีหน้าของเขาช่างดูเรียบเฉยเ็า ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
“ท่านโปรดเมตตา ยอมรับข้าเป็ศิษย์ของท่านด้วย! ข้าขอสาบานว่า ข้าจะอุทิศทั้งชีวิต เพื่อชดใช้หนี้บุญคุณในครั้งนี้แก่ท่าน!”
หลังจากชีวิตของเขาต้องประสบความหายนะ และ ล่วงรู้ความจริงอันชั่วร้ายที่ถูกซุกซ่อนอยู่เื้ั ไม่ว่าจะเป็เื่ที่พระบิดาของเขาถูกลอบปลงพระชนม์อย่างอำมหิต หรือ แม้กระทั่งเหล่าราษฎรผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องสูญหายไป พวกเขาเ่าั้ล้วนถูกมารชั่วหว่านชิงจับตัวไปกินเป็อาหาร บัดนี้ชีวิตของ อู่ อวี้ ได้ตกต่ำมาถึงขีดสุด หากมีผู้ใดสักคนมีน้ำใจยื่นมือมาช่วยเหลือเขา ให้หลุดพ้นออกจากขุมนรกแห่งความสิ้นหวังนี้ไปได้ เขาจะยอมตาย ยอมมอบกายถวายชีวิตของเอง เพื่อชดใช้หนี้บุญคุณในครั้งนี้อย่างไม่มีวันลืม
“ท่านอาจารย์! ศิษย์ อู่ อวี้ ขอคำนับท่านอาจารย์! ข้าขอสาบานว่าข้าจะไม่ลืมบุญคุณในครั้งนี้ ข้าจะปรนนิบัติท่าน ดั่งเป็ทาสรับใช้ผู้ที่ซื่อสัตย์ ไปจนกว่าชีวิตของข้าจะหาไม่”
อู่ อวี้ จะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้หลุดลอยไปเด็ดขาด เพราะเขารู้ดีว่าหากปล่อยโอกาสครั้งนี้ไป ตัวเขาจะไร้ซึ่งหนทางแก้แค้น และ ต้องอยู่อย่างอัปยศอดสูไม่ต่างจากตายทั้งเป็ จวบจนวาระสุดท้ายของเขา โอกาสครั้งนี้เปรียบเสมือนฟางสุดท้ายของเขาแล้ว และ มันจะต้องสำเร็จเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
“พื้นฐานในการฝึกตนของเ้าก็นับว่าไม่เลว คงต้องเรียกว่าดีพอ จนสามารถเข้ามาอยู่ภายในอาณาจักรเทพ์ได้ แต่เป็เพราะเ้ากลืนกินผงพรากิญญาเข้าไป จึงทำให้เวลานี้ตัวของเ้าไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้ เช่นนั้นข้าจึงมิอาจรับเ้าเป็ศิษย์ ผู้ที่จะเป็ศิษย์ของข้า ฟง ซัว หยา ได้นั้น จักต้องมีพร์อย่างน้อยหนึ่งในแสนคน”
คำพูดตัดรอนของ เฟิง ซัว หยา นั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงใส่บนร่างของ อู่ อวี้
ดวงตาของเขาไม่ควรมืดบอดเพราะความสิ้นหวัง เขาควรจะไตร่ตรองในเื่นี้ให้รอบคอบ เขาย่อมเข้าใจดีว่าเวลานี้ เฟิง ซัว หยา กำลังปฏิเสธเขาอยู่ เพราะร่างกายของเขาไม่สามารถบ่มเพาะพลังได้อีกต่อไป! แต่เป็เพราะว่าตัวเขานั้น ไม่ใช่บุรุษที่จะยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดง่าย ๆ เขาเชื่อมั่นว่าความพากเพียรนั้นเป็กุญแจสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ!
“ขอเพียงแค่ให้ข้าได้ติดตามเคียงข้างท่าน ตัวข้านั้นยินดีที่จะรับใช้ และเป็ทาสผู้ซื่อสัตย์ของท่าน ไม่ว่าจะให้เป็สุนัข หรือ ลาของท่าน ... ข้ายินดีที่จะทำทุกอย่าง!”
ผงพรากิญญา ... อืม แม้มันจะไร้รูปร่าง แต่จริง ๆ แล้วผลของมันนั้นคือการตัดิญญา
“ในเมื่อเ้าตกเป็เหยื่อของผงพรากิญญา แล้วข้านั้นก็ไม่อยากเข้าไปแทรกแซง าระหว่างมนุษย์ ... เอาละๆ! งั้นข้าจะให้เ้าไปเป็เด็กรับใช้ภายในนิกายของข้า ไปเป็เด็กรับใช้ของหยานหลี่”
แม้ว่าอู่ อวี้ จะอยู่ในอาการสะลึมสะลือ แต่เขาก็รู้สึกได้ว่าตนเองนั้นกำลังลอยอยู่เหนือกลุ่มก้อนเมฆ แม้ไม่ได้อยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ แต่เขาก็รู้สึกราวกับว่าตนเองเป็ดังวิหคก็ไม่ปาน นี่คือสิ่งที่แม้แต่ ฮ่าวเทียน ก็มิอาจกระทำได้!
“ข้าทำสำเร็จ!” อู่ อวี้ ร้องะโออกมาด้วยความยินดี ก้องดังอยู่ในหัวของเขา ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างสุขล้น
......
“ฉ่า ฉ่า! "
เสียงดังราวกับถ่านไฟอันร้อนระอุ กำลังปะทุออกมา มันดังขึ้นทุก ๆ สองวินาที
“ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน! ซีเฟย ไอ้พวกสุนัขใจโฉด!”
อู่ อวี้ ตื่นขึ้นมา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้า และ มือของเขาชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ บริเวณ แล้วพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย จริงสิ... ท่านเทพ์ เฟิง ซัว หยา พาข้ากลับมายังอาณาจักรเทพ์ด้วยนี่นา?
“อาาา เมื่อกี้ข้าแค่ฝันไปสินะ”
ขณะนี้ตัวเขากำลังอยู่ในบ้านไม้สะอาดสะอ้าน พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องเรือนตกแต่ง โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า และ เตียงนอน แม้มันจะไม่หรูหรา แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับ อู่ อวี้ กลางห้องนอนมีเตาผิงไฟ สำหรับสร้างความอบอุ่น และ ผ่อนคลายความหนาวเย็น
อู่ อวี้ ค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้ายาวเหยียด แม้ว่าร่างกายของเขาจะอ่อนแอ และ เหนื่อยล้าอยู่บ้าง แต่เขากลับรู้สึกสดชื่น และ ผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างในอากาศ กำลังหล่อเลี้ยงหัวใจอันบอบช้ำของเขา
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด นี่คงเป็ปราณจิต อาณาจักรของมนุษย์ไม่มีปราณจิตมากมายเช่นนี้ ถ้าตอนเยาว์วัยข้าได้ฝึกปรือวิชาอยู่ที่นี่ ระดับยุทธของข้าคงอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้น 7 หรือไม่ก็อาจจะระดับชั้นฟ้าขั้น 8!”
อู่ อวี้ รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่สุด นั่นก็เพราะเขามั่นใจว่าเวลานี้ เขาได้เข้ามาอยู่ภายในอาณาจักรเทพ์แล้ว เขาจะปลอดภัยจากการถูกไล่ล่าจากฮ่าวเทียน หลังจากผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายต่าง ๆ มาได้ มันก็ทำให้ อู้ อวี้ นั้นเติบโตขึ้น และ ตาสว่างขึ้นมาก เขารู้ว่าสภาพร่างกายของเขาเวลานี้ ไม่ต่างจากคนพิกลพิการ ส่งผลให้เขาไม่สามารถแสวงหาประโยชน์ จากอาณาจักรเทพ์ได้อย่างเต็มที่ หลังจากกลืนกินผงพรากิญญาเข้าไป เขาก็ไม่สามารถฝึกฝนวิชาได้อีก! เขาจดจำเื่ราว และ ความโเี้อำมหิตนั้นได้อย่างฝังใจ เขาจึงต้องยอมมาเป็ผู้รับใช้ของหยานหลี่ หน้าที่ผู้รับใช้ก็คงไม่ต่างจากโลกมนุษย์ คือการให้อาหารสัตว์ รดน้ำพืชผลสมุนไพร ผ่าฟืน ปัดกวาดเช็ดถูบ้าน เหมือนผู้รับใช้ทั่ว ๆ ไป
“สวบ สวบ!”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้า ๆ หนึ่งก็ดังแว่วขึ้นมาให้ได้ยิน จากนั้นประตูไม้ก็เปิดออก ด้วยแรงผลักเบา ๆ แอ๊ดดดด ∽ ∽ อู่ อวี้ ยกศีรษะของเขาขึ้น เขาเห็นชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา เพราะหลังที่ค่อมโค้งงอของเขา ทำให้ชายชราผู้นี้ดูตัวเตี้ยกว่า อู่ อวี้ ชายชรามีร่างกายซูบผอม ผมเผ้ายุ่งเหยิงเป็สีขาว มีริ้วรอยย่นอยู่ทั่วใบหน้า มีดวงตาที่ขุ่นมัวเล็กน้อย ราวกับว่าเขาโดนสาปแช่งมา สีหน้าของชายชราแสดงออกถึงความเข้มงวด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาไม่ชอบ อู่ อวี้ สักเท่าใดนัก
“อา เ้าตื่นอยู่สินะ รีบลุกขึ้นแต่งเนื้อแต่งตัว เรามีงานต้องทำอีกเยอะ” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน ดวงตาคู่สีขาวขุ่นจ้องเขม็งมาทาง อู่ อวี้ มันทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว และ อึดอัดเล็กน้อย
อู่ อวี้ รีบลุกขึ้นแล้วทำตามอย่างที่ชายชราสั่ง เขาสังเกตเห็นว่า บนลำคอของชายชรา มีบางอย่างห้อยอยู่มันเป็ด้ายสีแดง ห้อยด้วยจี้โลหะยาวประมาณสองนิ้ว ตรงส่วนปลายเป็สีทอง ซึ่งน่าจะทำมาจากทองคำแท้ ตรงส่วนกลางของมันมีสีดำรูปร่างคล้าย ๆ อีกาที่ทำมาจากโลหะ
“สถานที่แห่งนี้เป็อาณาจักรเทพ์ เมื่อใดที่เ้าก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้แล้ว เ้าก็จะต้องอยู่ที่นี่ไปจวบสิ้นอายุขัย หากเ้า้ามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย เ้าต้องเรียนรู้กฎ และ ข้อห้ามต่าง ๆ ของอาณาจักรเทพ์ ทองเหลืองชิ้นนั้นมันบ่งบอกว่าเ้าอยู่ใต้อำนาจ และ การดูแลของข้า ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดให้มากความ เ้าจงพากเพียรปฏิบัติตามกฎระเบียบ อย่าทำให้ข้าต้องเดือดร้อน” จากนั้นชายชราก็โยนเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มให้กับ อู่ อวี้ แล้วเดินเข้าไปในห้องข้าง ๆ ทิ้งเขาไว้อยู่เื้ั เพื่อให้เขาตระเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมแล้วค่อยตามออกไป
หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่ชายชราพูดมาทั้งหมด เขาก็ล่วงรู้ในสิ่งที่เฟิงซัวหยาพูดทันทีว่า ให้มาเป็ผู้รับใช้ของหยานหลี่ เขาจะต้องคอยช่วยเหลือชายชรา และ ต้องอยู่ภายใต้อำนาจการดูแลของชายชราผู้นี้
“ดูเหมือน ตาเฒ่าผู้นี้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าของเราเท่าไหร่แฮะ?” เขาครุ่นคิดกับตัวเองอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็รีบสวมใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มอย่างรวดเร็ว เวลานี้ผลกระทบจากผงพรากิญญาก็เริ่มลดลงบ้างแล้ว ซึ่งทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ภายในร่างกายของเขา ก็ยังเสียหายอย่างหนักเช่นเดิม ร่างกายของเขาเวลานี้ เหมือนกับต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาใกล้ตายเต็มที อีกทั้งมันยังเต็มไปด้วยาแ และ หลุมลึก
ในเวลาต่อมาชายชรา ก็ถือชามซุปถ้วยหนึ่งเข้ามาภายในห้อง แล้วเขาก็ยื่นมันให้กับอู่อวี้ พร้อมกล่าวว่า “ดื่มซะ”
อู่ อวี้ ถือกำเนิดในพระราชวัง ดังนั้นเพียงกลิ่นของมันโชยมาแตะจมูกของเขา ๆ ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า น้ำซุปถ้วยนี้ทำมาจากโสมเก่าแก่ ซึ่งต้องใช้เปลวไฟที่มีประสิทธิภาพสูง ในการชงให้เข้ากัน น้ำซุปถ้วยนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับร่างกาย และ เนื่องจากภายในห้องพัก มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น อู่ อวี้ จึงรู้ได้ทันทีว่าชายชรา เป็คนต้มน้ำซุปถ้วยนี้ให้แก่เขา ถึงแม้ว่าลักษณะท่าทางภายนอกชายชรานั้นจะดูเ็า แต่แท้จริงเขากลับเป็คนอบอุ่นใจดี แม้ว่าเขาจะไม่ชอบ อู่ อวี้ ก็ตาม
“ขอบคุณท่านลุง ข้ามีนามว่า อู่ อวี้ ข้าควรเรียกท่านว่าเช่นไร?” นับั้แ่ที่เขาก้าวเข้าในสถานที่แห่งนี้ เขาจะรอดพ้นจากการภัยคุกคามของฮ่าวเทียนและคนในวัง อู่ อวี้ ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสำรวจอาณาจักรเทพ์ เนื่องจากว่าสถานที่แห่งนี้เขาเคยได้ยินมาจากเื่เล่าขาน และ ตำนานปรัมปราเท่านั้น
“เ้าเรียกข้าว่า เสิ่น อู๋ เต้า” ชายชราตอบ เพื่อกระตุ้นไม่ให้เขาโอ้เอ้
“ลุงเสิ่น!” อู่ อวี้ รีบกระดกถ้วยซุปยกซดอย่างรวดเร็ว ฉับพลันความรู้สึกสดชื่น ก็แผ่ซ่านขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ น้ำซุปช่วยเติมเต็มพลังงานบางส่วน หลังจากที่มันแห้งเหือดจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ ดังนั้นมันจะต้องเป็หนึ่งในจิติญญาโอสถ ที่มาจากแผนกปรุงยาของอาณาจักรเทพ์ ผลของมันถึงยอดเยี่ยมมากเช่นนี้
“ตามข้ามา!”
แอ๊ดดดด ∽ ∽ ในขณะเดียวกันลุงเสิ่น ได้ผลักประตูไม้เปิดเข้ามาพร้อมกับแสดงสีหน้าบ่งบอกว่า ให้ อู่ อวี้ เร่งรีบเข้า เขาวิ่งตามหลังชายชราไปอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกทิ้งไว้เื้ั หลังจากทุกอย่างผ่านไป ท่านลุงเสิ่นได้แสดงให้เขาเห็นว่า ท่านมีน้ำใจต่อเขาเป็อย่างยิ่ง ฉะนั้นเขาจะต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านลุงเสิ่น!
ทันทีที่ อู่ อวี้ ก้าวออกมาจากบ้านไม้ เขาก็พยายามมองสำรวจไปรอบ ๆ บริเวณ และ ภาพที่เขาเห็น มันก็ทำให้เขาตื่นตะลึงเป็อย่างยิ่ง ฤดูเหมันต์ถือเป็่ที่มีอุณหภูมิสูง และ หนาวเย็นอย่างที่สุด ดังนั้นูเานับหมื่นพันจะต้องถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ แต่กลับหาใช่ที่นี่ไม่! สถานที่แห่งนี้ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของเกล็ดหิมะตก หรือ แม้แต่แผ่นน้ำแข็งให้ได้เห็น ูเาทุกลูกนั้นงดงาม เพราะความเขียวขจีของพืชพรรณไม้ ยอดูเาตั้งสูงตระหง่านโดดเด่น ดูราวกับว่ายอดของมันได้แทงทะลุไปจนถึง์ สิ่งที่เขาได้เห็นนอกเหนือจากนั้นก็คือ หมอกสีขาวขุ่นกำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า มันแผ่กระจายไปทั่วทั้งเทือกเขา ขลับให้ดูลึกลับราวกับต้องมนต์สะกด ท่ามกลางม่านหมอกรูปทรงแตกต่างกันนับไม่ถ้วน ยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ดูคล้ายกับพระราชวังอันกว้างใหญ่ และ สลับซับซ้อนอยู่ มีตำหนักมากมาย ความงดงามสุดพรรณนาของทิวทัศน์ และ สิ่งปลูกสร้าง ช่างแตกต่างจากอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ จนเรียกได้ว่าเทียบไม่ติด
ภาพความงดงามตระการตาที่ อู่ อวี้ ได้เห็น ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังอยู่บนสรวง์!
อู่ อวี้ กำลังยืนอยู่บนเชิงเขา ที่ถูกรายล้อมไปด้วยูเาอันเขียวชอุ่ม เส้นทางทอดยาวไปยังูเา เต็มไปด้วยศิลาหินสีเขียว เส้นทางคดเคี้ยวนำพาพวกเขาไปสู่เบื้องล่างของหุบเขา ชายชราเดินนำหน้าเขาอย่างคล่องแคล่ว อู่ อวี้ รีบเดินตามหลังของชายชราไปอย่างติด ๆ เพื่อป้องกันการพลัดหลง เขาย่างก้าวไปบนก้อนหินที่ถูกปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ แต่เขาก็ยังไม่ลืมที่จะสูดลมหายใจ เพื่อสูบพลังปราณจิตเข้าไป ซึ่งทำให้เขารู้สึกราวกับว่า ตนเองกำลังอยู่บนสรวง์ที่เหนือขอบเขตอาณาจักรแห่งความตาย
“แดน์!” เืในกาย และ เส้นชีพจรของเขาเริ่มเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่ากำลังมีคลื่นั์ลูกใหญ่อยู่ภายใน
“เอาล่ะ ก่อนที่เราทั้งสองคนจะเข้าไปยัง ‘สวนสัตว์์’ แล้วเริ่มทำหน้าที่ของเรา ข้าจะอธิบายให้เ้าฟังสั้น ๆ ถึงอาณาจักรเทพ์ของเรา ที่แห่งนี้เป็สถานที่สำหรับผู้ฝึกตน และ ผู้บ่มเพาะพลัง ซึ่งมันค่อนข้างแตกต่างจากสามัญชนคนธรรมดา บางเคล็ดวิชา และ บางกระบวนท่าวิถีแห่งเต๋าของที่นี่ มีความเกี่ยวข้องกับการใช้กระบี่ซึ่ง เป็ที่รู้จักกันในนามของกระบี่นั้นว่า กระบี่แห่งการฝึกตน แล้วผู้ที่กระบวนท่าเ่าั้ก็มีนามว่า “นิกายกระบี่์”
์ ์เปิดทางให้ข้าแล้ว! แทบจะในทันที อู่ อวี้ ก็หวนนึกถึงกลิ่นอายพลังปราณ ที่แผ่ออกมาจากกระบี่สีทองของเทพ์ เฟิง ซัว หยา กระบี่เล่มนั้นได้แผ่พลังปราณเข้มข้นออกมาอย่างแท้จริง ราวกับว่ามันสามารถเปิดเส้นทางไปสู่์ได้
“นิกายกระบี่์ เป็รากฐานของดินแดนแห่งนี้ มันมีปราณจิตมากมายมหาศาล มากกว่าอาณาจักรของมนุษย์อย่างมาก ซึ่ง ‘เทือกเขาคราม’ ! มีขนาดใหญ่กว่าครึ่งหนึ่งของราชอาณาจักร อีกทั้งยังเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มักจะมีผู้ฝึกตนเข้ามาบ่มเพาะพลัง ณ ที่สถานแห่งนี้มากมายนับไม่ถ้วน และพวกเขาเ่าั้ต่างก็หวังว่าตนนั้นจะได้เป็เทพ์ และได้กลายเป็เทพ์อย่างแท้จริง!”
“มนุษย์ถือเป็สิ่งต้องห้าม สำหรับเทือกคราม มนุษย์ห้ามย่างกรายเข้าไปเป็เด็ดขาด เพราะในสายตาของพวกเขาเทือกเขาครามเปรียบเสมือน์อย่างแท้จริง แล้วตอนนี้เ้ากำลังอยู่บนเทือกที่มีชื่อว่า “เทือกเขาหยานหลี่” ซึ่งเป็หนึ่งในเทือกเขาคราม!”
จากคำบอกเล่าของ เสิ่น อู๋เต้า ยิ่งทำให้เืภายในกายของ อู่ อวี้ พลุ่งพล่านขึ้น “อา ถ้าเช่นนั้นนี่คงเป็อาณาจักรเทพ์!
“เ้าคงเคยเห็นท่านเ้านิกายกระบี่์แล้วสินะ เพราะท่านเ้านิกายเป็คนพาเ้ามาที่นี่ด้วยตนเองเมื่อวาน เ้านิกายของเราเป็คนค่อนข้างลึกลับเช่นนี้เสมอ ไปมาไร้ร่องรอย ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าท่านเ้าประมุขอยู่แห่งหนไหน พลังของท่านอยู่ในระดับชั้นฟ้าวิถีะในตำนาน! ท่านใกล้เป็เทพ์อย่างแท้จริง! ในนิกายของเรายังมีผู้าุโ และ ผู้บ่มเพาะพลังในรุ่นก่อน ๆ อยู่อีกนับไม่ถ้วน”
ท่านเทพ เฟิง ซัว หยา เป็เ้านิกาย?!
“นอกจากนี้นิกายของเรา ยังมีลูกศิษย์ลูกหาอยู่มากมาย ในหมู่ของพวกเขาทั้งหมด หากผู้ใดมีฝีมือที่ยอดเยี่ยม และ แข็งแกร่งมากที่สุด จะถูกเรียกว่า ‘ศิษย์หลัก’ นอกเหนือจากพวกเขาแล้วก็ยังมี “ศิษย์นอก” ซึ่งมีจำนวนมากกว่า “ศิษย์หลัก” ถึงร้อยเท่า”
“อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้ฝึกตนทุกคนจะเข้ามาบ่มเพาะพลังภายในเทือกเขาครามแห่งนี้ได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่สามารถเข้ามาได้นั้นมักจะเป็ “ศิษย์รับใช้” ! เป็เพราะผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จะง่วนอยู่กับการบ่มเพาะพลัง ดังนั้นพวกเราจึงมีหน้าที่จัดเตรียมสำรับอาหาร เครื่องดื่ม คอยดูแลที่อยู่อาศัยปัดกวาดเช็ดถู ให้อาหารสัตว์ิญญา ดูแลพืชิญญา ขนาด “ศิษย์หลัก” ที่อ่อนแอสุดยังมีผู้รับใช้อย่างน้อย 100 คน แล้วยังมี “ศิษย์นอก” ติดสอยห้อยตามอยู่ราว ๆ 10 คน”
อู่ อวี้ รู้สึกนับถือลุงเสิ่นเป็อย่างมาก ชายชราไม่เพียงเอาใจใส่ดูแลตัวเขาเท่านั้น ท่านยังช่วยเปิดโลกกว้างให้กับเขาได้รู้ว่า บน์ และ โลกมนุษย์ ต่างมีผู้ฝึกตนเช่นเดียวกัน!
“เ้าจงจำไว้!” จากนั้น เสิ่น อู๋เต้า มองกลับมาทาง อู่ อวี้ แล้วค่อย ๆ เน้นย้ำทีละคำ “ในฐานะคนรับใช้ เ้าต้องรู้จักประมาณตน เ้าต้องเข้าใจว่าการกระทำผิด หรือ การแสดงความไม่พอใจต่อเทพ์ นั้นถือเป็เื่ที่ผิดมหันต์! แม้ว่าเ้าจะเป็ “ศิษย์นอก” ก็ตาม เพราะนั่นเท่ากับว่าเ้ากำลังรนหาที่ตาย และ หาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเ้าเอง หายนะที่เ้าพามามันจะมากมายจนเ้าไม่เคยคาดคิดเชียวล่ะ แล้วถ้าเ้าฝ่าฝืนข้อห้าม ผู้ที่จะเดือดร้อนยิ่งไปกว่าเ้านั้นก็คือตัวข้า เพราะข้าเป็ผู้ดูแลเ้า! เ้าจงจดจำสิ่งที่ข้าบอกเอาไว้ให้ขึ้นใจ!”
เขาถือกำเนิดภายในพระราชวังหลวง ดังนั้นเขาจำต้องมีไหวพริบปฏิภาณเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น อู่ อวี้ จึงรู้ฐานะของตนเองเวลานี้เป็อย่างดี เขามีฐานะต่ำต้อย และ อยู่ในระดับต่ำสุดของอาณาจักรเทพเทพ์ ฐานะ และ ศักดิ์ศรีเวลานี้ช่างน่าใจหาย หากเทียบกับตอนที่เขายังเป็เ้าชายรัชทายาท ภายในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่
“แต่เ้าก็อย่าท้อแท้ไป ถึงเราจะเป็ศิษย์รับใช้ ก็ยังมีความหวังเช่นกัน ศิษย์รับใช้หลายคนถูกเทพ์ พามาที่นี่ั้แ่ทารก ล้วนมีความสามารถเพียงพอสำหรับการฝึกตน แม้แต่ข้าเองก็ถูกเทพ์พามาที่นี่ั้แ่ยังเยาว์ เช่นเดียวกับพวกเขา ที่นี่คือนิกายกระบี่์ เ้าสามารถเรียนรู้ในวิถีแห่งเต๋า และ ฝึกตน เ้ามีโอกาสที่จะได้เรียนรู้เคล็ดวิชาเต๋าต่าง ๆ หากเ้ามีพร์ในการบ่มเพาะพลังด้วยแล้ว เ้าจะต้องฝึกฝนไปถึงระดับชั้นฟ้าขั้น 6 “เ้าต้องสละร่างมนุษย์” ก่อนเ้าจะมีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์ จากนั้นเ้าต้องผ่านการทดสอบ และ ตรวจสอบบางอย่าง เพื่อจะได้กลายมาเป็ศิษย์อย่างแท้จริง! นิกายกระบี่์ จะฝึกฝนเ้าจากน้อยไปมาก แล้วเ้าจะกลายเป็เทพ์ในอนาคต”
เสิ่น อู๋เต้า พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาอาจจะหวนคิดถึงวันเวลาที่ล่วงผ่านไปแล้ว ดูเหมือนเขายังไม่ละความพยายามจากการเป็ศิษย์อย่างแท้จริง
16! อายุ 16 ปี!
เวลานี้ อู่ อวี้ มีอายุ 15 ปี ในอีกสองเดือนข้างหน้าเขาจะเข้าอายุ 16 แสดงว่าเขายังมีโอกาสที่จะได้เป็ศิษย์!
“มันช่างน่าเสียดาย เวลานี้ข้ากลับไม่ต่างจากคนพิการ”
เขากำหมัดของตนเองแน่น หากเขาไร้ซึ่งพลังแล้วกลายเป็เทพ์ไม่ได้ เขาจะฆ่าเทพ์ได้อย่างไร?
“จริงสิ ข้าเกือบลืมไปเลย เื่สละร่างมนุษย์นั้น มันก็คือระดับชั้นฟ้าขั้น 6 ของบนโลกมนุษย์นั่นแหละ”
แท้จริงแล้วหาก อู่ อวี้ ไม่ได้หลงกล และ ตกเป็เหยื่อผงพรากิญญาเสียก่อน อีกแค่ไม่กี่วันเขาก็จะเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 6!
ช่างน่าสมเพช ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก!
ตัวเขาเองก็ไม่ต่างกับ เสิ่น อู๋เต้า เขาพลาดโอกาสจะเข้าสู่นิกายเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น!
หลังจาก อู่ อวี้ และ เสิ่น อู๋เต้า เดินลงมาจากูเา เขาได้เดินผ่านป่า และ สันเขา เพื่อข้ามไปสูู่เาอีกลูกโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน
“บนนั้นจะเป็ที่ทำงานของเ้า สวนสัตว์์ ตามข้ามา”
‘ขอรับ!’
‘ว่าแต่สวนสัตว์์ ... คงไม่มีแค่สัตว์์อย่างเดียวหรอกนะ?’
อู่ อวี้ คิด
ขณะที่พวกเขาปีนขึ้นูเาสูง เขาพบว่าตนเองทั้งเหนื่อย และ อ่อนล้ามาก แต่อารมณ์ของเขาก็ยังคงร่าเริง เพราะความตื่นเต้น หลังจากทุกอย่างที่ได้พบเห็น และ ได้ยินได้ฟัง มันทำให้หัวใจของ อู่ อวี้ เต้นแรงอย่างน่าประหลาดใจ อาณาจักรเทพ์ได้นำพาให้เขาเจอะเจอกับเื่อัศจรรย์มากมาย จนเหลือคณานับ!
หลังจากพวกเขาปีนขึ้นมาบนูเาสูงกว่าพันเมตร ก็เห็นตะไคร่น้ำสีเขียวแผ่ปกคลุมก้อนศิลาไปทั่วบริเวณ และ ตรงด้านหน้ามีสวนสัตว์์ตั้งตระหง่านอยู่! แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงนกร้องดังแทรกขึ้นมา แคว๊ก แคว๊ก แคว๊ก!!! ฉับพลันหางตาข้างขวาของพวกเขาทั้งสอง ก็เห็นนกั์ตัวหนึ่งปรากฏขึ้น มันกำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่บนก้อนเมฆ!
นกั์ตัวนี้มีสีขาวบริสุทธิ์ราวหิมะ ขณะที่มันกำลังบินอยู่ เสมือนมันกำลังร่ายรำกับสายลม ครั้นเมื่อมันสยายปีก ๆ ของมันมีความยาวกว่า 20 เซียะ บนไรขนสีขาวของมันมีขนสีดำแซมอยู่ บนขนสีขาวมีจุดสีแดงประดับประดาอยู่ นก์ตัวนี้แผ่พลังปราณออกมาจนทั่วแผ่นฟ้า เห็นได้ชัดว่ามันสามารถ ฉีกกระชากพยัคฆ์ที่มีพลังเหนือสุดของห่วงโซ่อาหาร นกตัวนี้ไม่อาจเป็อย่างอื่นได้อีกนอกเสียจาก นกกระเรียน์
บนตัวของนกกระเรียน์ มีสตรีนางหนึ่งกำลังขี่มันอยู่ นางสวมใส่อาภรณ์ด้วยชุดคลุมยาวสีขาว อู่ อวี้ สามารถมองเห็นแผ่นหลังของนาง เส้นผมสีดำขลับของนางกำลังพลิ้วไสวไปตามสายลม เอวของนางเล็กคอด ผิวพรรณละเอียดอ่อน สีผิวของนางขาวราวหิมะ แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เห็นหน้านางอย่างชัดเจน แต่เขาก็สามารถบอกได้ว่า นางจะต้องมีรูปโฉมงดงามเป็แน่ ภาพที่เห็นเสมือนกับนาง และ นกกระเรียนคู่ใจ กำลังร่ายรำอยู่บนท้องนภาอย่างสนุกสนาน ความงดงาม และ ความพลิ้วไหวอ่อนช้อย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และ สิ่งมีชีวิตรอบตัว อู่ อวี้ ได้เห็นสตรีชาว์ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกเสมือนตนเองอยู่บนสรวง์จริง ๆ
“นางทำให้ข้านึกถึง ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน!”
แน่นอนว่านางต้องเป็ชาว์ ถ้าให้สุ่มชาว์ในนิกายกระบี่์ขึ้นมาสักคน คนคนนั้นจะสามารถจัดการฮ่าวเทียนได้อย่างไม่ยากเย็น มันเป็หลักฐานแสดงถึงความแข็งแกร่ง และ พลังอำนาจของพวกเขา! ไม่ว่าจะเป็จำนวนของเหล่าศิษย์ภายในนิกาย และ ยังมีแม่นางชาว์ผู้นี้อีก พลังของพวกเขาย่อมมีไม่น้อย
เวลานี้ อู่ อวี้ ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน มิได้เป็ผู้ปกครอง์ และ ปฐี ยังมีผู้คนมากมายบนโลกนี้สามารถเอาชนะเขาได้ ทั้งยังบดขยี้เขาได้ราวกับเป็เพียงแค่มดปลวก!
ฮ่าวเทียน ไม่ใช่ชาว์อย่างแท้จริง
ทันใดนั้นหญิงสาวชาว์ สวมใส่ชุดคลุมสีขาวได้หันมองมาทางเขาเช่นกัน
รูปโฉมของนางงดงามจนไม่อาจหาสิ่งใดมาเปรียบได้ แต่ท่าทางของนางกลับแสนเรียบเฉยเ็า ดวงตาไร้ซึ่งความแยแส ราวกับภมรที่โบยบินหายเข้าไปในความมืดมิด มันช่างให้ความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวผู้นี้นางเหมือนผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ที่ไม่แยแสใด ไม่แยแสแม้แต่์
“เ้าเด็กโง่ รีบหดหัวของเ้าลงเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า!” ท่านลุงเสิ่นรีบกดหัวของ อู่ อวี้ หมอบลงทันที
“นางคือนายท่าน แห่งเทือกเขาหยานหลี่ แม่นางผู้นี้คือ ท่านซู หยานหลี่ ซ่างเซียน! ไม่เพียงแค่นั้น นางยังเป็ “ศิษย์หลัก” และยังเป็ศิษย์สายตรงของเ้านิกายอีกด้วย ซึ่งก็หมายความว่านางมีศักดิ์ฐานะอันสูงส่งกว่าศิษย์ทั้งปวง ศักดิ์ฐานะต่ำต้อยอย่างพวกเรา ไม่สามารถยลโฉมของนางตรง ๆ ได้”
“อู่ อวี้ เทพเซียนทุกท่านที่อยู่ภายในนิกายกระบี่์แห่งนี้ เมื่อใดที่เ้าพบเห็นพวกเขา เ้าต้องก้มหัวคำนับรู้ไหม” เสิ่น อู๋เต้า จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาตำหนิ หลังจากที่เขาตักเตือนสั่งสอน
“หากเ้าไม่ก้มหัวให้แก่พวกเขา เมื่อนั้นชะตาของเ้าก็จะถึงฆาต”
คำสั่งสอนเหล่านี้ดังอยู่ในหัวของเขา ราวกับว่ามันก้องสะท้อนจนไม่มีวันจบสิ้น และเห็นได้ชัดว่าลุงเสิ่นกำลังกังวลและ หวาดกลัวเป็อย่างยิ่ง ถ้าอู่ อวี้ สร้างปัญหา เขาก็ต้องเจอกับปัญหานั้นด้วยเช่นกัน
“อา โลกของชาว์ โลกของผู้ฝึกตน มันช่างโหดร้ายยิ่งนัก!”
...................................................................................................................................................................