วังหลินนั้นแม้ไม่ใหญ่โตเทียบเท่ากับวังหลวงแต่ความโอ่อ่าและซับซ้อนของหมู่เรือนที่เรียงรายอย่างมีแบบแผนนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าวังหลวงเลยแม้แต่น้อยกำแพงสูงสีขาวสะอาดตาล้อมกรอบหมู่เรือนทั้งหมดเอาไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากำแพงเหล่านั้นถูกเสริมให้ดูหนาขึ้นด้วยการใช้กำแพงเป็นส่วนหนึ่งของเรือนสำหรับคนรับใช้และบรรดาองครักษ์ทั้งหลาย วังอ๋องแห่งนี้แบ่งออกเป็นสามส่วนคือชั้นนอก ชั้นในและ เขตหวงห้ามแต่ละชั้นคั่นไว้ด้วยกำแพงอย่างแน่นหนา มีทางเข้าออกเพียงสองทางเท่านั้นและสำหรับเขตหวงห้ามนั้นมีประตูเข้าออกเพียงทางเดียว และนอกจากท่านอ๋องคนก่อนแล้วก็มีเพียงท่านหญิงรองเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้แม้แต่ฮูหยินใหญ่ หรือฮูหยินท่านอื่นๆก็ไม่สามารถเข้าไปในเขตหวงห้ามได้แม้แต่ก้าวเดียวกระทั่งองครักษ์เงาที่ต้องทำหน้าที่อารักขาเจ้านายอย่างเคร่งครัดก็ไม่สามารถ
และในยามนี้สาวใช้ประจำตัวของท่านหญิงรองก็กำลังยืนรอเจ้านายของตนอยู่หน้าทางเข้าเขตหวงห้ามด้วยใจที่กระวนกระวายอย่างยิ่งมือขาวผ่องของนางบิดชายกระโปรงสีชมพูของตนไปมานายหญิงของนางเข้าไปในเขตหวงห้ามนานแล้วแม้ว่าในวังหลินจะมีความปลอดภัยสูงเสียยิ่งกว่าวังหลวง แต่นางก็ไม่อาจวางใจได้เพราะครั้งนี้ท่านหญิงรองเข้าไปในเขตหวงห้ามนานกว่าปกติ
“ท่านเฝิ่นลู่เจ้าคะท่านหญิงรองยังมิออกมาอีกหรือเจ้าคะ?”
สาวใช้ตัวน้อยผู้ไปมาว่องไวดุจสายลมถามเสียงเบานางรีรออยู่ในเรือนของท่านหญิงนานแล้วแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าท่านหญิงจะกลับมาสาวน้อยร้อนใจจนทนรอต่อไปไม่ไหว จึงแอบเข้ามาถึงหน้าทางเข้าเขตหวงห้าม
“เฟินเฟินมิใช่ว่าเจ้าควรไปรอท่านหญิงในเรือนหรอกหรือ?”
สาวใช้ผู้มีศักดิ์สูงกว่าตำหนิด้วยเสียงที่ไม่ดังนักครั้นกล่าวแล้วนางก็สอดส่องสายตาไปรอบๆด้วยเกรงว่าจะมีใครสังเกตเห็นแม่สาวน้อยผู้นี้
“ต---แต่ว่า...”
“รีบไปเสีย เกิดมีใครเห็นเข้าจะเป็นเรื่องใหญ่”
พอเฟินเฟินทำท่าจะเถียง เฝิ่นลู่ก็ชิงออกคำสั่งขึ้นเสียก่อนนางเป็นสาวใช้ที่มีฐานะสูงกว่าบ่าวรับใช้อย่างเฟินเฟินอยู่ไม่น้อยเด็กสาวจึงจำต้องเชื่อฟังอย่างช่วยไม่ได้
ร่างบางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย จากนั้นก็รีบพลิ้วกายจากไปทันทีวรยุทธ์ของนางแม้จะไม่สูงส่ง แต่ท่าร่างในการเคลื่อนไหวของนางนั้นย่อมไม่เป็นรองผู้ใดเพียงพริบตาเดียวร่างในชุดสีชมพูของนางก็หายไปจากสายตา
ฝ่ายเฝิ่นลู่และเพื่อนสาวใช้อีกคนก็ยืนรอนายหญิงของตนต่อไปจวบจนกระทั่งประตูไม้สีแดงของเขตหวงห้ามเปิดออกมาฝ่ามือขาวผ่องที่วางทาบอยู่บนแผ่นไม้สีแดงสดนั้นดูตัดกันอย่างยิ่งครั้นเมื่อร่างแบบบางของนางก้าวพ้นออกมาจากช่องว่างประตู หลินอวี้เหมยก็รีบปิดประตูเขตหวงห้ามทันทีร่างของสตรีในอาภรณ์สีดำสนิทดุจฟากฟ้ายามรัตติกาลเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าพื้นหลังที่เป็นประตูสีแดงสดก็กลายเป็นภาพที่งดงามแปลกตาอย่างยิ่งฝ่ายหญิงรับใช้ทั้งสองเมื่อเห็นผู้เป็นนายกลับออกมาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะรีบเข้าไปปรนนิบัตินายหญิงของตนทันที
“ข้าแค่เข้ากราบศพของท่านปู่ใยพวกเจ้าจึงต้องทำสีหน้าเช่นนั้นด้วย?”
หลินอวี้เหมยกล่าวพลางส่ายศีรษะอย่างระอาสาวใช้ของนางไม่ว่าคนไหนก็ดูจะเป็นห่วงนางมากจนเกินพอดีด้วยกันทั้งนั้นถึงแม้ว่าในวังแห่งนี้จะเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันของบรรดาฮูหยินทั้งหลายแต่ด้วยฐานอำนาจที่ท่านปู่ปูทางให้นางแต่เล็กจึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่บรรดาฮูหยินและอนุทั้งหลายในวังหลินจะกล้าแข็งขืนกับนางดังนั้นท่านหญิงรองแห่งวังหลินจึงมั่นใจว่านางจะไม่มีวันได้รับอันตรายภายในรั้ววังหลินอย่างแน่นอน
“แต่ท่านหญิงใช้เวลานานกว่าทุกทีนี่เจ้าคะท่านหญิงยิ่งได้รับบาดเจ็บอยู่ด้วย บ่าวก็ต้องเป็นห่วงสิเจ้าคะ”
สองสาวใช้ยังคงไม่คลายความกังวลเมื่อไม่กี่วันมานี้ท่านหญิงรองได้รับบาดเจ็บมาจากนอกเมือง แม้พวกนางจะมิได้เห็นบาดแผลของท่านหญิงแต่แค่ได้เห็นผ้าพันแผลที่แขนและขาของท่านหญิงพวกนางก็พอจะทราบว่าร่างกายของท่านหญิงมิได้แข็งแรงเต็มที่เหมือนเช่นที่ผ่านมา
“แผลแมวข่วนเช่นนี้จะนับเป็นอะไรได้พวกเจ้านับวันยิ่งเลอะเลือนใหญ่แล้ว”
หลินอวี้เหมยกล่าวพลางผ่อนลมหายใจออกอย่างแผ่วเบาก่อนจะเดินนำสาวใช้ทั้งสองกลับไปยังเรือนนอนของตนวันนี้นางเสียเวลาไปมากแล้วในเขตหวงห้ามหากจะต้องมาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก เห็นทีวันนี้นางคงมิต้องทำอะไรแล้ว
หลินอวี้เหมยเดินตัดผ่านสวนที่ตกแต่งด้วยทรายขาวและศิลาสีเข้มขนาดต่างๆกันอีกหลายก้อน มันเป็นสวนที่แห้งแล้งยิ่งในสายตาของคนทั่วไป ทว่าในสายตาของหลินอวี้เหมยแล้วสวนแห่งนี้เป็นสวนที่ชุ่มฉ่ำยิ่งนักพื้นผิวของทรายขาวดั่งน้ำนมนั้นถูกวาดเป็นลวดลายคล้ายสายน้ำไหลสวนแห่งนี้จึงเป็นเสมือนภาพจำลองของทะเลสาบที่สวยงามแห่งหนึ่ง ชายกระโปรงสีดำของหลินอวี้เหมยลากผ่านผิวทรายละเอียดนุ่มจนลวดลายบนผิวทรายเลือนหายไปกลายเป็นผิวทรายเรียบๆ ตัดกับลายคลื่นน้ำโดยรอบอย่างชัดเจน
ฝ่ายสองสาวใช้เมื่อเห็นผู้เป็นนายรีบร้อนเดินออกไปพวกนางก็รีบร้อนติดตามไปทันที เฝิ่นลู่มองรอยทรายที่เสียรูปแล้วก็บอกกับตัวเองในใจว่านางจะต้องไม่ลืมสั่งให้คนมากวาดทรายเสียใหม่เพราะท่านหญิงรองชื่นชอบสวนแห่งนี้เป็นอย่างมากพวกนางจึงต้องคอยดูแลให้มันสมบูรณ์อยู่เสมอ
“อ้อ!เจ้ามาแล้วรึ?”
ทันทีที่เข้ามาในเรือน หลินอวี้เหมยก็เห็นเฟินเฟินยืนรออยู่ก่อนแล้วแม้นางจะยืนหลบอยู่ในมุมอับสายตาก็ตาม
“เจ้าค่ะท่านหญิงบ่าวได้ข่าวจากจวนตระกูลเทียนมาด้วยนะเจ้าคะ”
เฟินเฟินรีบกล่าวอย่างกระตือรือร้น แววตาของนางส่องประกายจนหลินอวี้เหมยนึกไม่ชอบใจขึ้นมานางต้องการสายข่าวที่ไว้ใจได้และทำงานอย่างเงียบเชียบที่สุดแต่อากัปกิริยาของเฟินเฟินในตอนนี้ทำให้นางหวั่นใจว่าบ่าวผู้นี้จะยังสามารถทำหน้าที่ของตนได้ดีหรือไม่อย่างไรก็ตามหลินอวี้เหมยก็ยังไม่คิดที่จะจัดการอะไรในตอนนี้
“ว่ามา”
ท่านหญิงรองกล่าวพลางเดินผ่านโถงรับแขกเข้าไปในห้องนอนของตนพร้อมกับร้องสั่งให้สาวใช้เตรียมน้ำสำหรับอาบให้แก่นาง ตอนนี้นางต้องการจะอาบน้ำชำระคราบฝุ่นดินที่ติดตัวมาให้เร็วที่สุดและด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลเช่นนี้ หลินอวี้เหมยคิดว่ามันจะเป็นการดีกว่าหากนางจัดการอะไรด้วยตัวเอง
เฟินเฟินยังคงจดจำและทำตามข้อปฏิบัติที่ผู้เป็นนายกำหนดให้ได้เป็นอย่างดีนางเดินมาหยุดอยู่หลังฉากกั้น เบื้องหน้าของนางเป็นม่านบางที่สามารถมองเห็นได้เพียงเงารางๆจากอีกฟากหนึ่งเท่านั้น
“ราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนฮูหยินใหญ่สกุลเทียนรับบุตรสาวจากสกุลสาขาเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรมเจ้าค่ะคุณหนูท่านนี้ไม่ธรรมดาเลยบ่าวทราบมาว่าสกุลเทียนต้องส่งข้าวของเงินทองและบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งไปไกลถึงหลงซานเพื่อทำตามข้อเสนอของนางด้วยเจ้าค่ะ”
เฟินเฟินกล่าวรายงานโดยรวบรัดก่อนจะแจงรายละเอียดข้าวของต่างๆ ที่สกุลเทียนส่งไปให้กับตระกูลสาขาโดยละเอียดรวมไปถึงรายชื่อของบ่าวไพร่ที่ถูกส่งตัวไปพร้อมกันด้วย
“นางเรียกร้องสมบัติเหล่านั้นไปเพื่ออะไร?”
หลินอวี้เหมยคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่หากนางได้เป็นคุณหนูสกุลหลัก ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทองเสื้อผ้าสมบัติต่างๆเชื่อว่าฮูหยินใหญ่คงหามาประเคนให้นางอย่างแน่นอนเพราะฮูหยินใหญ่ผู้นั้นยังต้องพึ่งพานางอีกมากในการแสวงหาผลประโยชน์จากตระกูลหลินแผนการตื้นๆ เช่นนี้ใยหลินอวี้เหมยจะมองไม่ออกเพราะลูกของตัวเองมิดีพอในสายตาของนางฮูหยินผู้นั้นจึงคิดหาคนสามารถชักใยจากเบื้องหลังได้โดยง่ายมาแทนตัวแทนผู้นี้มิได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ต่อหลินอวี้เหมยแต่นางก็จำเป็นต้องรู้นิสัยใจคอของเด็กสาวผู้นั้นเอาไว้บ้าง
“เรียนท่านหญิงคุณหนูท่านนั้นขอสิ่งเหล่านั้นไปให้กับบิดามารดาของนางหลังจากที่ฮูหยินใหญ่ผู้นั้นไม่อนุญาตให้นางพาบิดามารดามาอยู่ด้วยกันที่เมืองหลวงเจ้าค่ะ”
เฟินเฟินตอบตามที่นางรู้มาอย่างไรก็ตามมันก็ยังไม่กระจ่างสำหรับผู้เป็นนายสักเท่าไหร่
“ฮูหยินเทียนปฏิเสธไม่ให้นางพาบิดามารดามาอยู่ด้วยเพราะอะไร?”
คิ้วเรียวของท่านหญิงรองขมวดเข้าเล็กน้อยนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลเทียนผู้นั้นจึงเลือกที่จะจ่ายสมบัติจำนวนมากแทนการรับเลี้ยงคนเพียงแค่สองคนหากนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั่นต้องการซื้อใจเด็กสาวผู้นั้น มิสู้แสดงความจริงใจด้วยการเลี้ยงดูบิดามารดาของนางเป็นอย่างดีจะไม่ดีกว่าหรือยิ่งคิด หลินอวี้เหมยก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
“นางกล่าวว่าตระกูลสาขานั้นยังมีบุตรชายบุญธรรมอยู่อีกหนึ่งคนดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่พวกเขาจะต้องย้ายมาอยู่กับบุตรสาวเจ้าค่ะ”
“แล้วเหตุใดเด็กคนนั้นจึงอยากให้บิดามารดาย้ายมาอยู่ด้วยกันในทีแรกเล่า?”
หลินอวี้เหมยซักต่อไปอีกนางเริ่มรู้สึกว่าเฟินเฟินผู้นี้เริ่มจะฝีมือตกลงเสียแล้ว
“คุณหนูท่านนั้นให้เหตุผลว่าปีนี้พี่ชายของนางถูกเกณฑ์เข้ากองทัพไม่รู้จะได้กลับมาเมื่อไหร่ นางไม่ต้องการให้บิดามารดาอยู่กันเพียงลำพังสองคนจึงต้องการให้ทั้งสองย้ายมาเมืองหลวงด้วยกันบ่าวได้ยินมาว่าในคราแรกนางปฏิเสธคำขอของฮูหยินใหญ่ตระกูลเทียนด้วยเจ้าค่ะแต่พอฮูหยินผู้นั้นยืนกรานที่จะรับนางเป็นบุตรให้ได้จึงเกิดเป็นข้อเสนอเหล่านี้ขึ้นมาเจ้าค่ะ”
เฟินเฟินตอบตามที่รู้มานางไม่ได้ตามไปสืบข่าวที่เมืองหลงซานด้วย ข้อมูลที่ได้รับมาจึงไม่ละเอียดมากนักหญิงสาวลอบตำหนิตัวเองในใจที่เป็นห่วงข่าวคราวในคฤหาสน์สกุลเทียนมากกว่าข่าวจากเมืองอันห่างไกลแห่งนั้นจนเป็นผลให้นางไม่อาจทำงานให้เสร็จสมบูรณ์อย่างที่ท่านหญิงได้คาดหวังเอาไว้ได้
“นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วเจ้ายังมีข้อมูลของเด็กคนนั้นอีกหรือไม่?”
คำถามของท่านหญิงรองนั้นมิใช่คำตำหนิทว่าเฟินเฟินก็รู้สึกผิดอย่างร้ายแรงที่ตนมิได้รายงานข้อมูลของคุณหนูผู้นั้นเสียแต่แรกจนกระทั่งท่านหญิงของนางถามขึ้นมา
“เรียนท่านหญิง นางมีนามว่า เทียนฮวา บิดาคือ เทียนซานและมารดามีนามว่า เทียนเยว่ มีพี่ชายบุญธรรมหนึ่งคนนามว่า เทียนหมิงชูเจ้าค่ะครอบครัวของนางไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ไม่ได้อดอยากเรือนหลังเล็กแต่มีที่ดินและสัตว์เลี้ยงอยู่พอสมควร บิดาทำไร่เลี้ยงสัตว์นางและมารดาสานตะกร้าและปักผ้าขายส่วนพี่ชายเคยเป็นคนครัวในโรงเตี๊ยมท้องถิ่นเจ้าค่ะ ปีนี้คุณหนูเทียนฮวาอายุ 13 ปีเป็นเด็กสาวที่เพียบพร้อมไปด้วยกิริยามารยาทนางมีฝีมือเย็บปักที่เป็นที่เลื่องลือในแถบนั้นด้วยเจ้าค่ะนอกจากนี้ก็มีข่าวลือว่านางมักจะหายตัวไปจากชั้นเรียนอยู่เสมอ เพื่อไปพบกับพี่ชายบุญธรรมของนางที่กระท่อมบนเขาสองคนพี่น้องสนิทสนมกันมากจนเป็นที่รู้กันไปทั่วเมืองหลงซานเลยเจ้าค่ะ”
หญิงสาวรายงานตามข้อมูลที่ได้มามันเป็นข้อมูลที่ละเอียดที่สุดเท่าที่นางจะหาได้ซึ่งแหล่งข่าวของนางก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสายข่าวของฮูหยินเทียนนั่นเอง
หลินอวี้เหมยได้ฟังรายงานแล้วก็บอกกับตัวเองว่าหากเทียนฮวาผู้นี้แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ตระกูลหลินจริงๆนางก็คงต้องจับตาดูเด็กสาวผู้นี้ให้มากขึ้นแต่ในตอนนี้กลับมีอีกชื่อหนึ่งที่สะกิดใจเธอเป็นอย่างมาก
“เทียนหมิงชู?”
ริมฝีปากสีแดงสดขยับเบาๆ ยามที่นางพึมพำชื่อนั้นออกมา หญิงสาวคิดว่ามันช่างคุ้นหูนักแต่นางนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนั้นจากที่ใด