“ทุกคนคงรู้แล้วว่าต่อไปจะมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้แต่ละครอบครัว โดยที่ดินจะถูกแบ่งให้ตามจำนวนคน ครอบครัวของตาเฒ่าจางกำลังจะแยกบ้านกัน เพราะฉะนั้นที่ดินของพวกเขาก็จะได้รับจัดสรรตามครอบครัวของแต่ละคนที่แยกบ้านออกไป ยังมีบ้านไหนที่้าแยกบ้านเหมือนกับครอบครัวจางบ้าง ถ้ามีก็ให้มาบอกกับฉันได้ ฉันจะทำหนังสือแยกบ้านกันให้เรียบร้อย และจะพาไปทำทะเบียนบ้านใหม่ เมื่อทางการเข้ามาทำเื่จัดสรรที่ดินจะได้ไม่มีปัญหาทีหลัง” หัวหน้าหมู่บ้านพูดในที่ประชุมอย่างจริงจัง
ชาวบ้านคนหนึ่งยกมือถาม “แล้วถ้าเราไม่แยกบ้านละครับ ที่ดินที่พวกเราจะได้รับจัดสรรจะได้มากขึ้นหรือเปล่า ถ้าเป็อย่างนั้นครอบครัวของผมไม่คิดที่จะแยกบ้านกัน”
“อย่างที่ฉันบอกไป แต่ละครอบครัวจะได้รับจัดสรรตามจำนวนสมาชิก จะแยกหรือไม่แยกบ้านก็ได้ที่ดินเท่าๆ กัน” หัวหน้าหมู่บ้านตอบ และอธิบายให้ชาวบ้านฟังอย่างใจเย็น เพราะเขาเข้าใจดีว่าบางครอบครัวยังยึดติดกับความคิดเดิมเื่การอยู่ร่วมกันเป็ครอบครัวใหญ่ ตัวเขาเองที่ได้รับรู้ข่าวสารมามากและเริ่มมองสถานการณ์ในอนาคตออกก็พอจะรู้แล้วว่าในอนาคตแินี้จะเริ่มเปลี่ยนไป “การแยกบ้านไม่ได้หมายถึงว่าเราไม่กตัญญูกับพ่อแม่ เพราะไม่ว่าเราจะแยกย้ายกันไปมีครอบครัวของตัวเองเราก็ยังแสดงความกตัญญูกับพ่อแม่ได้เหมือนเดิม อีกอย่างการแยกบ้านก็จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวได้ด้วย คนขยันก็จะทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนคนี้เีก็จะเอาเปรียบคนในครอบครัวคนอื่นไม่ได้เหมือนเดิม ในอนาคตประเทศของเราจะพัฒนาขึ้นไปมาก และจะมีครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้นเหมือนกัน เพราะแต่ละคนจะมีความสนใจในการประกอบอาชีพที่แตกต่างกัน”
“หัวหน้าหมู่บ้านครับ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะพูดขัดนะครับ แต่ที่คุณพูดมาผมไม่เข้าใจเลยสักนิด คุณช่วยสรุปให้พวกผมฟังได้ไหมครับว่าตกลงแล้วการแยกบ้านมันดีหรือไม่ดียังไง” ชาวบ้านคนหนึ่งถามขึ้นมาอย่างสงสัย ซึ่งคำถามของเขาก็โดนใจใครหลายๆ คน
“ดีหรือไม่ดีฉันก็ตอบไม่ได้หรอก แต่ให้พวกเรามองกลับไปที่ครอบครัวของแต่ละคนดูว่าการอยู่ร่วมกันของพวกเธอทุกวันนี้เป็ยังไง” หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากชี้เฉพาะลงไปถึงปัญหาของแต่ละครอบครัว เพราะมันจะเหมือนกับเขาสอนให้ครอบครัวแตกแยกกัน อีกอย่างเื่แบบนี้แต่ละครอบครัวต้องตัดสินใจกันเอง
“ที่ครอบครัวลุงจางแยกบ้านเป็เพราะจางเป่าจินทำตัวี้เีหรือเปล่า พวกเราลองคิดดูสิว่าเป่าจินเป็จอมี้เีประจำหมู่บ้านเลยนะ พี่เกินกับพี่หนานขยันทำงานกันทั้งคู่ คิดว่าที่ลุงจางแยกบ้านเพราะไม่อยากให้จางเป่าจินมาเอาเปรียบพี่ชายนั่นล่ะ เป็ฉันก็คงทำแบบนี้เหมือนกัน” ชาวบ้านคนหนึ่งออกความเห็น
“แต่จางเป่าจินก็ปรับปรุงตัวดีขึ้นมาแล้วไม่ใช่หรือ เขาขยันทำงานในไร่จนฉันจำภาพเดิมเข้าไม่ได้แล้ว”
“นั่นสิ แล้วมีเหตุผลอะไรที่ครอบครัวจางต้องแยกบ้านกันด้วยล่ะ”
ชาวบ้านยังพูดถึงครอบครัวจางต่ออีกสักพัก ซึ่งครอบครัวจางกลับนั่งฟังอยู่เงียบๆ และไม่ได้เสนอความคิดเห็นอะไร เพราะเื่การแยกบ้านเป็ความคิดของพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าจางที่มีมาตั้งนานแล้ว ก่อนที่จะมีเื่การจัดสรรที่ดินทำกินและยกเลิกระบบการทำงานแลกแต้มแล้วด้วยซ้ำ
“เธอช่วยพูดอะไรหน่อยสิเป่าจิน” หัวหน้าหมู่บ้านหันไปมองจางเป่าจิน
จางเป่าจินพยักหน้ารับก่อนที่จะลุกขึ้นไปยืนข้างหัวหน้าหมู่บ้าน “ทุกคนครับ อย่างที่ลุงผู้ใหญ่บอกนั่นล่ะครับว่าต่อไปประเทศเราจะมีการพัฒนาขึ้นอีกมาก และการค้าก็จะเปิดกว้างมากขึ้น พวกเราบางคนคงไม่อยากยึดอาชีพทำนาทำไร่ต่อไป ที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่าอาชีพของเราทุกวันนี้มันไม่ดีนะครับ แต่ผมเชื่อว่าพอประเทศของเราเปิดกว้างขึ้น ความคิดของแต่ละคนก็ย่อมเปลี่ยนไป ทุกคนจะเริ่มมีความสนใจในอาชีพที่แตกต่างกัน ซึ่งบางคนอาจจะไม่ได้สนใจเื่การทำไร่ทำนาเพียงอย่างเดียวเหมือนผม”
“ถ้าเราไม่ทำนา แล้วเราจะไปทำอาชีพอะไรล่ะ”
“ผมคงบอกเื่นั้นได้นะครับ เพราะมันขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน แต่ถ้าจะยกตัวอย่างจากตัวผมเอง ผมก็ยังจะยึดอาชีพทำไร่ทำสวนของผมต่อไปนั่นล่ะครับ แต่ผมก็คงจะหาอาชีพเสริมอย่างอื่นทำด้วย ทีนี้เื่นี้มันเกี่ยวกับการแยกบ้านยังไง เพราะพวกผมสามคนพี่น้องมีความคิดไม่เหมือนกัน พี่ใหญ่้าทำนาปลูกข้าวและทำสวนผัก ส่วนพี่รองสนใจจะทำสวนผลไม้ พูดอย่างนี้แล้วทุกคนมองออกแล้วใช่ไหมครับว่าปัญหาในอนาคตจะตามมายังไง ลำพังบ้านผมที่มีลูกชายแค่สามคนยังมีความเห็นไม่ตรงกันอย่างนี้ แล้วทุกคนคิดว่าครอบครัวใหญ่ครอบครัวอื่นล่ะครับจะมีปัญอย่างนี้ตามมาหรือเปล่า”
ชาวบ้านได้ฟังจางเป่าจินพูด บางคนก็พอจะมองภาพออก แต่บางคนไม่ได้คิดไปมากกว่านั้นหรอก พวกเขาคิดแค่ว่าถ้าพวกเขาแยกบ้านกัน ต่อไปถ้าพวกเขาขยันและหาเงินมาได้ พวกเขาก็ไม่ต้องแบ่งให้กับคนี้เีในบ้านอีกแล้ว ซึ่งแต่ละบ้านมักจะมีคนประเภทนี้อยู่จริงๆ
หลังจากนั้นหมู่บ้านสกุลจางก็มีหลายครอบครัวที่ประสงค์จะแยกบ้านกัน เื่นี้ทำให้หมู่บ้านใกล้เคียงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ถึงแม้บางคนจะอยากแยกบ้านออกมาสร้างครอบครัวของตัวเอง แต่ก็ยังมีผู้าุโบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้และไม่อนุญาตให้ลูกหลานแยกบ้านออกไปจนกว่าพวกเขาจะตาย เจอเข้าอย่างนี้คนที่อยากแยกบ้านก็ได้แต่ก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อไป และยังแอบอิจฉาครอบครัวที่แยกบ้านกันได้สำเร็จ
“พี่สาม! พี่สามคะ”
จางเป่าจินหันหลังกลับตามเสียงเรียกก็เจอเข้ากับน้องสาวและน้องเขยของตัวเอง ซึ่งทั้งสองคนมีสภาพดูแทบไม่ได้เลย “พวกเธอสองคนกำลังจะไปไหน แล้วนี่หอบข้าวของอะไรมาเยอะแยะ”
“เราอยู่ที่บ้านหลังนั้นต่อไปไม่ได้แล้วค่ะ” จางซินมองหน้าพี่ชายน้ำตาคลอ
“นี่มันเื่อะไรกัน” จางเป่าจินขมวดคิ้วก่อนจะหันไปมองน้องเขยที่เอาแต่ก้มหน้ามองพื้น “เธอสองคน ใครจะเป็คนเล่าให้ฉันฟังว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่”
“พี่สามอย่าดุอาเซ่อสิ” จางซินปกป้องสามีทันทีเพราะกลัวพี่ชายจะเข้าใจผิด เธอจำได้ดีว่าพี่สามของเธอคัดค้านอย่างหนักที่ไม่อยากให้เธอแต่งงานกับสามี ถึงแม้จะรู้ว่าตอนนั้นพี่ชายคัดค้านเพราะเป็ห่วง แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อเธอกับสามีรักกันมากนี่นา “เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับอาเซ่อเลยนะคะ เป็เพราะพวกคนเห็นแก่ตัวที่บ้านของเขาต่างหากที่ทำให้พวกเราต้องหอบเสื้อผ้าหนีออกมาอย่างนี้”
“ฉันไปดุพวกเธอั้แ่เมื่อไหร่ แต่ถ้าพวกเธอยังไม่มีใครยอมพูด ฉันจะดุพวกเธอจริงๆ แล้ว”
จากความทรงจำของร่างเดิม พี่ชายคนโตกับพี่ชายคนรองรักเขามากกว่าน้องสาว แต่ตัวเขาที่เป็จอมี้เีประจำบ้านกลับรักและเป็ห่วงน้องสาวคนนี้มาก ถึงขนาดกับว่าเขาไปอาละวาดที่งานแต่งงานของน้องสาวเพราะไม่อยากให้น้องสาวแต่งงานเข้าสกุลต่ง ไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาเลยสักคนว่าครอบครัวต่งนั้นมีแต่พวกคนนิสัยไม่ดี เป็เพราะเมื่อก่อนภาพลักษณ์ของจางเป่าจินไม่น่าเชื่อถือ อีกทั้งครอบครัวต่งก็สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้คนภายนอกเห็น ไม่เหมือนกับภายในที่มีแต่ความขัดแย้ง ลูกชาย ลูกสะใภ้ ลูกสาว และลูกเขยต่างก็เป็พวกคดในข้องอในกระดูกกันทั้งนั้น จะมีก็แต่ ‘ต่งเซ่อ’ สามีของน้องสาวเขานี่ล่ะที่แตกต่างจากคนบ้านนั้น
“เป่าจินคะ” หลี่ปิงปิงเดินเข้ามาหาคู่หมั้น ก่อนจะหันไปมองชายหญิงคู่หนึ่ง “แล้วนี่...ใครหรือคะ”
“น้องสาวกับน้องเขยของผมเอง” จางเป่าจินตอบ
“พี่คือคู่หมั้นของพี่สามหรือคะ” จางซินถามอย่างกลัวๆ เธอกลัวว่าจากสภาพของเธอกับสามีที่ดูไม่ต่างจากขอทานเวลานี้จะทำให้ว่าที่พี่สะใภ้ไม่พอใจ เพราะมีสะใภ้ของเธอดูดีมาก
“อืม...ปิงปิงคือคู่หมั้นของฉันเอง พวกเธอจะเรียกว่าพี่สะใภ้หรือพี่ปิงปิงก็ได้” จางเป่าจินบอกน้องสาว
“นี่คงเป็อาซินกับอาเซ่อล่ะสิ” หลี่ปิงปิงยิ้ม “ไปหาที่นั่งกินข้าวกันก่อนดีกว่านะ มายืนอยู่กลางถนนแบบนี้มันไม่ดีหรอก”
“ไม่...ไม่ต้องก็ได้ค่ะพี่สะใภ้ เดี๋ยวฉันกับอาเซ่อจะไปทำธุระกันก่อน แล้วเดี๋ยวเราไปหาที่นั่งรอพวกพี่ก็ได้ค่ะ” จางซินปฏิเสธ
“ถ้าพวกเธอไม่รีบก็ไปหาข้าวกินกันก่อนเถอะ ตอนนี้พี่กับพี่สามของเธอหิวข้าวมากเลยนะ” หลี่ปิงปิงหันไปขยิบตาให้สามี “ไปเถอะ...มีปัญหาอะไรค่อยพูดกัน”
“ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ แล้วพวกเธอก็เตรียมคำตอบไว้ให้ดีๆ ว่าตกลงพวกเธอมีปัญหาอะไร อย่าได้คิดปิดบังฉันเชียวนะ ไม่งั้นฉันจะต่อยไอ้น้องเขยตัวโตแต่ไร้สมองคนนี้ให้หมอบเหมือนที่พี่รองเคยทำเลย” จางเป่าจินยังขู่ต่อ แค่เห็นสภาพน้องสาวกับน้องเขยตอนนี้เขาก็พอจะเดาเื่ราวได้แล้ว แต่ถึงยังไงเขาก็ยังอยากฟังจากปากของทั้งคู่อยู่ดี