สะโพกกลมกลึงของแพรไหมส่ายไปมาใต้เดรสชุดสวยที่ยับยู่ยี่สายตาคู่หวานกวาดมองโถงทางเดินที่เงียบสงบ
จนกระทั่งมองเห็นการมาถึงของธนัทน้องผัวร่างสูงสง่าในสูทสีเทาเข้ม ใบหน้าคมเข้มราวรูปสลักยืนพิงกำแพงด้วยรอยยิ้มจาง ๆ
‘อ๊ะ คุณธนัท เขา...มาทำอะไรที่นี่?’
“คุณธนัท...มาถึงนานหรือยังคะ?”
แพรไหมถามด้วยน้ำเสียงหวานแต่สั่นสะท้านจากความเหนื่อยล้าที่เพิ่งโยกชายแก่จนน้ำแตกออกมาแบบเต็มคราบเมื่อครู่นี้
‘เขาจะรู้ไหม...สิ่งที่เกิดในห้องวีไอพีระหว่างฉันกับท่านสันติ’
เธอครุ่นคิด ใบหน้าแดงระเรื่อ
ธนัทยิ้มมุมปาก
“ผมเพิ่งมาถึงน่ะครับแม่โทรให้ผมมารับพี่สะใภ้ เราไปกันเถอะ กลับบ้านกัน”
เขาตอบน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ใบหน้าหล่อเหลาแฝงความนัย
แพรไหมพยักหน้า “ค่ะ...ขอบคุณนะคะ”
เธอพูดจบก็เดินตามเขาไปยังรถเบนซ์สีดำเงาวับที่จอดรออยู่
ภายในรถเบนซ์ที่มืดสลัวแสงไฟจากถนนด้านนอกสาดส่องเป็นระยะ แพรไหมนั่งข้างธนัทที่ขับรถกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจากตัวเขาลอยมาเตะจมูก จนเธอถึงกับใจสั่น
“พี่สะใภ้ครับ เป็นเพราะผมแท้ ๆที่ไม่มีความสามารถ ทำให้พี่สะใภ้ต้องเปลืองตัว เอ่อ เปลืองเวลามาเจรจากับท่านสันติให้ยอมขายที่ดินให้บริษัทของเรา”
ธนัทขอโทษเธออย่างอ้อม ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณธนัทแพรเองก็อยากทำอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณของคุณหญิงแม่บ้างก็เท่านั้นไม่เปลืองเวลาอะไรหรอกค่ะตอนนี้แพรโล่งใจแล้วหลังจากเจรจาจนสามารถปิดดีลนี้ได้เสร็จซะที”
“เอ่อ พี่สะใภ้เจรจาปิดดีลกับท่านสันติจน เสร็จจริง ๆ หรือครับ?”
ธนัทหยุดพูดไว้เพียงแค่นั้นแต่ความในใจที่เขาอยากรู้ก็คือ เธอเสร็จจริง ๆหรือแค่แกล้งเสร็จเพื่อเอาใจท่านสันติ
‘ตายแล้ว ทำไมคุณธนัทถึงได้ถามอะไรแบบนี้ออกมานี่แปลว่าเขาเห็นเหตุการณ์ในห้องวีไอพีเมื่อกี้นี้หรือเปล่า? เอาไงดีล่ะเนี่ย’
แพรไหมว้าวุ่นใจ เมื่อได้ฟังคำถามแปลก ๆออกมาจากปากชายหนุ่ม เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่า ธนัทอาจจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรก็ได้
หรือถ้าเขาเห็น ก็อาจจะเห็นแค่บางส่วนเธอคงไม่โชคร้ายถึงขนาดที่เขาจะเข้ามาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบหรอกนะถึงอย่างไรแพรไหมก็เลือกที่จะปากแข็งไว้ก่อน
“แพรก็แค่… ไหลไปตามน้ำแค่นั้นเองน่ะค่ะ เรื่องทุกอย่างมันไม่ใช่อย่างที่คุณธนัทเห็นหรอกนะคะ… มันก็แค่การแสดง เพื่อให้ท่านสันติยอมตกลงขายที่ดินให้ทางเรา”
แพรไหมเบือนหน้าออกไปทางหน้าต่างรถยนต์เธอไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกต่อไป
“แพรเหนื่อยมากเลย ขอพักสักงีบก่อนนะคะ”
ความเหนื่อยล้าทำให้เปลือกตาหนักอึ้งเธอหลับตาลง คอพับลงเบาะ ร่างอวบอัดนิ่งสงบ สองเต้าอวบอิ่มกระเพื่อมตามลมหายใจเดรสเกาะอกรัดแน่นเผยร่องอกลึกที่ยังเปียกชุ่มน้ำลายเหนียวจากท่านสันติ
ธนัทหันมอง เห็นแพรไหมหลับสนิทไปแล้ว สายตาคู่คมเป็นประกายด้วยความปรารถนา
‘พี่สะใภ้...ที่เธอบอกว่า เป็นแค่การแสดงงั้นก็แปลว่า เธอคงแกล้งเสร็จล่ะสินะ… แต่ไม่เป็นไรฉันไม่โกรธเธอหรอก ฉันรู้ว่าเธอจำเป็นต้องทำ เพื่อตระกูลของเรา’
ชายหนุ่มขับรถต่อไปเงียบ ๆ ในความมืด แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถลบภาพที่แอบเห็นในห้องส่วนตัวเมื่อครู่ออกไปจากสมองได้
…
เมื่อรถยนต์ของธนัทจอดตรงหน้าคฤหาสน์ศรีธนากรณ์แสงจันทร์สาดส่องพื้นหินอ่อน แพไหมรีบก้าวลงจากรถ
“คุณธนัทคะ แพรรู้สึกไม่ค่อยสบายอยากรีบเข้านอนแล้ว แพรขอตัวก่อนนะคะ”
แพรไหมเสียงสั่น ขาเรียวทั้งสองถ่างออกจากกันเพราะเพิ่งโดนดุ้นเอ็นของท่านสันติทะลวงเข้าไปอย่างรุนแรงเมื่อครู่เธอรีบเดินเข้าไปในคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงการสนทนาต่อจากนี้
ธนัทขมวดคิ้ว สายตาคู่คมมองตามหลังพร้อมกับความกังวลที่ผุดขึ้นในใจ
ทันใดนั้น คุณหญิงสุรีย์เดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์พอดีหล่อนเพิ่งจัดการธุระที่สาขาย่อยเสร็จ เมื่อเห็นลูกชายสุดที่รักก็รีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
“ธนัท กลับกันมาแล้วหรือลูกเป็นยังไงกันบ้างล่ะ”
หล่อนกำลังจะถามถึงดีลสำคัญที่ฝากให้แพรไหมจัดการแต่กลับถูกธนัทพูดขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“แม่ครับ ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”
หลังจากทั้งสองแม่ลูกนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่กลางห้องรับแขกแสงโคมไฟนวลส่องใบหน้าคมเข้มของธนัท
“ดีลกับท่านสันติเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”คุณหญิงอดที่จะถามถึงงานสำคัญไม่ได้
ธนัทพยักหน้ารับ “ใช่ครับพี่สะใภ้ปิดดีลกับท่านสันติจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี”
คุณหญิงยิ้มมุมปาก
“ดีมาก แพรไหมทำหน้าที่ของเธอได้ยอดเยี่ยมแล้วนี่เธอขึ้นนอนไปแล้วเหรอ?”
“ใช่ครับ แต่ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณแม่เอ่อ...เกี่ยวกับพี่สะใภ้น่ะครับ”
เสียงทุ้มแฝงความกังวล สายตาคู่คมจ้องมารดา
คุณหญิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “ว่าไงจ๊ะลูกมีอะไรเรื่องแพรไหมอีกเหรอ”
ธนัทถอนหายใจยาว
“ผมรู้สึกว่า...พี่สะใภ้เธอดูแปลก ๆ คืนนี้”
ชายหนุ่มแกล้งตั้งคำถามที่แฝงความนัยเขาอยากให้ผู้เป็นแม่พูดออกมาด้วยปากของเธอเองถึงความลับในห้องวีไอพีของแพรไหมกับท่านสันติ
คุณหญิงสุรีย์นั่งหลังตรงหล่อนดูงามสง่าอยู่เสมอแม้ในวัยห้าสิบกว่า ใบหน้าเรียวได้รูปยังคงดูงดงามใต้แสงโคมไฟสีส้มนวลสายตาจ้องเขม็งไปยังใบหน้าของลูกชายคนรอง
“แพรไหมคงจะเหนื่อยน่ะแหละ” เสียงแม่ของเขาฟังดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจแพรไหมสักเท่าไหร่
“ที่ต้องเจรจากับท่านสันติจนท่านยอมตกลงขายที่ให้ตระกูลเรา”
ธนัทขมวดคิ้วพร้อมกับหันไปมองใบหน้าผู้เป็นแม่ด้วยความคับข้องใจ
“ผมว่าไม่ถูกต้องนะครับ ที่จู่ ๆคุณแม่ก็ใช้ให้พี่สะใภ้ต้องเอาตัวเข้าแลกแบบนั้น!”
คุณหญิงชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที พร้อมกับทำเสียงดุใส่
“แล้วธนัทจะให้แม่ทำอย่างไรล่ะ? ที่ดินผืนนั้นมันสำคัญกับธุรกิจของเรา มันชี้เป็นชี้ตายอนาคตของบริษัทเราได้เลยนะ!”
“แต่พี่สะใภ้ก็สำคัญกับผมเหมือนกัน”
ธนัทสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
คุณหญิงชะงัก สายตาคมกริบจับจ้องที่ใบหน้าลูกชายของเธอ
“นี่ธนัทกำลังจะบอกอะไรแม่กันแน่ ฮึ?”
ธนัทสูดลมหายใจลึก ใบหน้าคมเข้มแดงระเรื่อขึ้นสี
“ผมอยากแต่งงานกับพี่สะใภ้ครับแม่”
เสียงทุ้มต่ำกล่าวขึ้นอย่างชัดเจน
“ผมอยากรับผิดชอบชีวิตของแพรไหมกับลูกในท้องผมจะรับเป็นพ่อของเด็กในท้องเธอเอง”
คุณหญิงตาโต ใบหน้าซีดเผือด
“แม่ไม่คิดว่าธนัทจะใจเร็วด่วนได้ขนาดนี้!”
เสียงผู้เป็นแม่ดังแหลมจนแสบแก้วหู
“ธนัทเองก็ยังไม่มั่นคงเลยด้วยซ้ำธุรกิจสาขาอเมริกาที่แม่บอกให้ไปจัดการ ก็ยังไม่สำเร็จลุล่วงสักที ถ้าธนัททำงานชิ้นนั้นไม่สำเร็จก็อย่าคิดจะมาคุยกับแม่เรื่องแพรไหมอีกเลย!”
ธนัทลุกยืนทันทีร่างสูงในสูทสีเทาเข้มดูขึงขัง
“ผมจะพิสูจน์ตัวเองให้คุณแม่เห็นเองครับ”เสียงทุ้มต่ำดังก้อง
“ว่าผมมีความสามารถมากพอและมีความพร้อมมากพอ ที่จะเป็นพ่อของเด็กในท้องแพรไหมได้”
คุณหญิงนั่งนิ่ง สายตาคมกริบจ้องลูกชายเนิ่นนานราวชั่งน้ำหนักทุกคำพูด
แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าคมเข้มของธนัทที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ถ้าอย่างนั้น...” เสียงคุณหญิงแผ่วลง“จงทำตามที่พูดมาให้ได้ก่อนเถิด ธนัท”
ธนัทพยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าเคร่งขรึม
“ผมรับปากครับ และเมื่อวันนั้นมาถึงผมจะมาทวงสัญญากับคุณแม่อีกครั้ง เรื่องแพรไหมกับลูกในท้องของเธอ”
“คุณพ่อของลูกก็บินล่วงหน้าไปก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แม่ว่า…ถ้าธนัทพร้อม จะตัดสินใจบินตามคุณพ่อเขาไป วันพรุ่งนี้เช้าเลยก็ไม่เลวนะลูก”
คุณหญิงสุรีย์เอ่ยปาก หล่อนเองก็ต้องการให้ทั้งสองคนพ่อลูกช่วยกันจัดการปัญหาที่อเมริกาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด