ในด้านของกู้ชิงเฉิง
รุ่ยอ๋องที่ได้จิบยาแล้วสีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายขึ้นมาก “เหตุใดข้าไม่เห็นองค์รัชทายาท?เขาควรจะเฝ้าอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ?”
“หม่อมฉันไม่เห็นเขาเพคะ” กู้ชิงเฉิงจับชีพจรให้รุ่ยอ๋องพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนักสีหน้าของนางดูเรียบเฉย แต่ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมหน้ายังคงใสกระจ่างดุจน้ำค้างยามเช้า
“นี่…” รุ่ยอ๋องกะพริบตาเล็กน้อยแววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ตามความเข้าใจของเขาแล้วโม่อวี้เฉินน่าจะอยู่เคียงข้างกู้ชิงเฉิงและกู้จิ่งเซวียนไม่ห่างกายถึงจะถูก
ชิงหลิวที่ยืนอยู่ข้างกายดูเหมือนจะอยากกล่าวสิ่งใดแต่สุดท้ายก็นิ่งเงียบไป หน้าที่ของเขาคือคุ้มครองเจ้านายให้ปลอดภัยส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขา
ดังนั้นแล้วเขาจึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ปล่อยให้พวกเขาตีกันไปก่อนเถิดอย่างไรเสียหยวนจิ่วผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพคงจะทนทานการถูกทุบตีได้กระมังที่สำคัญที่สุดคือหยวนจิ่วเป็นคนของกู้ชิงเฉิงหากโม่อวี้เฉินไม่ต้องการทำให้ภรรยาโกรธ เขาย่อมต้องยั้งมือไว้บ้าง
เมื่อเห็นชิงหลิวทำท่าทางเหมือนเอ่ยอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดลงกลางคัน รุ่ยอ๋องก็เข้าใจในทันที เขาจึงไม่กล่าวสิ่งใดอีกแม้เขาจะเป็นคนซื่อตรงและวู่วามไปบ้าง แต่ก็เติบโตมาในวังหลวงย่อมเรียนรู้การพูดอ้อมและการหลบหลีก
“ท่านแม่ ท่านอาหยวนจิ่วถูกตีขอรับ!” ทันใดนั้นประตูถูกผลักออกกู้จิ่งเซวียนวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเล็กๆ ดูผิดปกติเล็กน้อยแท้จริงแล้วเขาชอบดูการต่อสู้แต่เขาไม่คาดคิดว่าท่านอาหยวนจิ่วที่เก่งกาจมาตลอดจะถูกตี
ถึงกระนั้นกู้จิ่งเซวียนกลับรู้สึกว่าท่านพ่อในอนาคตของเขานั้นร้ายกาจยิ่งนักในใจเขายกให้ท่านพ่อในอนาคตชนะขาดลอย อย่างน้อยระหว่างหยวนจิ่วกับโม่อวี้เฉินเขาก็เลือกโม่อวี้เฉิน
“อืม” กู้ชิงเฉิงคาดการณ์ไว้แล้วจึงพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก “เขาถูกตีก็แสดงว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้นสินะ”คำพูดนี้นางกล่าวให้กู้จิ่งเซวียนได้ยินด้วยในยุคสมัยนี้ย่อมต้องใช้ความสามารถเป็นเครื่องพิสูจน์ดังนั้นนางจึงเข้มงวดกับกู้จิ่งเซวียนมาตลอดเพื่อให้เขาเข้าใจถึงความโหดร้ายของความเป็นจริงตั้งแต่เนิ่นๆ
แม้กู้จิ่งเซวียนจะยังเยาว์วัยทว่าสมองของเขาไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปดังนั้นเขาจึงเข้าใจคำพูดของกู้ชิงเฉิงในทันที เด็กน้อยพยักหน้าและเดินจากไป
รุ่ยอ๋องกลับชื่นชมกู้ชิงเฉิง“เจ้ากล่าวได้มีเหตุผลนัก” เขารู้สึกว่าอุปนิสัยของกู้ชิงเฉิงนั้นช่างถูกจริตกับเขาเป็นยิ่งนักยามที่เขาฝึกฝนลูกน้องก็ใช้แนวคิดเดียวกันนี้ตอนนี้เขารู้สึกว่าองค์รัชทายาทจะมีพระชายาหรือไม่นั้นไม่สำคัญที่สำคัญคือเขาขาดที่ปรึกษาแน่นอนว่ายังขาดหมอประจำจวนผู้มีวิชาแพทย์สูงส่งเช่นนางด้วย
“เจ้าอยากไปเมืองหลวงหรือไม่?” รุ่ยอ๋องเอ่ยถามเสียงเบา
“ไม่เพคะ” กู้ชิงเฉิงตอบกลับทันทีอย่างไม่ไว้หน้าแม้เขาจะเป็นถึงรุ่ยอ๋องก็ตาม
“แต่เมืองหลวงดีกว่าเมืองอี๋สุ่ยนี้หลายเท่านะ” รุ่ยอ๋องเริ่มเกลี้ยกล่อม
“หืม... เมืองหลวงไม่มีอันหยวนถังนี่เพคะ?” กู้ชิงเฉิงตอบกลับไปโดยไม่คิดเลยแม้แต่น้อย
“…”รุ่ยอ๋องได้แต่เงียบงัน ไม่รู้ว่าควรตอบสิ่งใด
“เจ้าสามารถเปิดอันหยวนถังที่เมืองหลวงได้ ข้าจะช่วยเจ้าเองแค่เพียงข้าเป็นคนเอ่ยปาก เจ้าอยากได้ที่ดินผืนใดอยากได้โรงหมอขนาดเท่าใดก็ย่อมได้” รุ่ยอ๋องยังคงไม่ยอมแพ้เขารู้ดีว่ากู้ชิงเฉิงย่อมไม่ยอมลดตัวลงไปเป็นหมอประจำจวนในตำหนักอ๋องแต่หากให้นางจะเปิดโรงหมอในเมืองหลวงก็ย่อมได้กระมัง
“หม่อมฉันชอบเมืองอี๋สุ่ยเพคะ” กู้ชิงเฉิงปฏิเสธอีกครั้งทำให้รุ่ยอ๋องไม่อยากจะสนทนากับนางอีกแล้วยามนี้เขาเข้าใจความรู้สึกของโม่อวี้เฉินอย่างถ่องแท้มันช่างไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย ไม่สบอารมณ์ถึงขีดสุด
กู้จิ่งเซวียนวิ่งเข้ามาอีกครั้ง“ท่านแม่ ข้าพันแผลให้ท่านอาหยวนจิ่วเรียบร้อยแล้วส่วนแผลของท่านพ่อในอนาคตไม่ต้องให้ข้าดูแลหรอกขอรับท่านพ่อบอกว่าอยากให้ท่านแม่พันแผลให้ด้วยตนเอง”
“ปล่อยให้เขารอไปก่อนเถิด” กู้ชิงเฉิงไม่คาดคิดว่าโม่อวี้เฉินจะเรื่องมากถึงเพียงนี้นางยิ่งไม่สบอารมณ์ นางอยากให้ฝีมือของหยวนจิ่วดีขึ้นกว่านี้เพื่อจะได้ทุบตีโม่อวี้เฉินจนสลบไสลหมดสภาพเช่นนั้นแล้วรัศมีตัวเอกของเขาคงจะหายไป และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางก็ขัดแย้งในใจมาตลอด แม้อยากจะฆ่าเขาก็ฆ่าไม่ลงหรืออยากจะเกาะขาเพื่อพึ่งพิงก็ไม่ง่ายนัก
“ชิงเฉิง บาดแผลของข้าเกิดจากฝีมือคนของเจ้า เจ้าต้องรับผิดชอบ” โม่อวี้เฉินเดินเข้า บริเวณหางตาของเขามีรอยช้ำเพียงแห่งเดียว
“เซวียนเอ๋อร์ เจ้าเป็นคุณชายของอันหยวนถัง หยวนจิ่วทำร้ายผู้อื่นเจ้าไปจัดการเถิด” กู้ชิงเฉิงตบไหล่กู้จิ่งเซวียนและกล่าวอย่างจริงจัง
แท้จริงแล้วในยามนี้หลายเรื่องกู้ชิงเฉิงจะให้กู้จิ่งเซวียนเป็นผู้จัดการสมองของเขาสามารถกระตุ้นได้ไม่จำกัด ตราบใดที่เขามีโอกาสแม้กู้จิ่งเซวียนจะอายุเพียงห้าขวบ แต่ในความคิดของกู้ชิงเฉิงเขาน่าจะมีสติปัญญาเท่ากับเด็กอายุสิบห้าปี ทว่าความสามารถนั้นเหนือกว่าเสียอีก
เมื่อได้ยินกู้ชิงเฉิงพูดเช่นนั้นทำให้ผู้คนในห้องต่างพูดไม่ออก มีเพียงกู้จิ่งเซวียนที่พยักหน้าตอบรับ“ขอรับ”
“องค์รัชทายาท ข้อแรก ท่านเป็นฝ่ายลงมือก่อน ส่วนข้อที่สองเมื่อเทียบกันแล้ว ท่านอาหยวนจิ่วบาดเจ็บหนักกว่า เรื่องนี้จัดการง่ายยิ่งนักเพียงแค่ท่านชดใช้เงินให้พวกเราหนึ่งร้อยตำลึงก็พอ” กู้จิ่งเซวียนกล่าวอย่างจริงจัง
กู้ชิงเฉิงพยักหน้าเห็นด้วย“ไม่เลว มีเหตุผลชัดเจน”
ชิงหลิวผู้ไม่เคยแสดงอารมณ์ยังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ส่วนรุ่ยอ๋องกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ“เจ้าหนูน้อย เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก”
สีหน้าของโม่อวี้เฉินไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเขามองดูบุตรชายของตน พลางยิ้มออกมา “ได้ข้าให้เจ้าหนึ่งพันตำลึง”
“จริงหรือ?” ดวงตาของกู้จิ่งเซวียนเปล่งประกายด้วยอิทธิพลของกู้ชิงเฉิง ทำให้กู้จิ่งเซวียนให้ความสำคัญกับเงินเป็นอย่างมากยิ่งมีมากก็ยิ่งดี!
โม่อวี้เฉินมองดวงตาอันสดใสที่เหมือนกู้ชิงเฉิงไม่ผิดเพี้ยนของกู้จิ่งเซวียนในใจของเขาก็อ่อนยวบลง “ข้าไม่เคยหลอกใครหรอกนะ”
“แล้วท่านมีเงื่อนไขอะไรหรือไม่?” กู้จิ่งเซวียนกลับไม่ได้ถูกเงินชักจูงจนทำให้สับสนเขาจึงเอ่ยถามขึ้นมา “ข้าเป็นเพียงคุณชายน้อยของอันหยวนถังตัดสินใจได้แค่เรื่องเล็กๆ หากเป็นเรื่องใหญ่ ยังต้องให้ท่านแม่ตัดสินใจต่อให้ท่านมาเยินยอให้ข้าก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกขอรับ”
เด็กน้อยที่ฉลาดเช่นนี้ทำให้ผู้คนถึงกับตกใจ ผู้ที่อยู่ในห้องพักรักษาต่างแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อกู้จิ่งเซวียนผู้นี้ไม่ได้มีแค่ความฉลาดเท่านั้นเขาผลักเรื่องราวให้พ้นตัวอย่างหมดจด ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไร้คำจะกล่าว
หากเป็นผู้อื่นที่พูดกับเขาเช่นนี้โม่อวี้เฉินคงไม่ไว้ชีวิต แต่เมื่อคิดว่าเป็นบุตรชายของตน เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจในดวงตาของเขามีรอยยิ้มที่ไม่อาจปกปิดอีกทั้งรอยยิ้มนี้ยิ่งทำให้ใบหน้าอันงดงามหาใดเปรียบของเขาสว่างไสวยิ่งขึ้นจนกู้ชิงเฉิงยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าเบื้องหน้าพลันสว่างวาบ ตาพร่ามัวขึ้นมาชั่วขณะ
มิน่าเล่าที่เจ้าของร่างเดิมถึงยอมทำทุกอย่างเพื่อแต่งงานกับเขาแค่ใบหน้านี้ ก็ทำให้ผู้คนไม่อาจลืมเลือนได้แล้ว
กู้ชิงเฉิงเองก็เป็นพวกที่หลงใหลในความงามแต่นางก็เป็นพวกที่หลงใหลในความงามอย่างมีสติ เพียงแค่มองดูอยู่ห่างๆ ก็พอไม่จำเป็นต้องเอามาไว้ข้างกาย ถ้าดูมากเข้าก็จะเบื่อ ถึงตอนนั้นแม้แต่ความงดงามเล็กๆ น้อยๆ ในตอนแรกก็จะไม่หลงเหลือแล้ว
เหมือนกับเจ้าของร่างเดิมที่ทำทุกวิถีทางเพื่อแต่งงานเข้าจวนองค์รัชทายาทสุดท้ายไม่เพียงแต่ชื่อเสียงป่นปี้ แต่ยังต้องเอาชีวิตเข้าไปแลกอีกด้วยช่างไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไร เงินหนึ่งพันตำลึงนั้นแลกกับการมาเที่ยวเล่นกับข้าในเมืองอี๋สุ่ยหนึ่งวันก็พอ” โม่อวี้เฉินไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อยแต่กลับมีความสุขเสียมากกว่า บุตรชายของเขา ต้องมีความสามารถอันยิ่งใหญ่และต้องมองการณ์ไกลกว่าคนทั่วไป
กู้จิ่งเซวียนไม่ได้มองไปที่กู้ชิงเฉิงเรื่องเล็กน้อยแค่นี้เขาสามารถตัดสินใจเองได้ หากเขาพอใจเขาก็จะไป แต่หากเขาไม่ชอบเขาก็จะไม่ไป อีกทั้งกู้ชิงเฉิงก็ให้อำนาจเขาในการตัดสินใจเพราะอย่างไรเสียก็อยู่ที่เมืองอี๋สุ่ย ซึ่งเป็นถิ่นของตน
อวี๋ชิงฮวาถูกโม่อวี้เฉินจัดการไปแล้วผู้คนที่เขานำมาก็แตกกระจาย ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร แน่นอนนางเชื่อใจโม่อวี้เฉินมากกว่า เพราะกู้จิ่งเซวียนเป็นบุตรชายของโม่อวี้เฉิน
“ขอรับ ตกลงตามนั้น” กู้จิ่งเซวียนพยักหน้าอย่างแรงวินาทีถัดมา เขาก็รับตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงที่โม่อวี้เฉินยื่นให้แล้วหันไปพูดกับกู้ชิงเฉิงว่า “ท่านแม่ข้าจะไปที่เรือนของพี่กู่ซินเพื่อแลกเงินแล้วนำเงินหนึ่งร้อยตำลึงไปให้ท่านอาหยวนจิ่วก่อนขอรับ”
ช่างเป็นเด็กที่มีความยุติธรรมเสียจริงเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ได้มาจากการที่หยวนจิ่วถูกทำร้าย ควรจะมอบให้เขา
“เจ้าไปเถอะ” กู้ชิงเฉิงพยักหน้าจากนั้นกู้จิ่งเซวียนก็จูงมือโม่อวี้เฉินจากไปเพื่อไปแลกเงินอีกเก้าร้อยตำลึงของเขา
“นายหญิง!” หยวนจิ่วซึ่งมีผ้าพันแผลพันรอบใบหน้าจนดูน่าสังเวชเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก“ท่านปล่อยให้คุณชายไปกับองค์รัชทายาทแบบนี้ได้อย่างไรขอรับ?คนผู้นั้นช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนักหากเขาใช้คุณชายน้อยมาข่มขู่ท่านเล่าขอรับ!”
“องค์รัชทายาทไม่ใช่คนเช่นนั้น” กู้ชิงเฉิงกลับพูดแทรกคำพูดของเขานางอ่านนิยายจนจบทั้งเรื่องแล้ว จึงรู้จักนิสัยของแต่ละคนดี
หยวนจิ่วตกตะลึงชั่วครู่“นายหญิง ท่านไม่รู้จักเขาดีพอ…”
“ไม่หรอก ข้ารู้จักเขาดี” กู้ชิงเฉิงกล่าวอย่างจริงจัง“ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก”
หยวนจิ่ว“…”