จดหมายที่เหมือนกับว่าได้ถูกเขียนไว้นานแล้ว แต่เพิ่งถูกส่งมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
แสดงว่ามันคือการคิดไว้ล่วงหน้า
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ
คัมภีร์อ่านจดหมายฉบับนั้นซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่าอยากจะให้ใจของเขานั้นชาชินไปกับถ้อยคำที่ได้อ่าน
แต่ไม่เลย ยิ่งอ่านก็ยิ่งเจ็บร้าวลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ
แต่คนทำนั้นใจดำยิ่งกว่า เหมือนว่าอยากจะให้เขาได้รับรู้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้เห็นใจเขาเลยว่าเ็ปแค่ไหน...มานานแล้ว
แม้ว่ามันจะเจ็บ แต่เขาก็เอามันกลับมาอ่านอีกซ้ำ ๆ อ่านจนไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลย แม้ว่าข้างในยังรู้สึกอยู่
เขาอยากจะชินกับข้อความอันโหดร้ายนี้ เพื่อที่จะเดินต่อไปได้อย่างมีสติ
"วันนี้ไม่มีขนมปังหรือ?"
ธีรัชแอบเข้ามาหอมแก้มของเขาแล้วเดินไปรินกาแฟใส่ในถ้วย
"ไม่มี แต่ผมไปซื้อปาท่องโก๋มาให้ นี่ไง"
คัมภีร์พับจดหมายเก่า เอาแจกันใส่ดอกไม้เล็ก ๆ ทับไว้ แล้วเลื่อนจานปาท่องโก๋ไปตรงหน้าธีรัช
"คุณเป็อะไรแต่เช้า"
ธีรัชถามเพราะอ่านได้จากสีหน้า แต่เขาไม่ได้คำตอบ คัมภีร์มองนิ่งไปที่ถ้วยชาของตัวเองที่ยังมีควันกรุ่นอยู่จาง ๆ
"ถ้ายังไม่พร้อมที่จะตอบ ก็ไม่เป็ไรนะ"
ธีรัชบอก เขาทำแค่ส่งยิ้มไปให้กำลังใจอย่างที่เขาเคยทำ เขาไม่เคยล่วงล้ำเข้าไปในความลับที่คัมภีร์เก็บไว้เลย แต่ตรงกันข้าม ธีรัชเลือกโฟกัสกับปัจจุบันของคนสองคนมากกว่า
"ธีร์ คุณรู้ไหม คุณทำให้ผมสบายใจอย่างบอกไม่ถูก"
"รู้สิ"
ธีรัชส่งยิ้มไปให้ หน้าตานั้นบอกความมั่นใจในตัวเองจนคัมภีร์ต้องยิ้มตอบไปให้
"มันก็เหมือนที่คุณให้ความสบายใจกับผมด้วยนั่นแหละ คุณภีร์"
"สบายใจ แบบที่ว่าระหว่างเรายังไม่อยากให้มีข้อผูกมัดอย่างนั้นใช่ไหม"
คัมภีร์ถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
"ก็อาจจะเป็ส่วนหนึ่งนะ เพราะเมื่อคุณไม่้าผูกมัด มันก็พอดีกับที่ผมยังมีเื่ที่ต้องสะสาง ภารกิจสำคัญของผมยังไม่เสร็จ" ธีรัชตอบ
คัมภีร์ถอนหายใจ
"บางที ถ้าเราเปิดเผยส่วนที่เป็เื่ส่วนตัวให้อีกฝ่ายรู้ มันอาจจะทำลายเส้นบาง ๆ ระหว่างเราก็ได้นะ หรือคุณว่ายังไง"
"ผมไม่คิดว่าระหว่างเราจะมีเส้นบาง ๆ หรอกนะ แต่การแลกความลับ มันอาจจะปลดล็อคตัวเราเองก็ได้"
"ความลับ คุณเรียกมันว่าความลับหรือ" คัมภีร์ถาม
"หรือคุณว่าไม่จริง ผมว่ามันเป็ความลับนะ ตราบใดที่เรายังไม่บอกให้คนอื่นได้รับรู้"
วันนี้บทสนทนายาวนานกว่าที่เคย อาจจะเป็เพราะว่าคนสองคนใช้ชีวิตด้วยกันมานานพอสมควรแล้ว จึงสื่อสารกันมากขึ้น มากกว่าสื่อสารกันด้วยความเงียบที่ต่างก็เข้าใจในอีกฝ่าย แต่ยังไม่ได้สื่อสาร
"เราน่าจะคุยกันให้มากขึ้น ผมรู้สึกดีนะ ที่ระหว่างเรามีการแชร์เื่ของตัวเอง"
ธีรัชเอ่ยขึ้นมา หลังจากที่ต่างคนต่างเงียบและจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
"เราก็คุยกันไม่น้อยนะ"
"แต่ก็อาจจะยังไม่พอ"
"โลกส่วนตัวเยอะทั้งคู่...ก็จริงของคุณนะ ธีร์ ถ้าเราคุยกันมากขึ้น เราอาจจะสื่อสารกันได้มากกว่าที่เป็อยู่" คัมภีร์ออกความเห็น
"อย่างเช่นอะไรดี"
ธีรัชเกริ่น
"แลกความลับ อย่างที่คุณบอกไง แลกความลับอาจจะปลดล็อคบางอย่างในใจเรา"
"อื้มม" ธีรัชฟังแล้วลูบคางอย่างครุ่นคิด
"เป็อันว่าตกลง แต่ เล่าเท่าที่สะดวกได้ไหม ผมยังไม่อยากจะเล่าของผมทั้งหมด มันซับซ้อนเกินกว่าใครจะเข้าใจ ผมไม่คิดว่าใครจะเข้าใจผมด้วยซ้ำ แม้แต่คุณที่บอกว่าพร้อมจะเข้าใจผมก็เถอะ"
"แล้วทำไมคุณไม่ลองที่จะเล่ามันให้ผมฟังล่ะ...ส่วนของผม ผมก็จะเริ่มเล่า เริ่มเล่าไปเรื่อย ๆ เท่าที่อยากจะเล่า"
"ก็ดี คุณภีร์จะเล่าก่อนไหม"
"ได้สิ" คัมภีร์ยืดตัวขึ้นแล้วพิงเก้าอี้แบบสบาย ๆ สองมือประสานกันไว้ที่ท้ายทอย ธีรัชยิ้มที่มุมปาก เพราะเขาไม่เคยเห็นท่าทางแบบนี้จากคัมภีร์มาก่อนเลย
"ผมก็แค่..ตัดใจจากเขาคนนั้นไม่ได้สักที จนผมรู้สึกว่ามันนานเกินไปที่ผมเสียใจ ส่วนคุณ ก็มีส่วนทำให้ผมก้าวข้ามผ่านมันมาได้ แม้ว่าจะเป็เพียงการเริ่มต้นก็ตาม"
"แล้วคุณเสียใจอยู่กี่ปี"
"ห้า..อื้มม น่าจะประมาณห้าปีนั่นแหละ"
"ห้าปีนี่นานนะครับ" ธีรัชออกความเห็น
"แต่คุณภีร์สรุปให้ผมฟังแค่ไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำไป แถมยังนั่งอยู่ในท่าชิล ๆ อีก ผมเชื่อว่าคุณผ่านมันมาได้แล้วจริง ๆ ดีใจด้วยนะครับ คุณปลดล็อคได้แล้วภายในห้าวินาที"
ธีรัชยิ้ม อย่างที่เขาเคยยิ้มให้คัมภีร์มาตลอด คำพูดกับรอยยิ้มของธีรัช ทำให้คัมภีร์ชะงักและฉุกคิดขึ้นมาได้ ธีรัชถึงกับหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของคัมภีร์ที่มีให้กับตัวเองก่อนที่คัมภีร์จะยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย
"ผมคิดแล้วว่าคุณจะต้องยิ้มได้กว้างกว่าที่ผมเคยเห็น แล้วมันก็เป็อย่างนั้นจริง ๆ"
แล้วทั้งบ้านก็อวลไปด้วยเสียงหัวเราะของคนสองคนที่ประสานเสียงหัวเราะด้วยกัน
น่าจะดังไปถึงชายหาดโน่นเลยทีเดียว
ทั้งคู่ต่างก็มองตากันอย่างเข้าใจ ที่ต่างก็ใจดีกับโลกภายในใจของอีกคน
มันคงเป็ความรู้สึกดี ๆ ที่จริงใจและใสสะอาด
คืนนั้นทั้งคืน ท่ามกลางลมแรงและฝนตกหนักอยู่ด้านนอก เงาของทั้งสองทาบทับกัน พวกเขาสื่อสารกันมากขึ้น พูดคุยกันมาก และต่างก็มีความสุขมากขึ้น
"ผมไม่เคยมีความสุขอย่างนี้มาก่อน ถ้านับจากความสุขครั้งสุดท้าย"
คัมภีร์พูดกับธีรัชที่นอนอยู่บนเตียงด้วยกัน ต่างก็ถ่ายทอดความสุขให้กันและกันอย่างลึกซึ้ง
"แล้วความสุขครั้งสุดท้ายของคุณเกิดขึ้นเมื่อไหร่"
"ห้าปีแล้วมั้ง"
"อือ ดีจัง"
"ดียังไง" คัมภีร์ถาม
"ก็...ดีที่คุณพูดคำว่า 'ห้าปีแล้วมั้ง' แบบไม่ทุกข์เลยสักนิด"
ธีรัชพูด ทำให้คัมภีร์ที่นอนหงายอยู่ต้องตะแคงตัว ชันข้อศอกขึ้นมามองธีรัชในความมืด
"คุณธีร์ คุณว่าผมหลุดออกมาจากความทุกข์นั้นแล้วจริง ๆ หรือ"
"อืมม ผมว่า ใช่นะ หรือถ้ายังไม่หลุดออกมาก็ถือว่ามาได้ไกลมาก ๆ แล้ว คนเรามันก็ต้องมีบางวันหรอกน่า ที่คิดถึงเื่เก่า ๆ แล้วเศร้าน่ะ"
ธีรัชตอบแล้วนอนตะแคงหน้าเข้าหาคัมภีร์
"ผมรอวันนั้นอยู่นะ วันที่คุณเดินจากมันมาได้ไกลมาก ๆ โดยไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองมันอีก"
"ขอบคุณมาก ผมเองก็ไม่อยากให้คุณเป็กังวล ไปทำงานที่คุณติดค้างไว้ให้เสร็จเถอะ ผมก็ยังจะอยู่ที่บ้านใจพักนี่แหละ"
"ผมสัญญา ว่าจะกลับมาให้เร็วที่สุด"
"ใช้เวลาให้คุ้มค่า ผมเชื่อว่าคุณจะกลับมา ว่าแต่ คุณจะไม่เล่าให้ผมฟังสักหน่อยหรือ"
คัมภีร์ถาม แต่ถ้าธีรัชยังไม่อยากจะเล่า เขาก็จะไม่เซ้าซี้
"ยังดีกว่า แต่ผมสัญญา ว่าจะกลับมาที่บ้านใจพัก มาหาคุณ"
"แสดงว่าสิ่งที่คุณจะทำมันต้องสำคัญมาก"
"สำหรับคนอื่นผมไม่รู้ แต่สำหรับผม มันสำคัญมากเลยทีเดียว"
"ผมเดาว่า..."
คัมภีร์ค้างไว้แค่นั้น
"ลองเดามาก็ได้" ธีรัชอนุญาต
"เป็เื่คนรักเก่าขอคุณเหรอ"
"ใช่"
ธีรัชยอมรับ
"แต่ไม่ทั้งหมด เพราะมันไม่เกี่ยวกับเขาเสียทีเดียว บางที ผมก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าผมทำอะไรอยู่"
คัมภีร์ก้มลงจูบธีรัชเบา ๆ เมื่อจับได้ถึงน้ำเสียงที่เริ่มสับสนของธีรัช
"ไม่เป็ไรหรอก เอาที่คุณสบายใจแล้วค่อยเล่าให้ผมฟังก็ได้"
"ขอบคุณครับ"
ธีรัชจูบตอบแล้วพูดขอบคุณเบา ๆ
"ผมชอบเราสองคนตอนนี้จังเลย"
"ยังไงหรือ"
คัมภีร์ถาม
"พูดกันมากขึ้น สื่อสารกันมากขึ้น แม้ว่าผมจะชอบความเงียบระหว่างเราสองคนที่ผ่านมาก็ตาม แต่ผมก็แฮปปี้มาก ๆ กับการพูดคุยที่มันทำให้เรารู้จักกันมากขึ้น กล้าที่จะบอกความอ่อนแอของเราให้อีกคนฟัง"
คัมภีร์เองก็รู้สึกอย่างที่ธีรัชบอกเหมือนกัน
"อือ ผมก็รู้สึกอย่างนั้น แล้วผมก็อย่างจะลองมันอีกสักครั้ง"
"ผมจะทำมันให้ดีที่สุดนะ"
ธีรัชสัญญา ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะพูดคำ ๆ นี้กับใครได้อีกด้วยซ้ำไป คงจะเป็เพราะคำว่ายังไม่ผูกมัด มันก็เลยทำให้เขากล้าที่จะลองอีกครั้งกระมัง
และเขาก็เชื่อว่าคัมภีร์เองก็คิดอย่างนี้เช่นกัน
นับได้ว่าเป็คืนที่ดีที่สุดของคนสองคนที่ทั้งร่างกายและจิติญญาได้สอดประสานกันอย่างแแ่กว่าที่เคยเป็มา ด้วยความพร้อมใจของพวกเขา แม้ว่าจริง ๆ แล้ว บางอย่างก็ยังคลุมเครืออยู่ แต่ทั้งคู่ก็ยังเต็มใจให้มันอยู่อย่างนั้น
แล้วเวลาจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งเอง