ตอนที่ 39 : นิมิตสีเลือด และพันธสัญญาแห่งมังกรบรรพกาล
เสียงกระซิบอันเก่าแก่และทรงอำนาจที่ดังกึกก้องออกมาจากรอยสักมังกรทมิฬบนหน้าอกซ้าย ราวกับค้อนศิลาที่ทุบทำลายกำแพงแห่งสติสัมปชัญญะของอวิ๋นเซียวจนแหลกละเอียด ความเจ็บปวดที่เหนือล้ำจินตนาการกระชากดวงจิตของเขาให้หลุดลอยออกจากร่างเนื้อ ดิ่งวูบลงสู่ก้นบึ้งของความมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด
เมื่ออวิ๋นเซียวลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทัศนียภาพของทะเลตะวันออกที่บ้าคลั่งได้อันตรธานหายไป บัดนี้เขาพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ใจกลาง 'พื้นที่แห่งจิต' อันกว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าเบื้องบนเป็นสีแดงฉานประดุจโลหิตที่เพิ่งหลั่งริน พื้นดินเบื้องล่างคือทะเลเพลิงสีดำสนิทที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน ท่ามกลางทะเลเพลิงนั้น มีเสาหลักศิลารูปมังกรขนาดมหึมานับหมื่นต้นตั้งตระหง่าน ทว่าทุกต้นล้วนปริร้าวและแตกหัก บ่งบอกถึงความรุ่งโรจน์ที่ล่มสลายไปในอดีตกาล
และ ณ กึ่งกลางของเสาศิลาเหล่านั้น... คือสิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณของอวิ๋นเซียวต้องสั่นสะท้าน
ร่างเงาของมังกรบรรพกาล!
มันคือสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะทำความเข้าใจ เกล็ดสีดำอมม่วงของมันแผ่กลิ่นอายทำลายล้างที่สามารถบดขยี้ขุนเขาและต้มผืนสมุทรให้เดือดพล่าน ทว่าภาพที่ปรากฏหาใช่ความสง่างามของราชันย์ผู้ครองฟ้าดิน แต่เป็นความน่าสมเพชและน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
ร่างอันมหึมาของมังกรบรรพกาลถูกล่ามตรึงไว้ด้วย 'โซ่สวรรค์' สีทองคำนับร้อยเส้น โซ่เหล่านั้นสลักอักขระศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าสวรรค์ที่เปล่งแสงเรืองรอง ทว่ามันกลับแทงทะลุฝังลึกลงไปในเกล็ดและเนื้อหนังของมังกรอย่างโหดเหี้ยม ทุกครั้งที่มังกรขยับตัว โซ่สวรรค์จะรัดแน่นขึ้น โลหิตสีทองคล้ำของมันไหลรินลงมาดั่งสายฝน หยดลงสู่ทะเลเพลิงสีดำเบื้องล่าง
"เจ้าเห็นหรือไม่... ภาชนะแห่งข้า... นี่คือความเมตตาของสวรรค์ที่เจ้าเคยศรัทธา"
ดวงตาขนาดมหึมาที่แผดเผาด้วยเปลวเพลิงสีเลือดจ้องมองลงมาที่อวิ๋นเซียว เสียงของมันกึกก้องไปทั่วห้วงจิต ไม่ใช่เสียงของการข่มขู่เพื่อยึดครองร่าง ทว่ามันอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นและความเจ็บปวดที่ถูกกักขังมานับหมื่นปี
"เจ้าเป็นใคร... แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ในร่างกายของข้า!" อวิ๋นเซียวเค้นเสียงถาม แม้จิตวิญญาณจะถูกแรงกดดันจนแทบปริแตก ทว่าเขายังคงเชิดหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับสัตว์เทวะตรงหน้า
"ข้าคือจุดจบของยุคสมัย... และเป็นนักโทษของสวรรค์" มังกรบรรพกาลแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน "ส่วนเหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่... เจ้าจงถามสายเลือดในกายของเจ้าเถิด เด็กน้อย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า 'ตราทัณฑ์สวรรค์' ที่สาปแช่งตระกูลของเจ้ามาหลายชั่วอายุคน คือบททดสอบของสวรรค์สำหรับผู้ฝืนชะตา?"
อวิ๋นเซียวชะงักงัน รอยแผลเป็นรูปอสนีบาตที่เคยสลักอยู่กลางอกคือฝันร้ายที่พรากทุกสิ่งไปจากเขา
"ช่างโง่เขลายิ่งนัก!" มังกรบรรพกาลคำรามจนทะเลเพลิงสีดำสั่นไหว "ตราทัณฑ์สวรรค์นั่น แท้จริงแล้วคือ 'ผนึก' ที่พวกเทพสวรรค์จอมปลอมสร้างขึ้น! พวกมันไม่อาจสังหารข้าได้ จึงฉีกกระชากวิญญาณของข้าออกเป็นส่วนๆ แล้วผนึกไว้ในร่างของสายเลือดตระกูลอวิ๋น! สวรรค์ไม่ได้ทดสอบพวกเจ้า แต่มันกำลังใช้ตระกูลของเจ้าเป็น 'กรงขังและแบตเตอรี่' สูบกินพลังชีวิตของพวกเจ้าเพื่อกดทับข้าไว้ต่างหาก!"
ความจริงที่ทะลวงเข้าสู่โสตประสาททำให้อวิ๋นเซียวตัวเย็นเฉียบประดุจจมอยู่ในธารน้ำแข็ง ตระกูลอวิ๋นที่ร่วงโรย... บิดามารดาที่ต้องตกตาย... ความเจ็บปวดทั้งหมดที่เขาต้องแบกรับมาตลอดชีวิต ไม่ใช่ความโชคร้าย และไม่ใช่บททดสอบ แต่เป็นเพียงเครื่องมือของสวรรค์ที่ใช้พวกเขาเป็นภาชนะกักเก็บพลัง! เขาไม่ได้ถูกเลือกเพราะความพิเศษ แต่ถูกเลือกเพราะเป็นภาชนะที่ทนทานที่สุด!
"แต่บัดนี้... ผนึกนั่นถูกทำลายลงแล้วด้วยแก่นพลังมารที่เจ้าดูดกลืนเข้าไป" มังกรบรรพกาลหรี่ตาลง "ข้าไม่ได้ต้องการจะทำลายล้างโลกใบนี้ หรือยึดครองร่างอันเปราะบางของเจ้า สิ่งที่ข้าต้องการคือ 'อิสรภาพ' มอบร่างกายของเจ้าให้ข้าเป็นผู้ชี้นำ ข้าจะมอบพลังที่สามารถบดขยี้สวรรค์ให้แก่เจ้า เพื่อแลกกับการที่เจ้าต้องทำลายโซ่ตรวนเหล่านี้ให้ข้า!"
ในขณะที่พันธสัญญาแห่งความมืดกำลังถูกเสนอ ท่ามกลางโลกแห่งความเป็นจริง วิกฤตแห่งความตายได้คืบคลานเข้ามาถึงขีดสุด!
เรือไม้ประมงลำเล็กที่ไร้ผู้บังคับทิศทาง ได้ลอยล่องฝ่ากระแสน้ำวนเข้าสู่ 'เขตแดนพายุทมิฬ' ปราการธรรมชาติอันโหดร้ายที่ขวางกั้นทวีปศูนย์กลางและดินแดนต้องห้าม! คลื่นยักษ์สีดำทะมึนสูงกว่าสิบจั้งถาโถมเข้าใส่ตัวเรืออย่างไร้ปรานี สายฟ้าสีม่วงคล้ำฟาดฟันลงมาจากผืนฟ้าที่มืดมิด
ร่างของอวิ๋นเซียวที่หมดสติถูกน้ำทะเลเย็นเฉียบสาดกระแทก บาดแผลทั่วร่างเริ่มปริแตก พันซานที่นอนอยู่ข้างๆ กำลังจะถูกคลื่นยักษ์กวาดตกลงไปในทะเลลึก! หากเรือลำนี้อับปางลงในพายุทมิฬ พวกเขาจะต้องถูกกระแสน้ำวนฉีกร่างจนแหลกเหลว!
"เวลาของเจ้าในโลกภายนอกกำลังจะหมดลงแล้ว ภาชนะแห่งข้า" เสียงของมังกรบรรพกาลดังก้องเตือนสติ "ยอมรับพันธสัญญาของข้าเสีย หรือจะยอมจมดิ่งลงสู่ก้นสมุทรไปพร้อมกับสหายของเจ้า!"
อวิ๋นเซียวกัดฟันแน่นจนเลือดไหลซึมออกจากมุมปากในห้วงจิต เขาเกลียดชังสวรรค์ที่หลอกใช้เขา แต่เขาก็รู้ดีว่าการยอมตกเป็นทาสของมังกรบรรพกาลก็ไม่ต่างจากการก้าวจากนรกขุมหนึ่งไปสู่นรกอีกขุมหนึ่ง
"ข้าต้องการพลังของเจ้า..." อวิ๋นเซียวเงยหน้าขึ้นจ้องตากับสัตว์เทวะ แววตาสีรัตติกาลวาวโรจน์ด้วยความดื้อรั้นที่ไม่อาจสยบ "แต่ข้าจะไม่ยอมเป็นทาสรับใช้ของผู้ใด! ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์จอมปลอม หรือมังกรเช่นเจ้า! เราจะทำพันธสัญญากันแค่ครึ่งเดียว! ข้าจะใช้พลังของเจ้าเพื่อบุกเบิกเส้นทางของข้าเอง และในอนาคต ข้าจะปลดปล่อยเจ้าด้วยเจตจำนงของข้า ไม่ใช่คำสั่งของเจ้า!"
ความเงียบงันปกคลุมห้วงจิตวิญญาณไปชั่วขณะ ก่อนที่มังกรบรรพกาลจะระเบิดเสียงหัวเราะดังกึกก้อง มันเป็นเสียงหัวเราะที่เจือไปด้วยความพึงใจในความจองหองของมนุษย์เบื้องหน้า
"ประเสริฐ! ช่างโอหังสมกับเป็นสายเลือดที่ทนทานต่อพลังของข้า! เช่นนั้นก็จงรับเศษเสี้ยวพลังของข้าไป แล้วรอดชีวิตให้ได้เสียก่อนเถิด!"
วูบบบ!!
รอยสักรูปมังกรทมิฬบนหน้าอกซ้ายของอวิ๋นเซียวในโลกความจริงพลันเปล่งแสงสีเลือดสาดส่องทะลุม่านฝน!
พริบตาที่คลื่นยักษ์ขนาดมหึมากำลังจะบดขยี้เรือไม้ประมงให้แหลกเป็นจุล ดวงตาของอวิ๋นเซียวพลันเบิกกว้าง นัยน์ตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นสีทองทมิฬที่มีขีดรูม่านตาแนวตั้งเยี่ยงสัตว์ร้าย ชายหนุ่มตวัดแขนคว้าร่างของพันซานที่กำลังจะพลัดตกทะเลไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
"ย้ากกก!!"
อวิ๋นเซียวแผดเสียงคำรามลั่น รีดเร้นพลังงานมหาศาลที่ปะทุขึ้นจากรอยสัก ผนวกเข้ากับปราณหลอมภพ! เนื้อผ้าบริเวณสะบักหลังของเขาฉีกขาดกระจุย โลหิตสาดกระเซ็น พร้อมกับการงอกเงยของ 'ปีกมังกรทมิฬ' ที่เป็นรูปลักษณ์ทางกายภาพอย่างแท้จริง! มันไม่ได้เป็นเพียงปราณจำแลงอีกต่อไป แต่เป็นปีกเกล็ดสีดำสนิทที่แผ่สยายออกกว้างกว่าสองจั้ง แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายบรรพกาลที่กดข่มแม้กระทั่งพายุคลั่ง!
ตูมมม!!
เรือไม้ประมงแตกกระจายเป็นเศษซาก ทว่าอวิ๋นเซียวที่แบกร่างพันซานไว้บนบ่า ได้กระพือปีกมังกรทมิฬพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกว่ายฝ่าพายุฝนและสายฟ้าสีม่วงคล้ำขึ้นไปเหนือเมฆหมอกได้อย่างปาฏิหาริย์! ความเจ็บปวดจากการงอกของปีกเนื้อทำเอาเส้นประสาทของเขาแทบขาดสะบั้น นี่คือ 'ราคา' ของการยืมพลังที่เขายังควบคุมไม่ได้อย่างสมบูรณ์
อวิ๋นเซียวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง บินฝ่ากำแพงหมอกหนาทึบของพายุทมิฬไปข้างหน้า หวังเพียงจะได้เห็นผืนแผ่นดินของ 'ดินแดนต้องห้าม' ตามแผนที่ที่ลั่วปิงเยว่มอบให้
ทว่า... เมื่อม่านหมอกเบื้องหน้าเปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของอวิ๋นเซียวกลับทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
เบื้องหน้าของเขา หาใช่แนวชายฝั่งหรือป่าเขาอันลี้ลับ ทว่ามันคือขบวน 'เรือรบขนาดมหึมา' ที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือน่านน้ำ! ลำเรือถูกสร้างจากศิลาสีดำสนิทและโครงกระดูกอสูรธาตุ ธงขนาดใหญ่ที่สลักลวดลายกลุ่มดาวถูกความมืดกลืนกิน ปลิวไสวท้าทายพายุ...
นั่นคือสัญลักษณ์ของ นิกายเงากลืนดารา!
ทัพเรือของขั้วอำนาจมืดแห่งทวีปศูนย์กลาง ไม่ได้มาเพื่อตามล่าเขา แต่มันจอดลอยลำดักรออยู่ตรงรอยต่อของดินแดนต้องห้ามราวกับรู้ล่วงหน้า! และบนหัวเรือลำที่ใหญ่ที่สุด ร่างของยอดฝีมือชุดคลุมดำนับร้อยกำลังแหงนหน้ามองขึ้นมาที่อวิ๋นเซียว พร้อมกับหน้าไม้ปราบมังกรที่ขึ้นลำเล็งเป้าเตรียมปลิดชีพ!