ลมหนาวต้นฤดูสารทพัดเอากลิ่นใบไม้แห้งและเศษดินฝุ่นตลอบผ่านรอยแยกของผนังไม้ไผ่ขัด แสงแดดยามเช้าส่องลอดช่องว่างเ่าั้เข้ามาเป็ลำแสงรางๆ ปรากฏให้เห็นฝุ่นละอองขนาดเล็กเลื่อนลอยอยู่อย่างเงียบสงบ ภายในห้องแคบๆ ที่มีเพียงเสื่อกกผืนเก่าเปื่อยยุ่ยและตั่งไม้ที่ขาข้างหนึ่งต้องใช้ก้อนหินรองไว้ ชายหนุ่มร่างผอมเกร็งในชุดผ้าป่านปานปะรอยเข็มกำลังนั่งกุมมือตัวเองไว้แน่น
เขาสูดหายใจเข้าลึก ไอเย็นของอากาศทำให้ช่องอกของเขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเบาๆ เฉินอัน พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงราวกับตอไม้ผุที่พร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ เพียงแค่การลุกขึ้นยืนจากที่นอนในเช้าวันที่มีลมหนาวพัดผ่าน ก็เค้นแรงกายของชายหนุ่มวัยสิบแปดปีคนนี้ไปแล้วเกือบครึ่ง
"พี่... พี่ตื่นแล้วหรือเ้าคะ"
เสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโรยดังมาจากมุมห้อง เด็กสาวร่างเล็กในชุดผ้าป่าสีเข้มที่ซักจนสีซีดจางกำลังก้าวข้ามประตูห้องครัวเล็กๆ เข้ามา ในมือของเธอถือถ้วยดินเผาที่มีรอยแตกร้าวตรงขอบ ไอความร้อนบางเบาลอยขึ้นมาจากน้ำสีน้ำตาลเข้มในถ้วยนั้น
เฉินเหลียน เด็กสาววัยสิบสี่ปี ผู้มีดวงตากลมโตสุกใสและใบหน้าเรียบเนียนดั่งหยกขาว แม้ว่าเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่จะเก่ากวาดและเต็มไปด้วยรอยปะซ่อม แต่มันก็ไม่อาจซ่อนเรือนร่างและกลิ่นอายความสดใสอันบริสุทธิ์ของเธอไว้ได้ เธอคือเด็กหญิงที่บิดาของเฉินอันเก็บมาเลี้ยงดูจากกลางป่าลึกเมื่อสิบปีก่อน ในวันที่บิดาเข้าป่าไปหาสมุนไพรและพบเธอนอนร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยมีเพียงผ้าอ้อมปักลายดอกบัวพันกายไว้เท่านั้น
"เหลียนเอ๋อร์... เหตุใดจึงตื่นตระหนกั้แ่เช้าตรู่เช่นนี้ อากาศข้างนอกยังเย็นอยู่นัก เ้าควรนอนพักต่ออีกสักหน่อย" เฉินอันส่งเสียงไอแห้งๆ ออกมาสองสามครั้ง ก่อนจะพยายามยิ้มให้อย่าอบอุ่น เขายื่นมืออันหยาบกร้านไปรับถ้วยน้ำต้มสมุนไพรจากมือน้องสาว
"ข้าตื่นมาต้มชาสมุนไพรให้พี่เ้าค่ะ สมุนไพรพวกนี้เป็ของที่ท่านพ่อตากแห้งไว้ก่อนจากไป มันช่วยบรรเทาอาการไอของพี่ได้" เฉินเหลียนนั่งลงบนขอบตั่งไม้ สายตาของเธอมองสำรวจใบหน้าซีดเสี้ยวของพี่ชายด้วยความห่วงใย "วันนี้พี่จะเข้าเมืองไปรับจ้างอีกแล้วหรือเ้าคะ? ร่างกายของพี่ยังไม่หายดีเลย..."
เฉินอันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ความอุ่นของน้ำสมุนไพรช่วยบรรเทาความเจ็บในลำคอได้เล็กน้อย แต่มันก็ไม่อาจลบทลายความเครียดที่กดทับอยู่ในอกของเขาได้ ั้แ่บิดาเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อนด้วยโรคประจำตัว และมารดาผู้แสนดีต้องมาจากไปอีกคนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วยความตรอมใจ บ้านหลังเล็กท้ายหมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ก็เหลือเพียงเขากับน้องสาวบุญธรรมเพียงสองคนเท่านั้น
ในโลกที่ผู้คนต่างแสวงหาความเป็เลิศทางยุทธ์ ผู้คนฝึกฝนพลังปราณ์และดินเพื่อหลุดพ้นจากความตายและความยากไร้ เฉินอันกลับเป็เพียงบุคคลที่ถูกฟ้าลิขิตให้เป็ 'คนธรรมดา' โดยแท้จริง
เขารู้ดี... เขาเคยพยายามฝึกฝนทักษะการหายใจและทฤษฎีเดินปราณพื้นฐานที่บิดาเคยสอนไว้ แต่ไม่ว่าจะพยายามสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง ร่างกายของเขาก็ไม่เคยตอบสนอง เส้นชีพจรภายในร่างว่างเปล่าและตีบตัน ไร้ซึ่งกลิ่นอายลมปราณใดๆ แม้แต่ศิษย์นอกสำนักที่อ่อนแอที่สุดในเมือง ก็ยังสามารถใช้แรงดันปราณผลักเขาจนล้มลงได้อย่างง่ายดาย
"หากข้าไม่เข้าเมือง แล้วเราสองคนจะเอาอะไรกินกันล่ะ?" เฉินอันกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางยกมือขึ้นลูบหัวน้องสาวเบาๆ "ข้าวสารในตุ่มเหลือไม่ถึงครึ่งบาตรแล้ว น้ำมันพืชก็หมด ตลาดในเมือง้าคนแบกหามสินค้าจากเรือพาณิชย์ ช่างประเสริฐนักที่ข้ายังพอมีแรงงานไปแลกเงินเหรียญทองแดงกลับมาได้บ้าง"
"แต่ว่า... ข้าไปทำรับจ้างปักผ้ากับป้าหลิวที่ตลาดหน้าหมู่บ้านก็ได้เ้าค่ะ ข้าไม่อยากให้พี่ต้องเหนื่อยแรงจนล้มหมอนนอนเสื่อไปอีก" เฉินเหลียนกุมมือของพี่ชายไว้แน่น มือก้อนน้อยๆ ของเธอแม้จะนุ่มนวลแต่ก็เริ่มมีรอยถูไถจากการทำงานบ้านและการฝึกปักผ้า
"เ้ายังเด็กนัก งานปักผ้าใช้สายตามากเกินไป ยามนี้หน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวเป็ของข้า ผู้เป็พี่ชาย" เฉินอันยืนยันด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แม้ว่าร่างกายของเขาจะแสนอ่อนแอ แต่หัวใจของเขากลับมั่นคงดั่งขุนเขาเมื่อเป็เื่ความปลอดภัยและกินอิ่มของน้องสาวคนนี้
หลังอาหารเช้าที่มีเพียงซุปผักป่าใสๆ และข้าวนึ่งผสมกลอยครึ่งถ้วย เฉินอันก็จัดแจงสวมชุดผ้าป่านตัวหนา สะพายตะกร้าสานใบเก่าไว้บนหลัง 준비เดินทางออกจากบ้าน หมู่บ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่มีชื่อว่า 'หมู่บ้านดอนไผ่' ซึ่งเป็หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงเชิงเขาทางทิศตะวันตกของมณฑลลั่วหลิง ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่เป็พรานป่าและเกษตรกร มีเพียงไม่กี่ตระกูลที่มีลูกหลานสามารถส่งเข้าไปเรียนในสำนักฝึกตนท้องถิ่นได้
ยามที่เฉินอันก้าวเท้าเดินผ่านถนนสายหลักของหมู่บ้าน สายตาของผู้คนรอบข้างที่มองมายังเขามีทั้งความสงสารและความเหยียดหยาม
"ดูนั่นสิ... เ้าลูกชายของหมอยาเฉิน ร่างกายอมโรคั้แ่เด็ก จนป่านนี้ยังปรับระดับลมปราณขั้นที่หนึ่งไม่ได้เลย น่าสงสารตระกูลเฉินนักที่ต้องมาสิ้นสูญเพราะลูกชายไร้ประโยชน์" เสียงหญิงชาวบ้านคนหนึ่งซุบซิบกับเพื่อนข้างๆ
"หึ! ไม่เพียงแต่ไร้ประโยชน์เท่านั้น ยังเลี้ยงดูเด็กหญิงกำพร้าไร้ที่มานั่นไว้อีก ตัวเองยังเอาชีวิตไม่รอด จะไปรอดได้สักกี่น้ำ หากเป็ข้า คงขายเด็กนั่นให้นายทุนในเมืองไปตั้งนานแล้ว จะได้มีเงินมาซื้อยาลำรุงร่างกาย" ชายร่างท่วมที่เป็พรานป่ากล่าวเย้ยหยันพร้อมหัวเราะในลำคอ
เฉินอันได้ยินคำพูดเ่าั้อย่างชัดเจน แต่เขาเลือกที่จะก้มหน้าและก้าวเดินต่อไป มือกำสายสะพายตะกร้าแน่น คำดูถูกเหยียดหยามเหล่านี้เปรียบเสมือนลมที่พัดผ่านหู เขาชินชาเสียแล้ว สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือทำอย่างไรจึงจะได้เงินสิบเหรียญทองแดงกลับบ้านในเย็นวันนี้ เพื่อซื้อเนื้อหมูสักชิ้นไปต้มซุปให้เฉินเหลียนได้กินบำรุงร่างกาย
เส้นทางจากหมู่บ้านดอนไผ่มุ่งสู่เมืองชายแดนเป็ระยะทางเกือบสิบลี้ สำหรับผู้ฝึกตนที่มีพลังปราณขั้นพื้นฐาน การเดินทางระยะนี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อ แต่สำหรับเฉินอันที่ไร้พลังยุทธ์ เขาต้องใช้เวลาเดินเกือบสองชั่วโมง ยามที่เขามาถึงประตูเมือง ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างไสว แดดอบอุ่นเริ่มส่องกระทบกำแพงเมืองหินหยาบๆ
เมืองการค้าชายแดนแห่งนี้มีชื่อว่า 'เมืองลั่วเฉิง' แม้จะเป็เพียงเมืองขนาดกลาง แต่เพราะตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำสายใหญ่ จึงเป็จุดศูนย์กลางการขนส่งสินค้าสมุนไพรและแร่ธาตุ ผู้คนคึกคักทั้งพรานป่า พ่อค้า และเหล่าศิษย์จากสำนักยุทธ์เล็กๆ ที่สวมชุดยาวหลากหลายสีสันเดินขวักไขว่
เฉินอันเดินตรงไปตามถนนหินขรุขระ มุ่งหน้าไปยังท่าเรือฝั่งตะวันออก ที่นั่นมีเรือพาณิชย์ลำใหญ่กำลังจอดเทียบท่า เหล่าคนงานแบกหามกำลังลำเลียงลังไม้และถุงธัญพืชลงจากเรืออย่างวุ่นวาย
"เ้าหนุ่มเฉิน! มาทางนี้!" เสียงะโเข้มๆ ดังมาจากหัวหน้าคนงานแบกหาม ชายร่างใหญ่หนาชื่อ ‘หัวหน้าจาง’ ผู้มีพลังปราณขั้นก่อกายา ระดับ 3 แรงดันปราณบางเบาแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาทำให้เขาสามารถยกลังไม้หนักหลายร้อยชั่งได้โดยไม่สะทกสะท้าน
"คารวะหัวหน้าจาง วันนี้มีงานแบกหามให้ข้าทำหรือไม่ขอรับ?" เฉินอันรีบเดินเข้าไปหาพร้อมก้มหัวอย่างนอบน้อม
หัวหน้าจางมองดูสภาพร่างกายผอมแห้งและใบหน้าซีดขาวของเฉินอัน แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ "งานแบกหามสินค้าหนักๆ เ้าคงทำไม่ไหวหรอก ลังไม้พวกนั้นหนักเกินไปสำหรับคนไม่มีลมปราณอย่างเ้า... แต่เอาเถิด วันนี้มีกระสอบสมุนไพรเบาๆ ที่้าคนยกไปเก็บไว้ในโรงเก็บของฝั่งโน้น กระสอบละหนึ่งเหรียญทองแดง สนใจหรือไม่?"
"สนใจขอรับ! ขอบพระคุณหัวหน้าจางมากขอรับ!" ดวงตาของเฉินอันประกายความหวังขึ้นมาทันที แม้จะเป็งานเบาที่ได้เงินน้อยกว่าคนอื่น แต่มันก็เพียงพอสำหรับเป้าหมายในวันนี้ของเขา
เฉินอันเริ่มลงมือทำงานทันที เขายกกะสอบสมุนไพรขนาดปานกลางขึ้นวางบนบ่า กระสอบปานนี้สำหรับคนทั่วไปอาจไม่หนักหนา แต่สำหรับเฉินอัน มันหนักจนทำให้เขาต้องก้าวขาอย่างยากลำบาก เหงื่อไหลไคลย้อยออกมาตามหน้าผากและแผ่นหลัง เสื้อผ้าป่านเริ่มเปียกชื้น
หนึ่งกระสอบ... สองกระสอบ... สามกระสอบ...
ทุกๆ ก้าวที่ก้าวเดิน ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนจะปริแตก หัวใจเต้นระสับดั่งเสียงกลองศึก ขาของเขาสั่นระริก ยามเมื่อเดินไปถึงโรงเก็บของและวางกระสอบลง เขาก็ต้องก้มตัวลงกุมเข่า หอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนอกยกเกร็ง แต่เมื่อนึกถึงใบหน้ายิ้มแย้มของเฉินเหลียนยามที่จะได้กินเนื้อหมู เฉินอันก็กัดฟันและเดินกลับไปยกกระสอบต่อไป
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่บ่ายแก่ๆ แสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอบอุ่น เฉินอันนั่งพักอยู่ข้างกองไม้ริมท่าเรือ ร่างกายของเขาน่วมไปหมด ทั้งแขนและขาไร้เรื้อแรงอย่างสิ้นเชิง ในมือของเขามีถุงผ้าเล็กๆ ที่บรรจุเหรียญทองแดงจำนวนแปดเหรียญ—เงินรางวัลจากการทำงานหนักตลอดทั้งวัน
"แม้จะไม่ได้ครบสิบเหรียญ... แต่แปดเหรียญก็พอซื้อเนื้อหมูชิ้นเล็กๆ กับน้ำมันพืชได้แล้ว" เฉินอันยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ ขณะกำลังจะลุกขึ้นยืนเพื่อเดินทางกลับบ้าน เสียงเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังมุ่งตรงมายังจุดที่เขานั่งอยู่
"เฮ้ย! เ้าขี้โรคเฉินอัน! มานั่งทำซึมอะไรตรงนี้วะ!"
เสียงห้าวห้วนและแฝงด้วยความเย่อหยิ่งดังขึ้น เฉินอันเงยหน้าขึ้นมอง และพบกับชายหนุ่มสามคนที่สวมชุดศิษย์รับใช้ของตระกูลหลิว—ตระกูลคหบดีใหญ่ในเมืองลั่วเฉิง ชายที่เดินนำหน้ามีชื่อว่า 'เ้าหลิวซาน' เป็รับใช้สายตรงของนายน้อยตระกูลหลิว หลิวซานผู้นี้มีพลังปราณขั้นก่อกายา ระดับ 4 ซึ่งนับว่าเก่งกาจกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไปมาก
เฉินอันรีบกุมถุงเงินในมือไว้แน่นและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความระมัดระวัง "พี่ซาน... มีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ?"
หลิวซานยิ้มเยาะ สายตามองต่ำมาที่ถุงเงินในมือของเฉินอัน "นายน้อยของพวกข้าสั่งให้มารวบรวมภาษีที่ดินและค่าคุ้มครองจากพวกชาวบ้านที่เข้ามาทำงานในท่าเรือ ยามนี้ถึงคิวของเ้าแล้ว ส่งเงินที่เ้าหาได้วันนี้มาซะ!"
"ภาษีท่าเรือ? ข้าจ่ายค่าตารางงานให้หัวหน้าจางไปแล้วนะขอรับ นี่คือเงินค่าแรงส่วนตัวของข้า ข้าต้องนำไปซื้ออาหารให้น้องสาว..." เฉินอันพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงถ่อมตน
"หุบปาก!" หลิวซานก้าวเข้ามาข้างหน้า แรงดันปราณขั้น 4 แผ่ออกมาจากร่างของเขา เป็ออร่าบางๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่มันสร้างแรงกดดันจนอากาศรอบตัวเฉินอันรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาทันที "เงินของเ้าก็คือเงินของนายน้อย! จะจ่ายดีๆ หรือจะให้ข้าหักขาของเ้าก่อน แล้วค่อยหยิบไปเอง?!"
ลิ่วล้ออีกสองคนหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน พวกเขายืนล้อมเฉินอันไว้ทุกทิศทาง ตัดทางหนีของชายหนุ่มผอมแห้งคนนี้โดยสิ้นเชิง
เฉินอันกอดถุงเงินไว้กับอกอย่างแแ่ ั์ตาของเขาสะท้อนความสิ้นหวังและความแค้นเคือง นี่คือเงินที่เขาต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายตลอดทั้งวัน เพื่อให้น้องสาวได้มีอาหารดีๆ กินในเย็นวันนี้ หากถูกชิงไป เฉินเหลียนจะต้องอดอยากและกินเพียงซุปผักต้มใสๆ ต่อไปอีกหลายวัน
"ข้าไม่ให้..." เฉินอันกัดฟันแน่น ก้าวถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับกองไม้หยาบๆ "เงินนี้เป็ของน้องสาวข้า!"
"อยากเจ็บตัวนักใช่ไหมไอ้ขี้โรค!" หลิวซานหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโมโห เขาเค้นพลังปราณลงไปที่หมัดขวา ลมปราณสีเขียวอ่อนม้วนตัวรอบกำปั้นของเขาอย่างน่ากลัว "คิดว่าตัวเองมีดีอะไร ถึงกล้าปฏิเสธข้า!"
หลิวซานซัดหมัดตรงเข้าใส่หน้าอกของเฉินอันอย่างรุนแรง หมัดแหวกอากาศเกิดเสียงลมดัง ควับ! หมายจะสั่งสอนให้เด็กหนุ่มไร้ค่าคนนี้ล้มลงไปนอนจมกองเื
เฉินอันเบิ่งตากว้างด้วยความใ ร่างกายอันอ่อนแอและเหน็ดเหนื่อยของเขามันช้าเกินกว่าจะหลบหมัดอันรวดเร็วของคนมีพลังปราณได้ เขากลั้นหายใจ เตรียมรับความเ็ปมหาศาลที่จะเกิดขึ้น...
ทว่า... ในวินาทีที่หมัดของหลิวซานเคลื่อนเข้ามาเหลือระยะห่างเพียงครึ่งคืบจากหน้าอกของเขา!
ลึกลงไปในดวงจิตที่ไร้ปราณของเฉินอัน วงล้อโชคชะตาโบราณอันเร้นลับที่ไม่เคยมีใครััได้—กฎแห่ง 'ครรลองผันแปร' —พลันหมุนเกลียวขึ้นอย่างเงียบเชียบ!
ร่างกาของเฉินอันไม่ได้เกิดออร่าแสงสีใดๆ ไม่มีความอลังการ ไม่มีการแผ่พุ่งของปราณ์ แต่ในระดับโครงสร้างแห่งกฎเกณฑ์ธรรมชาติ กายเนื้อของเฉินอันกลับถูกปรับเปลี่ยนสภาวะความหนาแน่นและพลังตอบรับขึ้นมาทันทีอย่างสมบูรณ์แบบ!
หากหมัดของหลิวซานมีความรุนแรงและพลังปราณระดับ 4... กายเนื้อและแรงสะท้อนของเฉินอัน ณ วินาทีนั้น ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็ ระดับ 6 โดยอัตโนมัติ!
ปัง!!
เสียงหมัดปะทะเข้ากับหน้าอกของเฉินอันดังสนั่นหวั่นไหว! แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ลิ่วล้ออีกสองคนต้องตาค้างด้วยความตกตะลึง!
เฉินอันไม่ได้ถอยหลังเลยแม้แต่ก้าวเดียว! หน้าอกของเขาราวกับกำแพงเหล็กกล้าโบราณที่ไร้รอยแตกร้าว หมัดของหลิวซานที่ซัดเข้ามาเต็มแรงกลับถูกหยุดยั้งไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงกระดูกมือของหลิวซานลั่น กร๊อบ! ดังชัดเจนในความเงียบ
"อ๊ากกกกกก!!" หลิวซานร้องลั่นด้วยความเ็ป มือกุมหมัดขวาที่บวมปูดและนิ้วซ้นถอยหลังกุมมือตัวเองไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความใและไม่อยากจะเชื่อสายตา "เกิด... เกิดอะไรขึ้น! ร่างกายของเ้าทำด้วยอะไรกัน?!"
เฉินอันเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เขามองหน้าอกตัวเองที่ไม่มีแม้แต่นรอยรอยบวมแดง ความเ็ปที่คาดว่าจะได้รับกลับกลายเป็เพียงแรงลมปะทะเบาๆ เท่านั้น แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งให้เขาต้องทำอะไรสักอย่าง!
เฉินอันผลักฝ่ามือออกไปข้างหน้าอย่างงกๆ เงิ่นๆ ด้วยท่าทางของคนไม่เคยฝึกมวย เขาเพียงแค่้าดันหลิวซานให้ออกห่างจากตัวเท่านั้น
แต่ฝ่ามือธรรมดาไร้รูปแบบนั้น ยามที่เคลื่อนออกไป มันกลับแผ่แรงดันกลิ่นอายตอบรับระดับ 6 ออกไปเบาๆ!
ตูม!
กระแสลมอันหนาแน่นพุ่งออกจากฝ่ามือของเฉินอัน ปะทะเข้ากับร่างของหลิวซานอย่างจัง! ร่างของจอมนักเลงที่มีพลังปราณขั้น 4 ลอยกระเด็นถอยหลังไปสามวา ก่อนจะตกกระแทกพื้นดัง แอ้ก! จุกจนพูดไม่ออก ถอดสีหน้ามองเฉินอันด้วยความหวาดกลัวดั่งเห็นผีร้าย
"เ้า... เ้าซ่อนพลังไว้! เ้าไม่ใช่คนธรรมดา!" หลิวซานร้องเสียงหลอน พยายามดันตัวเองลุกขึ้น "ถอย! ถอยเร็วเข้า!"
ลิ่วล้อสองคนรีบเข้าไปช่วยประคองร่างของหลิวซาน แล้วพากันวิ่งหนีออกจากบริเวณท่าเรือไปอย่างทุลักทุเล ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและเฉินอันที่ยืนงงอยู่คนเดียว
"ข้า... ข้าทำได้อย่างไร?" เฉินอันมองมือตัวเองด้วยความสับสน เขาลองกำหมัดขวาและชกออกไปในอากาศเบาๆ
ฟึ่บ...
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย... ไม่มีลมปราณ ไม่มีแรงดันอากาศ มีเพียงความรู้สึกเหนื่อยหอบและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อที่กลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง ร่างกายของเขากลับคืนสู่สภาพของชายหนุ่มอ่อนแอ ไร้พลังยุทธ์โดยสิ้นเชิง ยามที่เขาพยายามก้าวขา เขากลับล้มลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจเหนื่อยอ่อนจนหน้าซีดขาว
"แปลกประหลาดนัก..." เฉินอันกุมหน้าอกตัวเอง พลางพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงง แต่เขาก็ไม่มีเวลามานั่งคิดหาคำตอบ ยามนี้แสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้าแล้ว เขาต้องรีบไปซื้อของและกลับบ้านก่อนที่น้องสาวจะตั้งตารอจนเป็ห่วง
เฉินอันใช้แรงกายที่เหลืออยู่ลุกขึ้นยืน เดินปะปนไปกับผู้คนในตลาด ซื้อเนื้อหมูติดมันชิ้นเล็กๆ และน้ำมันพืชบรรจุขวดดินเผา แล้วรีบก้าวเท้าเดินทางกลับสู่หมู่บ้านดอนไผ่ทันที
ดวงจันทร์เสี้ยวเริ่มทอแสงสีเงินอยู่บนท้องฟ้ามืดมิด ยามที่เฉินอันก้าวเดินมาถึงหน้ากระท่อมไม้หลังเก่า แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันพืชภายในบ้านส่องลอดช่องประตูออกมาอย่างอบอุ่น
"พี่! พี่กลับมาแล้วหรือเ้าคะ!"
ประตูไม้เปิดออกทันทีที่เสียงเท้าของเฉินอันเหยียบลงบนแผ่นหินหน้าบ้าน เฉินเหลียนวิ่งออกมา迎รับพี่ชายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่เมื่อเธอเห็นเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนฝุ่นและความอ่อนล้าบนใบหน้าของเขา ความห่วงใยก่อตัวขึ้นในดวงตาของเธอทันที
"ทำไมกลับค่ำเช่นนี้เ้าคะ? แล้วเสื้อผ้าของพี่..." เฉินเหลียนรีบเข้ามาช่วยประคองแขนของเฉินอันไว้
"ข้าไม่เป็ไร... งานที่ท่าเรือค่อนข้างวุ่นวายนิดหน่อย" เฉินอันยิ้มอย่างอ่อนโยน เขายื่นห่อใบตองที่บรรจุเนื้อหมูและขวดน้ำมันพืชให้น้องสาว "ดูสิ ข้าได้อะไรกลับมา วันนี้เราจะมีต้มเนื้อหมูกินกันแล้วนะ"
ดวงตาของเฉินเหลียนเป็ประกายด้วยความประหลาดใจและดีใจ แต่เธอก็รีบมองสำรวจร่างกายของพี่ชายอีกครั้งอย่างละเอียด "พี่ไม่ได้ไปมีเื่กับใครมาใช่ไหมเ้าคะ? ข้ารู้สึกเหมือน... เหมือนมีกลิ่นอายประหลาดรอบตัวพี่"
"ไม่มีหรอก เด็กดี คนอย่างพี่จะมีเื่กับใครได้" เฉินอันหัวเราะเบาๆ แม้ในใจจะยังคงสับสนกับเหตุการณ์ที่ท่าเรือ แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บมันไว้ไม่บอกให้น้องสาวต้องเป็กังวล "ไปเถอะ เข้าบ้านกัน ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว"
ภายในกระท่อมเล็กๆ ที่มีเพียงเตาไฟดินเผาและหม้อเหล็กใบเก่า สองพี่น้องช่วยกันจัดเตรียมอาหารเย็น เสียงน้ำแกงเดือดปุดๆ และกลิ่นหอมของเนื้อหมูต้มสมุนไพรอบอวลไปทั่วห้องแคบๆ นั้น
ยามที่พวกเขานั่งกินข้าวด้วยกันข้างเตาไฟ ความอบอุ่นที่ได้รับจากอาหารและสายสัมพันธ์พี่น้องทำให้ความเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวันของเฉินอันหายไปจนสิ้น เฉินเหลียนคอยคีบเนื้อหมูชิ้นที่ดีที่สุดใส่ชามให้พี่ชาย ส่วนเฉินอันก็คอยตักน้ำแกงร้อนๆ ให้น้องสาว
"พี่เ้าคะ..." เฉินเหลียนเอ่ยขึ้นขณะมองเปลวไฟในเตา "ไม่ว่าอย่างไร... ขอแค่เราอยู่ด้วยกันเช่นนี้ ข้าก็มีความสุขที่สุดแล้ว เ้าค่ะ"
เฉินอันมองดูใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งของน้องสาวบุญธรรม เขายื่นมือไปลูบหัวเธอด้วยความรักและผูกพันอันลึกซึ้ง "พี่สัญญาเหลียนเอ๋อร์... ตราบใดที่พี่ชายคนนี้ยังหายใจอยู่ พี่จะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกเ้า และจะปกป้องบ้านของเราไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม"
นอกกระท่อม ลมหนาวฟัดผ่านต้นไผ่จนเกิดเสียงส่ายไหวเบาๆ ท่ามกลางความเงียบสงบของราตรี ชายหนุ่มผู้แสนธรรมดาและไร้พลังยุทธ์ นั่งเฝ้ามองน้องสาวของเขากินข้าวด้วยความสบายใจ โดยที่ไม่รู้เลยว่า วงล้อแห่งโชคชะตาได้เริ่มหมุนวน และชีวิตอันยากลำบากของพวกเขา กำลังจะถูกดึงเข้าไปสู่คลื่นลมแห่งยุทธภพอันยิ่งใหญ่ในไม่ช้านี้...