ภายใต้แสงแดดอันแรงจ้าของยามบ่ายที่แผดเผาลงมาเหนือทางหลวงสายหลักซึ่งมุ่งตรงสู่ทิศตะวันตกแสงอาทิตย์นั้นร้อนระอุไม่ต่างจากเปลวเพลิงที่ไร้ความปรานีกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิที่ควรจะสดชื่นอบอวลด้วยมวลบุปผาและลมรำเพยอ่อนหวานกลับถูกแทนที่ด้วยฝุ่นละอองสีเหลืองหม่นที่ฟุ้งกระจายตามแรงลมร้อนที่พัดเข้าปะทะใบหน้าอย่างเกรี้ยวกราด
ห่างจากชายป่าไผ่จื่อซานมาเป็ระยะทางหลายสิบลี้ท่ามกลางเนินดินที่แห้งแล้งและต้นไม้ที่ยืนต้นตายซากดูราวกับศพของอดีตที่ถูกหลืมเลือนไปตามกาลเวลา
ปรากฏโรงเตี๊ยมไม้เก่าคร่ำคร่าหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวริมทางดุจดั่งิญญาที่หลงทางในทุ่งร้างป้ายหน้าร้านที่ผุพังจนเนื้อไม้แตกเกล็ดแกว่งไกวไปมาตามแรงลมส่งเสียง เอี๊ยด...อาด... บาดลึกเข้าสู่โสตประสาทชวนให้รู้สึกสยองขวัญอย่างน่าประหลาดบนป้ายนั้นมีตัวอักษรสีดำที่ซีดจางจนเกือบเลือนรางพรรณนาไว้ว่า “โรงเตี๊ยมไร้ใจ”
สถานที่แห่งนี้มิใช่ที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับผู้ดีมีตระกูลหรือวิญญูชนผู้ทรงศีลทว่ามันคือจุดนัดพบที่ซ่อนเร้นของเหล่านักเลงยุทธจักรชั้นต่ำพ่อค้าของเถื่อนที่ลอบหนีภาษีและมือสังหารรับจ้างที่้าหลบเร้นจากสายตาอันเข้มงวดของทางการ
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมนั้นอบอวลและหนาแน่นไปด้วยกลิ่นสุราพื้นเมืองรสแรงจัดที่ถูกหมักอย่างลวกๆ ควันยาสูบสีเทาขุ่นพวยพุ่งพาดผ่านลำแสงแดดที่ส่องลอดตามช่องโหว่ของหลังคาผสมปนเปกับเสียงะโด่าทอหยาบคายจากการพนันขันต่อที่คึกคะนองและไร้ระเบียบวินัยใดๆ กลิ่นสาบเหงื่อที่หมักหมมและกลิ่นคาวเืจาง ๆที่ติดมากับเสื้อผ้าของเหล่านักฆ่าทำให้อากาศข้างในขุ่นมัวข้นคลั่กจนน่าคลื่นเหียนยิ่งนัก
ฟางหานเดินนำลู่ชิงเหยาก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในอย่างแช่มช้าท่วงท่าการเดินของเขาเงียบเชียบทว่ามั่นคงดุจขุนเขาอันยิ่งใหญ่ที่เคลื่อนที่ข้ามผ่านกาลเวลาทันทีที่ร่างในชุดสีเทาหม่น ผมสีขาวโพลนอันเป็เอกลักษณ์และหน้ากากศิลาที่แสนลึกลับปรากฏตัวขึ้นความอึกทึกครึกโครมที่เคยดังระงมพลันเงียบสงัดลงในพริบตาราวกับถูกตัดขั้วหัวใจด้วยกรรไกรล่องหนที่มองไม่เห็นสายตานับสิบคู่ที่แฝงไปด้วยความระแวงและจิตสังหารจ้องมองมาที่เขาด้วยความสงสัยระคนยำเกรง
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวฟางหานนั้นเย็นเยียบและหนักอึ้งจนความร้อนระอุของยามบ่ายดูคล้ายกับจะมลายหายไปแทนที่ด้วยไอเย็นที่จัดจ้านเฉกเช่นเหมันตฤดูอันโหดร้ายป่าเถื่อนเขามิได้ใส่ใจต่อสายตาประสงค์ร้ายที่จ้องมองมาเ่าั้แม้เพียงนิดทว่ากลับเดินตรงไปนั่งที่โต๊ะมุมอับในเงามืดด้านในสุดของร้าน
ลู่ชิงเหยาเดินตามมาติดๆนางพยายามรักษาท่าทีที่สง่างามและเยือกเย็นตามแบบฉบับศิษย์สำนักร้อยบุปผาผู้สูงส่งแม้จะรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่งกับสายตาที่หยาบโลนและตัณหาจัดของเหล่านักเลงปลายแถวที่จับจ้องมาที่เรือนร่างของนางเสมอเหมือนสุนัขป่าหิวโซที่กำลังจ้องมองลูกแกะน้อยที่พลัดหลงมา
“เถ้าแก่...สุราอุ่นสองจอก และหมี่เย็นหนึ่งชาม” ฟางหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียบเฉยทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอำนาจลึกลับที่มิอาจมีใครกล้าขัดขืน
“ได้...ได้ครับท่านจอมยุทธ์! โปรดรอสักครู่!”เถ้าแก่ร่างท้วมที่โชกโชนด้วยโลกีย์และผ่านผู้คนมามากรีบกุลีกุจอไปจัดเตรียมด้วยมือที่สั่นเทาเขารู้ดีจากการมองเพียงปราดเดียวว่าคนผมขาวผู้นี้มิใช่คนธรรมดาที่ควรจะไปสะกิดให้ขุ่นเคืองเพราะรัศมีที่แผ่ออกมานั้นคือรัศมีของจอมมรณะที่ผ่านนรกมาแล้วอย่างโชกโชน
ลู่ชิงเหยานั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างนุ่มนวลนางวางกระบี่หยกเขียวคู่กายไว้บนโต๊ะอย่างระมัดระวังพลางจ้องมองหน้ากากศิลาของฟางหานผ่านม่านควันยาสูบด้วยความฉงนสงสัย
“เหตุใดท่านถึงเลือกหยุดพักที่นี่?ในเมื่อมีหมู่บ้านที่ดูสะอาดสะอ้านและรื่นรมย์กว่านี้ห่างออกไปเพียงไม่กี่ลี้สถานที่แห่งนี้ดูไม่เป็มิตรและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืเอาเสียเลย”
ฟางหานรินสุราลงในจอกอย่างใจเย็นเสียงน้ำที่ไหลลงจอกดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบเปรียบดั่งเสียงหยดน้ำในถ้ำร้างอันอ้างว้าง
"สถานที่ที่ไม่เป็มิตรและดิบเถื่อนที่สุดมักเป็สถานที่ที่คนกล้าพูดความจริงออกมามากที่สุด...เพราะที่นี่ไม่มีหน้ากากแห่งคุณธรรมที่ต้องสวมใส่ดั่งพวกวิญญูชนจอมปลอมที่โลกสวยงามและความจริงที่ข้า้าในยามนี้ คือข่าวคราวที่ชัดเจนของ ‘หุบเขาอัคนีเย็น’ ที่เ้ากล่าวถึงข้ามิอาจเดินสุ่มเข้าไปในปากมฤตยูโดยไร้การเตรียมตัวที่รัดกุม"
“ท่านช่างรอบคอบและขี้ระแวงนัก”
ลู่ชิงเหยาพยักหน้ายอมรับในเหตุผลนั้น
“แต่ข้าเกรงว่าในโรงเตี๊ยมที่เต็มไปด้วยเดนทรชนและคนพาลเช่นนี้ข่าวที่ท่านจะได้อาจจะเป็เพียงกับดักที่ล่อลวงไปสู่ความตายมากกว่าจะเป็ความจริงที่ใช้การได้”
"สำหรับคนที่เคยเดินผ่านประตูผีและตายไปแล้วครั้งหนึ่งราวกับข้า...ไม่มีกับดักหรือหลุมพรางใดในโลกมนุษย์ที่น่ากลัวไปกว่าความลวงตาและคำลวงของพวกนักบุญที่ถือศีลบังหน้าหรอก"
ฟางหานตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นะเืจับขั้วหัวใจพลางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปากภายใต้หน้ากากเพียงเล็กน้อยอย่างสุขุม
ทันใดนั้นเองเสียงกระแทกโต๊ะอย่างรุนแรงจนจอกสุรากระเด็นตกพื้นดังสนั่นมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนที่นั่งอยู่โต๊ะกลางโรงเตี๊ยมหนึ่งในนั้นเป็ชายร่างั์ที่มีแผลเป็ยาวพาดผ่านใบหน้าดูน่าเกลียดน่ากลัวมันลุกขึ้นยืนพลางถือก้อนหินลับพร้าขนาดใหญ่เดินตรงมาที่โต๊ะของฟางหานด้วยท่าทีหาเื่แววตาของมันฉายประกายแห่งความถือดีและตัณหาอย่างเปิดเผยถึงที่สุด
“เฮ้!เ้าหน้ากากศิลาผมขาว!”
มันตะคอกเสียงดังจนคราบน้ำลายกระเด็นออกมา
“สำนักสุนัขตัวไหนส่งเ้ามาทำตัวเด่นข่มขวัญผู้คนอยู่ที่นี่?แล้วนั่น... แม่นางชุดฟ้าที่อยู่กับเ้าช่างงดงามเปรียบเหมือนเทพธิดาตก์เกินกว่าจะมาอยู่ปรนนิบัติคนผมขาวใกล้ลงโลงไม่ต่างจากเ้าเสียจริงมานั่งดื่มสุราอุ่นเตียงเดียวกันกับพวกข้าที่นี่ดีกว่ามั้ง!”
เหล่านักเลงคนอื่นในโรงเตี๊ยมต่างส่งเสียงหัวเราะร่วนรับคำหยาบคายนั้นแววตาที่พวกมันจ้องมองลู่ชิงเหยาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายอย่างน่าสะอิดสะเอียนลู่ชิงเหยาเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเืมือของนางกำที่ด้ามกระบี่หยกเขียวไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาวประกายไฟแห่งความโกรธแค้นวาบขึ้นในดวงตาคู่สวยของนางทันที
ทว่าฟางหานกลับยังคงนั่งนิ่งเสมอเหมือนรูปสลักศิลาที่ไร้ชีวิต
"ข้าจะให้เวลาเ้าเพียงสามลมหายใจ..."
ฟางหานเอ่ยน้ำเสียงที่เย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งในก้นบึ้งมหาสมุทรอเวจี
"จงหันหลังกลับไปนั่งที่เดิมและใช้เวลาที่เหลือภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลิ้นของเ้ายังคงอยู่ในปากเมื่อเ้าเดินออกจากที่นี่"
“โอหังนัก!เ้าเป็ใครถึงกล้ามาสั่งข้า! ข้าคือ ‘ฉลามคลั่งหม่าเซิน’แห่งพรรคแม่น้ำร้อยสายที่คุมแถบนี้ เ้ากล้าข่มขู่ข้างั้นหรือ! ตายเสียเถอะ!”
ชายร่างั์คำรามลั่นด้วยโทสะที่พุ่งพล่านราวกับสัตว์ป่าคลั่งพร้อมกับเงื้อหมัดที่ใหญ่โตและหนักหน่วงดุจค้อนเหล็กพุ่งเข้าใส่หน้ากากของฟางหานอย่างรุนแรงหมายจะให้แหลกคามือ
ฟางหานมิได้แม้แต่จะลุกขึ้นจากม้านั่งและมิได้ชักกระบี่ไม้หัก "คืนิญญา" ออกมา เขาเพียงสะบัดนิ้วชี้ดีดออกไปที่อากาศเบื้องหน้าเพียงครั้งเดียวอย่างแ่เบาและรวดเร็ว!
เปรี้ยง!
พลังปราณม่วงดำเส้นเล็กๆที่แหลมคมดุจเข็มมรณะพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วเข้าปะทะกับกึ่งกลางกำปั้นของหม่าเซินอย่างจังทันทีที่ัั เสียงกระดูกที่แตกละเอียดดัง กร๊อบ! ชัดเจนไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยมร่างั์ของมันถูกแรงปะทะที่มหาศาลจนกระเด็นลอยกลับไปกระแทกกับโต๊ะไม้ตัวหนาจนแตกกระจายเป็เศษไม้มันนอนกรีดร้องโหยหวนราวกับสุกรที่ถูกเชือดพลางกุมมือที่บิดเบี้ยวผิดรูปและมีเืไหลซึมออกมาไม่หยุดด้วยความเ็ปเจียนขาดใจ
สหายของมันอีกสามคนเห็นหัวหน้าถูกทำร้ายต่างชักดาบสั้นและมีดบินออกมาทันทีด้วยใบหน้าที่เหี้ยมเกรียม
“ฆ่ามัน!ล้างแค้นให้ลูกพี่!”
พวกมันพุ่งเข้าหาฟางหานพร้อมกันจากสามทิศทางหมายจะรุมสังหารให้สิ้นซากทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกลับรวดเร็วและพิสดารจนไม่มีใครในที่นั้นมองทันได้ด้วยตาเปล่า
ฟางหานเพียงใช้มือซ้ายสะบัดตะเกียบไม้ไผ่ที่วางอยู่ในกระบอกออกมาสามเล่มตะเกียบไม้ไผ่ธรรมดา ๆกลับพุ่งทะลวงผ่านอากาศด้วยความเร็วที่เหนือชั้นและส่งเสียงหวีดหวิวเสียดหูราวกับลูกธนูทิพย์ที่มองไม่เห็นมันไม่ได้ปักเข้าที่จุดตายเพื่อปลิดชีพในทันที ทว่ากลับพุ่งผ่านช่องว่างของร่างกายไปปักทะลวงชายเสื้อของคนทั้งสามและตรึงพวกมันไว้กับเสาไม้หนาของโรงเตี๊ยมอย่างแม่นยำจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว!
คนทั้งสามดิ้นรนอย่างเอาเป็เอาตายทว่ากลับพบว่าพลังปราณอันเย็นเยียบที่แฝงอยู่ในตะเกียบไม้นั้นรัดรึงร่างของพวกมันจนชีพจรติดขัดเคลื่อนไหวไม่ได้ดุจดังถูกใยแมงมุมมหาศาลที่ทำจากเหล็กกล้าพันธนาการไว้อย่างแ่า
"ข้ามิชอบสถานที่ที่มีคนเสียงดังรบกวนการดื่ม..."
ฟางหานเอ่ยพลางวางจอกสุราลงบนโต๊ะเบาๆ ทว่าเสียงกระแทกนั้นกลับดังก้องสะท้านไปในใจผู้คน
"และข้าก็มิชอบคนที่มีสายตาสกปรกและวาจาที่เน่าเฟะ"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ รังสีสังหารแผ่กระจายออกไปรอบทิศทางจนตะเกียงน้ำมันในโรงเตี๊ยมวูบวาบเกือบดับวอดบรรยากาศกดดันหนักอึ้งจนเหล่านักเลงคนอื่นต้องก้มหน้าหลบสายตาด้วยความพรั่นพรึงลู่ชิงเหยามองการกระทำของเขาด้วยความทึ่งระคนหวาดหวั่น... นี่คือความเหนือชั้นที่ไร้ซึ่งความปรานีทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่ทรงพลังมหาศาล
ฟางหานเดินตรงไปหาเถ้าแก่ที่กำลังหมอบตัวสั่นงันงกอยู่ใต้เคาน์เตอร์ไม้ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"เถ้าแก่...จงตั้งสติแล้วตอบข้ามาใครคือคนที่คอยมาปล่อยข่าวเื่หุบเขาอัคนีเย็นใน่เจ็ดวันที่ผ่านมานี้?หากเ้าโกหก โรงเตี๊ยมแห่งนี้จะกลายเป็ป่าช้าของเ้าในทันที"
เถ้าแก่ละละล่ำละลักตอบด้วยเสียงสั่นเครือ
“เป็...เป็ชายชราตาบอดคนหนึ่งครับท่าน! เขามานั่งที่มุมมืดนี้ทุกวันใน่โพล้เพล้และคอยบอกกับจอมยุทธ์ที่ผ่านไปมาว่า ใครที่้าเข้าหุบเขาอัคนีเย็นอย่างปลอดภัยต้องไปหาเขาที่สุสานเก่าท้ายหมู่บ้านก่อนอาทิตย์จะตกดินครับ!”
ฟางหานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแววตาของเขาดูเ็าขึ้นกว่าเดิมอย่างน่าใจหายก่อนจะสะบัดเงินหนึ่งตำลึงลงบนโต๊ะจนเหรียญเงินจมลึกเข้าไปในเนื้อไม้แข็ง
"ไปกันเถอะลู่ชิงเหยา... เวลาของข้าไม่ได้มีไว้ทิ้งเปล่าเพื่อเสวนากับเศษสวะพวกนี้"
ลู่ชิงเหยารีบลุกขึ้นเดินตามเขาไปอย่างรวดเร็วทิ้งให้โรงเตี๊ยมไร้ใจตกอยู่ในความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวอุปมาเหมือนกับสุสานชายร่างั์และพวกพ้องบัดนี้ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะครางออกมาสักคำเพราะพวกมันรู้ซึ้งถึงกระดูกแล้วว่าชายผมขาวหน้ากากศิลาผู้นี้มิใช่จอมยุทธ์ฝ่ายธรรมะที่เน้นการให้อภัยและมีเมตตาธรรมแบบคนโง่แต่เขาคือมัจจุราชที่เดินดินได้จริงและพร้อมจะพรากิญญาได้ทุกลมหายใจ
ขณะเดินออกมากลางแสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำลงลู่ชิงเหยาอดถามด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ฝังรากลึกไม่ได้
“ท่านผู้กล้า...ท่านมิคิดว่าทำรุนแรงเกินไปหรือ? พวกเขาเป็เพียงนักเลงปลายแถวที่ไร้วิชาฝีมือสูงส่งแค่สั่งสอนเล็กน้อยก็น่าจะพอแล้ว”
ฟางหานหยุดเดินแล้วหันกลับมาจ้องมองนางแววตาของเขาดั่งห้วงอเวจีที่ลึกสุดหยั่ง
"ในยุทธภพที่โหดร้ายนี้...ความเมตตาต่อคนชั่วที่ไร้สันดาน คือความโหดร้ายและอาธรรมต่อคนดีที่บริสุทธิ์หากเ้ายังคิดจะท่องยุทธจักรที่เต็มไปด้วยคาวเืด้วยหัวใจที่อ่อนโยนและขี้สงสารเช่นนี้เ้าก็ควรหันหลังกลับไปซ่อนตัวในสำนักร้อยบุปผาเสียั้แ่อันตรายยังมาไม่ถึงตัวเพราะในโลกของข้า... ผู้ที่อ่อนแอและใจอ่อน คือผู้ที่ต้องนอนในโลงเป็คนแรก"
ลู่ชิงเหยานิ่งไปคำพูดนั้นเปรียบดังแส้ที่ฟาดลงบนใจของนางอย่างจัง แววตาของนางสั่นไหวชั่ววูบแต่แล้วก็กลับมามั่นคงขึ้นกว่าเดิม
“ข้ามิได้อ่อนแออย่างที่ท่านสบประมาท...ข้าเพียงแค่ยังอยากเชื่อมั่นในความเป็มนุษย์ที่ยังเหลืออยู่แต่ถ้าความจริงของโลกใบนี้คือต้องเด็ดขาดและเืเย็นเพื่ออยู่รอดข้าก็พร้อมจะเรียนรู้มันจากท่าน”
*************************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร
*******************************
มิตรสหายนักอ่านทุกท่านครับ...การเดินทางของฟางหานและลู่ชิงเหยาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นความลึกลับของหุบเขาอัคนีเย็นและปริศนาในเงามืดยังมีความเข้มข้นรออยู่อีกมหาศาล
บัดนี้ มหากาพย์การแก้แค้นฉบับสมบูรณ์"กระบี่คืนิญญา" (เนื้อหาจัดเต็ม 134,000 คำ/ 650 หน้า) เตรียมวางจำหน่ายในรูปแบบ E-bookที่ MEB เร็วๆ นี้แล้วครับ!
ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของระบบทันทีที่ลิงก์วางจำหน่ายพร้อมใช้งานผมจะรีบนำมาแปะให้ทุกท่านได้ร่วมพิสูจน์บทสรุปแห่งความแค้นนี้ทันทีครับ
ฝากติดตามและเป็กำลังใจให้ผลงานของผมด้วยนะครับ
ด้วยจิติญญาแห่งการรังสรรค์..... พิมภัสสร