3 วันผ่านไปในเวลาเช้าตรู่ เมื่อพระอาทิตย์เริ่มให้แสง เด็กน้อยทั้งสี่ตื่นขึ้น ต่างก็รีบหาทางปลีกตัวไปยังสถานที่นัดแนะในความฝันจากท่านเทพอย่างตื่นเต้น แต่ละคนไม่กล้าบอกเื่นี้กับใครทั้งนั้น ทำตามคำกำชับของท่านเทพผู้สูงส่ง ตอนนี้ในบ้านของแต่ละคนต่างหาวิธีปลีกตัวออกจากบ้านตามวิธีของตัวเอง และเมื่อออกจากบ้านได้ก็ต่างรีบเร่งเดินทางอย่างรวดเร็วที่สุด ท่องในใจไว้เพียงแค่ว่า…
“ผาน้ำตกในป่าหลังหมู่บ้านสวนไผ่… ผาน้ำตกในป่าหลังหมู่บ้านสวนไผ่…”
บริเวณนี้มันคือสถานที่สวยงามแห่งหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีผู้คนมามากนัก เพราะเส้นทางเดินไม่ง่าย และต้องเดินขึ้นเขาคดเคี้ยวไม่น้อย แต่ถึงแบบนั้นสถานที่นี้ก็ไม่ไกลจากเด็กทั้งสี่ในการเดินทางมาหาเฉียวเฟิง
ตอนนี้เฉียวเฟิงยืนอยู่บนยอดเขาสูง เพื่อสังเกตการณ์มองเหล่าเด็กน้อยที่ต่างรีบวิ่งมาหามัน
และด้วยวิชาดวงตาร้อยลี้ทำให้เฉียวเฟิงมองเห็นเด็กๆ ทั้งสี่ได้อย่างครอบคลุม หากเด็กๆ เข้ามาสู่ระยะสายตา และหากเหล่าเด็กน้อยเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้น ตัวเฉียวเฟิงมันก็พร้อมพุ่งตัวด้วยวิชาตัวเบาเข้าช่วยเหลือทันที เฉียวเฟิงนั้นโดยทั่วไปก็มักมีนิสัยทำอะไรคิดอ่านรอบครอบเป็พิเศษ นี่คือนิสัยติดตัวั้แ่ชีวิตในโลกเดิม อาจจะเพราะเคยเป็ทหารหน่วยพิเศษที่แต่ละภารกิจไม่มีสิทธิ์ทำผิดพลาด ดังนั้นการจะทำอะไรแต่ละอย่างต้องมั่นใจและวางแผนอย่างดี แต่ถึงจะเป็แบบนั้นเฉียวเฟิงก็รู้ว่า ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีสิ่งแน่นอน สิ่งไม่คาดฝันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ตัวมันรู้ดีที่สุดในเื่นี้
ตอนนี้เด็กน้อยหลีกังมาถึงเป็คนแรกแล้ว
เด็กน้อยหลีกังทีท่ายืนเป็กังวลใจ ใบหน้าและท่าทางน่าสงสารยิ่งนัก เพราะแม้จะดูเป็เด็กตัวโตแต่ก็ดูไม่มีความมั่นใจในตัวเอง นอกจากนั้นยังดูผอมแห้งแรงน้อย สำหรับเด็กน้อยผู้นี้เฉียวเฟิงตั้งใจจะปลุกปั้นเด็กน้อยคนนี้ให้เป็ยอดนักสู้ตัวฉกาจ ที่จะสู้ไม่พ่ายผู้ใดในอนาคต…
ไม่นานนักต้าไห่ก็มาถึง เมื่อเด็กน้อยต้าไห่มาถึงเห็นหลีกังยืนอยู่ก็แสดงใบหน้ายินดี ส่วนหลีกังเห็นต้าไห่ก็คล้ายคลายใจจากเื่ราวในความฝันเห็นว่าเป็ความจริงแล้ว
ตอนนี้เมื่อสถานที่นี้ยังไม่มีใครมาอีก สองเด็กน้อยก็นั่งพูดคุยกันสนุกปาก ต่างสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝันของกันและกัน
ต่อมาไม่นานจิ้งเหอก็มาถึง ตัวจิ้งเหอนับเป็เด็กน้อยที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มนี้ที่เฉียวเฟิงได้เลือกมา หากแต่ถ้าคิดอ่านถึงเื่ในอนาคต ภาพร่างของจิ้งเหอนับว่าชัดเจนที่สุด มีฝีมือเป็ได้ถึงเทพนักดาบในตำนาน
แต่ตอนนี้ด้วยท่าทางและลักษณะของจิ้งเหอที่มีอาการเขินอายและดูกังวลไม่กล้าพูดจาอะไรมากนัก ทำเอาเฉียวเฟิงมองไม่เห็นภาพมารดาบในอนาคตเลย
ตอนนี้จากที่เฉียวเฟิงพูดคุยกับเด็กน้อยจิ้งเหอในความฝันด้วยการใช้เคล็ดวิชาเชื่อมิญญา เฉียวเฟิงตัวมันคิดว่าจิ้งเหอเป็เด็กน้อยที่มีความมั่นใจในตัวเองต่ำ นอกจากนั้นยังเป็พวกเชื่อคนง่าย และยังมีอารมณ์อ่อนไหวเป็พิเศษ ดังนั้นใน่ชีวิตเก่าของจ้าวหมื่นมาร พอเด็กน้อยพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต จึงต้องจมอยู่ในความโศกเศร้าใช้ชีวิตอย่างไม่อาจจะหลุดพ้น
สุดท้ายทั้งชีวิตจึงใช้ได้เพียงเพื่อการล้างแค้น หากแต่ตอนนี้ด้วยตัวเฉียวเฟิง ชีวิตของเด็กน้อยจิ้งเหอนับั้แ่ตอนนี้ นับว่าชะตาชีวิตของเด็กน้อยได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างแน่นอน เพราะเฉียวเฟิงจะสร้างให้เด็กน้อยคนนี้เป็จอมดาบไร้พ่ายที่สง่างามและไม่ต้องอยู่ในวิถีของมารที่มีชีวิตเพื่อการแก้แค้นอีกต่อไป
ส่วนเด็กน้อยต้าไห่เฉียวเฟิงเลือกเด็กน้อยคนนี้เพราะว่าเกิดในตระกูลพ่อค้าใหญ่ แม้จะอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านสวนไผ่ แต่เฉียวเฟิงก็คิดว่าการมีเส้นสายกับกลุ่มการค้าเป็สิ่งที่จำเป็ ต้าไห่เป็ลูกเมียเล็ก หนึ่งในกลุ่มลูกหลานตระกูลการค้าที่จะถูกส่งไปอยู่ที่ต่างๆ เพื่อดูแลกิจการตามเครือข่าย ซึ่งหากใครมีพร์เป็พิเศษก็จะถูกดึงตัวกลับสู่ตระกูลสายหลักและได้รับการสนับสนุนในการฝึกฝน และเพราะแบบนี้ต้าไห่จึงน่าสนใจในสายตาของเฉียวเฟิงเป็พิเศษอยู่เล็กน้อย เพราะเฉียวเฟิงหวังเส้นทางการค้าให้ต้าไห่ช่วยดูแลในอนาคต
และคนที่มาช้าที่สุดในวันนี้ก็เป็ดังคาด เด็กหญิงตัวน้อยพานลี่ อัฉริยะเหนืออัฉริยะจากตระกลูพาน “พานลี่” เด็กหญิงตัวน้อยที่มีใบหน้าน่ารักสดใสและดูเฉลียวฉลาด
เมื่อตอนนี้เห็นทุกคนมาพร้อมหน้า ไม่ช้าเฉียวเฟิงก็ะโจากยอดเขาสูงและค่อยๆ ลอยลงมาด้วยวิชาตัวเบาล่องลอยเมฆา ( ‘เอาอีกแล้ว…’ เ้ามารน้อยแอบบ่น )
เด็กทั้งสี่เมื่อเห็นมีผู้บินได้ก็ต่างมีสีหน้าตื่นเต้นทันที โดยเฉพาะพานลี่เด็กหญิงตัวน้อยที่รู้ดีว่า วิชาระดับนี้มีแต่ยอดฝีมือระดับจอมยุทย์เท่านั้นที่ทำได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็ยอดฝีมือที่ฝึกวิชาตัวเบาระดับกลางสำเร็จ ไม่เช่นนั้นในโลกนี้ผู้ฝึกยุทธ์ไม่มีทางบินได้เช่นนี้ โดยที่นางหารู้ไม่ วิชาที่เฉียวเฟิงใช้นั้นเป็แค่วิชาระดับต่ำที่มีไว้โชว์แต่ไม่ได้มีไว้ใช้ ในใจส่วนลึกของเฉียวเฟิงตอนนี้แอบขอบคุณจ้าวหมื่นมารที่ทิ้งวิชาขยะเหล่านี้ไว้ให้เรียนรู้มากมายจริงๆ
และในระหว่างที่ลอยตัวลงมาอย่างช้าๆ เฉียวเฟิงก็ใช้เคล็ดวิชา ‘เสียงยักษา’ เปล่งเสียงออกมาเพื่อทำให้ตัวเองดูสูงส่ง
“ข้ารอพวกเ้านานมากแล้วศิษย์น้องทั้งหลายของข้า”
ฟุบ… เฉียวเฟิงถึงพื้นและอยู่ตรงหน้าเด็กๆ แล้ว
ตอนนี้เฉียวเฟิงกำลังพยายามสร้างภาพลักษณ์น่านับถือต่อเหล่าเด็กน้อยอย่างเต็มที่ในฐานะศิษย์พี่ และเป็ศิษย์คนแรกของท่านเทพจอมปลอม
เพราะตัวเฉียวเฟิงรู้ดีว่า หากตัวเองไม่แสดงถึงความแตกต่างและเป็ไอ้พวกเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้ ภาพจำในใจของเหล่าเด็กน้อยที่มีต่อความสามารถของท่านเทพจอมปลอมจะลดลงอย่างน่าใจหาย ดังนั้นมันจึงจำเป็ต้องแสดงละครและความสามารถอย่างสุดฝีมือั้แ่เริ่มต้น เรียกได้ว่าปล่อยเปลือกและโอ้อวดอย่างแท้จริง