บทที่ 3 ข้าจะเลี้ยงดูท่านเอง
“เ้ารู้จักเจ๋อซีหวงตี้ แต่ไม่รู้จักโจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไรกัน”
“ก็เจ๋อซีเป็ท่านพ่อของเสี่ยวเซานะขอรับ ส่วนท่านลุงโจวก็เป็ท่านลุงโจว”
คำพูดแสนไร้เดียงสาของเ้าหนูวัยสี่ขวบทำแม่ทัพใหญ่โจวฉือควันออกหูพลัน อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มอันแดงเรื่อของเ้าเสี่ยวเซาน้อย แล้วพูดมาดหมายหวังเอาชนะว่า
“หากเ้าหน้าเหม็นเจ๋อซีเป็บิดาของเ้าได้ ข้าก็เป็บิดาของเ้าได้เช่นกัน นับว่าเ้ามีความกล้าไม่น้อยที่กล่าวว่าไม่รู้จักข้า”
เสี่ยวเซาน้อยเอียงคอมองดูท่านลุงโจวอย่างไขสือพร้อมกะพริบตาช้า ๆ
เหตุใดต้องโมโห?
เสี่ยวเซาเกิดความสับสนในใจอย่างยากอธิบาย จำได้ดีว่าตอนที่ถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ ท่านลุงหน้าเข้มเกรียมบอกกับเสี่ยวเซาว่า ท่านพ่อของเสี่ยวเซาคือเจ๋อซี นามนี้จงจำไว้ให้ขึ้นใจ เสี่ยวเซาจำได้เพียงเจ๋อซีซึ่งเป็คำนำหน้า และไม่ใส่ใจกับคำลงท้าย หวงตี้คืออะไรมิเคยทราบความหมายที่แน่ชัด ดังนั้นจำแต่ชื่อด้านหน้าของท่านพ่อก็เพียงพอแล้ว
เสี่ยวเซาเล่าว่า... ฤดูหนาวที่แล้วมีท่านลุงร่างใหญ่สองคนพาเสี่ยวเซามาส่งไว้ที่นี่ ด้วยบอกว่าท่านแม่กำลังรออยู่ที่ปลายทาง เสี่ยวเซาจึงยินยอมติดตามมาอย่างว่าง่าย แต่พอเสี่ยวเซาลงจากหลังม้าตัวโต พวกลุงทั้งสองบอกแค่ว่าให้เสี่ยวเซาทำตัวดี ๆ แล้วจำชื่อท่านพ่อไว้ให้มั่น เติบใหญ่เมื่อใดท่านลุงจะมารับกลับบ้าน
แต่ก็ผ่านไปหนึ่งปีแล้ว เสี่ยวเซาอาศัยอยู่กับท่านยายทำตัวดีมาโดยตลอด เสี่ยวเซาก็โตเอาป่านนี้แล้วนะขอรับ ไม่เห็นว่าจะมีใครมารับเสี่ยวเซา ยิ่งไปกว่านั้นคนในหมู่บ้านบอกว่าเสี่ยวเซาคือเด็กกำพร้า
แล้วเด็กกำพร้าคืออะไร?
"เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ท่านยายก็จากไปแล้วเช่นกัน"
น้ำเสียงขณะเล่าเบาบางจนแทบฟังไม่ได้ยิน แต่ด้วยโจวฉือมีความสามารถเฉพาะตัวด้านการลอบฟัง จึงพอจับใจความได้บ้าง
โจวฉือฟังมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่าเื่ทั้งหมดนี้มิชอบมาพากล บางทีเสี่ยวเซาอาจจะเป็องค์ชายน้อยที่พลัดพรากจากวังหลวงก็มีสิทธิ์เป็ไปได้ เหตุใดจึงคิดเช่นนี้งั้นหรือ ก็เพราะเ้าหน้าเหม็นเหล่าเจ๋อซีรู้จักแต่สืบพันธุ์อย่างไรเล่า เป็ฮ่องเต้เสียเปล่า! หากไม่มีโจวฉือจวินคนนี้คอยหนุนนำ เกรงว่าคงถูกปล้นบัลลังก์ทองไปั้แ่วันแรกที่ได้ขึ้นครองอำนาจเสียด้วยซ้ำไป
วังหลวงแห่งหนานเป่ยเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่น องค์หญิงองค์ชายน้อยผุดขึ้นมาราวดอกเห็ด เฉพาะองค์หญิงน้อยที่นับได้ด้วยนิ้วมือรวมทั้งนิ้วเท้า มีสิบห้าคนเห็นจะได้ ส่วนจำนวนองค์ชายนั้นคร้านจะคาดเดา เฉพาะเื่ของตนเองก็เหนื่อยหน่ายมากพอแล้ว เหตุไฉนต้องหาเื่ให้ตนเองปวดกระบาลเพิ่มด้วยเล่า
โครก ~
ขณะกำลังจับเข่าคุยอย่างลื่นไหลเป็ธรรมชาติ ท้องไส้ที่ผอมแห้งของโจวฉือก็คำรามขึ้นมาด้วยความหิวโหย ไม่รู้ว่าหลับใหลไปกี่วันกว่าจะฟื้นขึ้นมา โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังไม่ตาย เดาว่าป่านนี้าสองชายแดนคงสงบลงแล้ว มิเช่นนั้นชาวบ้านในพื้นที่คงอพยพไปเมืองอื่นั้แ่เนิ่น ๆ
เมื่อนั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างเหม่อลอย มารู้ตัวอีกทีเสี่ยวเซาก็เดินลงไปหยิบหัวผักกาดต้นอวบ ๆ ที่เขาขุดติดมือเข้ามาในบ้านด้วย มือหนึ่งข้างอุ้มหัวผักกอดไว้ มืออีกหนึ่งข้างสวมรัดนิ้วโป้งของท่านลุงโจวไว้จนติดโคนนิ้วแล้วแกว่งไปมาพลางกล่าวเสียงน่าเอ็นดูว่า
“เสี่ยวเซามีหมู เสี่ยวเซามีผักกาด เสี่ยวเซาจะเลี้ยงดูท่านลุงเอง”
คำพูดไร้พิษภัยของเด็กชายทำให้โจวฉือหัวเราะร่วนออกมาอย่างลืมเนื้อลืมตัว มองหัวจรดเท้าแล้วก็ยิ่งขำขันเข้าไปใหญ่ อย่างเ้าเด็กน้อยเสี่ยวเซานี่หรือจะเลี้ยงดูข้า
“ข้าโจวฉือจวินเป็ถึงแม่ทัพใหญ่แห่งหนานเป่ยเชียวนะ เ้าเลี้ยงไหวหรือ”
อื้อ อื้อ เสี่ยวเซาพยักหน้าเป็คำตอบก่อนจะพูดอย่างน่าชังว่า
“ขอเพียงมีหมูสามชั้นของท่านป้า กับหัวผักกาดที่เสี่ยวเซาปลูกเองก็เลี้ยงดูท่านลุงได้แล้วขอรับ”
คำพูดไร้เดียงสาช่างน่าเอ็นดูนัก ในเมื่อเ้าของเสียงมีความทะเยอทะยานและมั่นใจขนาดนั้น โจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่ก็จะอ่อนข้อให้ ได้แต่พยักหน้าตอบรับแล้วพูดเสียงอบอุ่นว่า
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะให้เด็กอย่างเ้าเลี้ยงดูข้าจนแก่ตายไปเลย เ้าว่าความคิดนี้เป็อย่างไร”
โจวฉือคิดว่าเ้าเด็กนั่นต้องปฏิเสธแทบไม่ทันอย่างแน่นอน ใครบ้างอยากหาเื่ยุ่งยากให้ตัวเอง แต่คาดไม่ถึงว่าเสี่ยวเซาไม่ปฏิเสธ กลับมอบรอยยิ้มบริสุทธิ์ให้ท่านลุงแปลกหน้าแซ่โจวที่ไม่เคยรู้จักกันเป็การส่วนตัวมาก่อน แล้วยกมือทุบหน้าอกของตัวเองอย่างหนักแน่น พร้อมกล่าวว่า
“อย่างนั้นก็ย่อมได้ขอรับ”
คำพูดของเ้าเด็กอ้วนดูโอหังไม่น้อย แต่กลับสร้างความอบอุ่นให้แก่หัวใจอันด้านชาของแม่ทัพใหญ่แซ่โจวได้อย่างแท้จริง โจวฉือได้ยินเช่นนั้นอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือเข้าไปรวบตัวเสี่ยวเซาเข้ามาติดกับหน้าอก จัดท่าให้ก้นนุ่มนิ่มนั่งแหมะบนท่อนแขน จากนั้นสองลุงหลานเดินออกจากบ้านเข้าสู่ห้องครัวที่มีขนาดเล็กคับแคบปานรูหนู
แต่เมื่อออกจากชายคาบ้านได้เพียงสามก้าว ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นมีใบหน้าจืดเจื่อนไร้วาจาเมื่อพบบางสิ่ง ทวนเหล็กอันศักดิ์สิทธิ์ปลิดชีพคนมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นศพ ตอนนี้กลายเป็ราวตากผักกาดแห้ง ส่วนชุดเกราะพระราชทานที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ ถูกแยกชิ้นส่วน บ้างนำไปทำเป็พลั่ว จอบ และคราด เหลืออยู่สองสามชิ้นให้ดูต่างหน้า ทว่าแขวนอยู่บนปลายไม้ไผ่เพื่อใช้ไล่ปักษา
“เพิ่งรู้ว่าชุดเกราะของข้ามากคุณประโยชน์ก็วันนี้” -...- โจวฉืองึมงำในลำคอลำพัง
“ว่าอย่างไรนะขอรับท่านลุง?” เสี่ยวเซาเอียงคอถามอย่างไร้เดียงสา
โจวฉือได้แต่ถอนหายใจออกมาไม่คิดถือสา ประเดี๋ยวกลับเมืองหลวงค่อยสั่งทำชุดเกราะเพิ่มอีกสักสองสามชุดก็สิ้นเื่ จะถือเสียว่านั่นเป็มูลค่าที่แลกกับการรอดชีวิตของแม่ทัพใหญ่ผู้เป็เนื้อนาบุญของแผ่นดินก็แล้วกัน อันบุรุษผู้สูงส่งเช่นข้าถือได้ก็วางได้ ไหนเลยจะถือสาเด็กเล็กที่ไม่รู้ประสีประสา
ระหว่างนี้เดินถัดไปอีกสามก้าว โจวฉือพบอ่างน้ำขนาดเล็ก เขาหยุดยืนอย่างพินิจพิจารณา มองรูปหน้าตัวเองอย่างประหลาดใจ ตอนนี้แทบไม่อยากเชื่อว่านั่นคือสภาพของตัวเอง หวนนึกไปถึงครั้งแรกที่พบเสี่ยวเซา แล้วตำหนิรูปลักษณ์ของเสี่ยวเซาไปหลายประโยค ก็รู้สึกอยากถอนคำพูดขึ้นมา
ตอนนี้อ่างที่บรรจุน้ำใสไว้จนเต็ม สะท้อนใบหน้าที่มีแต่หนวดเครายาวเลื้อยไม่ต่างจากป่าดิบชื้น อนึ่งใบหน้าที่เคยเอมอิ่มตอนนี้ซูบตอบซีดแห้ง ริมฝีปากจับขุยแห้งกรังปานรอยแยกบนแผ่นดินอันแร้นแค้นขาดน้ำ ไม่เพียงเท่านั้นร่างอันสูงโปร่งแข็งแกร่งกำยำหดเหลือเพียงกล้ามเนื้อมัดเล็กกระจึ๋งเดียว ไม่แปลกใจที่เ้าเสี่ยวเซาน้อยไม่เชื่อว่าท่านลุงโจวคือนักรบผู้ยิ่งใหญ่
แต่ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำอาหาร โจวฉือถือโอกาสนี้เดินอ้อมไปหลังบ้านเพื่อดูแปลงผักของเสี่ยวเซาตามคำเว้าวอนของเ้าเด็กน้อย และแล้วสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็คือแปลงผักที่งอกงามจำนวนสิบแปลง ไม่น่าเชื่อว่านั่นจะเป็ฝีมือของเด็กวัยสี่ขวบ
แต่พอเอ่ยชมเสี่ยวเซาได้ครู่เดียว แววตาของท่านลุงโจวก็เศร้าหม่นขึ้นมา มันอัดแน่นไปด้วยความสงสารและเห็นอกเห็นใจ เ้าเด็กน้อยคงลำบากมากใช่หรือไม่ สภาพความเป็อยู่เช่นนี้ไม่ใช่สถานที่ที่สมควรเรียกว่าบ้าน ค่ายทหารที่โจวฉือควบคุมดูแลยังรุ่งเรืองกว่านี้มากโข
“ท่านลุงไปเล่นที่ไหนมา จึงหกล้มมานอนใกล้บ้านเสี่ยวเซา”
จู่ ๆ เสี่ยวเซาก็คลายนิ้วที่เกาะลำคอท่านลุงโจวออก แล้วชี้ไปยังลานหลังบ้านที่ห่างออกจากแปลงผักเพียงหนึ่งจั้ง แหงนหน้ามองขึ้นไปสุดลูกหูลูกตา เป็หน้าผาสูงชันปกคลุมด้วยกิ่งไม้รกทึบชี้โด่ชี้เด่ เลื้อยพาดยุ่งเหยิงด้วยเถาวัลย์ไม่ทราบชนิด
“ที่แท้ข้าก็ตกลงมาใกล้บ้านเ้า”
โจวฉือเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น คงเป็เพราะเถาวัลย์เกี่ยวร่างของโจวฉือเอาไว้ พอกระแสพายุพัดผ่านก็ทำให้ร่างใหญ่ค่อย ๆ ตกลงมาทีละระลอก กระทั่งร่างดิ่งถึงพื้นด้วยแรงกระแทกที่เบาบาง ร่างจึงไม่แหลกลาญถึงขั้นคร่าชีวิต
เดิมทีเมื่อตื่นขึ้นมาโจวฉือเร่งร้อนที่จะคืนสู่จวนแม่ทัพ แต่เมื่อได้เห็นสภาพตัวเองเต็มสองตา แล้วยังได้รับฟังปูมหลังของเสี่ยวเซาก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่สั่งให้โจวฉือรั้งตัวอยู่ที่นี่ก่อน เพราะหากดึงดันจะกลับเมืองหลวงในสภาพนี้ เกรงว่าพวกขุนนางชั่วและกลุ่มนักฆ่าทั้งหลายที่แฝงตัวอยู่ในที่มืด มีหวังได้รอลอบสังหารโจวฉืออีกครั้งอย่างแน่นอน
มิสู้กลายเป็พยัคฆ์หมอบัร่อนเพื่อรอดูสถานการณ์ยังจะดีกว่า ระหว่างนี้ก็จะมีโอกาสสืบเสาะหาเบาะแสอันเกี่ยวข้องกับเสี่ยวเซาน้อยด้วย ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ แล้วเสี่ยวเซาผู้รวยรอยยิ้ม ใช่องค์ชายน้อยแห่งราชวงศ์จริงหรือไม่?
*****
*งื่อ เอ็นดูเสี่ยวเซาน้อย แสนดีมากลูก*
นิยายเื่ : โจวฉือ แม่ทัพใหญ่ผู้เลี้ยงดู เ้าหัวผักกาด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1