“สิ่งเ้าเอ่ยออกมา ข้าเกรงว่าจะมิเหมาะสมกระมังเว่ยคัง” หยวนจื่อเซี่ยค่อยๆ เยือกเย็นขึ้น เมื่ออีกฝ่ายกำลังรุกล้ำเข้ามาในเส้นแบ่งเขตความอดทน
แม้ว่างานวันนี้จะยังไม่จบสิ้นลง แต่ก็คล้ายว่าจบแล้ว เพราะบัดนนี้ผู้คนภายในจวนเหลือเพียง 5 ตระกูล และผู้อื่นอีกเล็กน้อย หยวนจื่อเซี่ยจึงมิจำเป็ต้องเกรงใจใครอีกต่อไป กระทั่งเรียกนามในครั้งเก่าก่อนออกมา
ทว่าผู้ที่ถูกหมายหัวในขณะนี้กลับมิได้ร้อนรนอันใดนัก ยังคงเห็นว่าเป็เื่บันเทิงใจให้กล่าวต่อไป
“ไม่เหมาะอย่างไรกัน หากวันหน้าต้องแต่งเข้าเรือนพวกข้า วันนี้ก็ควรพบหน้ากันก่อนมิใช่หรือ” เว่ยคังผู้นี้ยังคงเอ่ยกล่าวออกมาต่ออย่างหน้าระรื่น โดยที่ด้านหลังยังมีอีกสองตระกูลที่กำลังยืนมองเื่สนุก โดยมิคิดจะห้ามปราม
“ใครอยากพบหน้าบรรพบุรุษเ้ากัน” จื่อหลินเอ่ยออกมาเบาๆ ให้ได้ยินกันเพียงสองคนกับจื่อหลิง ด้วยมีผ้าคลุมใบหน้านั้นอยู่ ผู้อื่นจึงมองไม่ออกว่าทั้งคู่กำลังสนทนากันหรือไม่
“จื่อหลิน จื่อหลิง รักษากิริยาด้วย” จิื่อฮวาหันไปมองน้องสาวทั้งสองและเอ่ยออกมา
“เ้าค่ะพี่สาว”
จื่อฮวาที่ได้ยินน้องสาวทั้งสองเอ่ยออกมาเช่นนั้น จึงเอ็ดอีกฝ่ายออกไป เช่นไรเสียการต่อปากต่อคำเช่นนี้ สตรีวัยปักปิ่นย่อมมิอาจกระทำ
ในขณะที่หยวนจื่อเซี่ยพยายามรักษาอารมณ์ตนเองเอาไว้ จ้าวเฟยก็ได้เดินมายืนอยู่ฝั่งของจื่อเซี่ย ทำให้บัดนี้คล้ายกับว่าเป็การยืนประจันหน้ากันของสองฝ่าย
“เกรงว่าจะกล่าวหนักเกินไปแล้ว อย่างไรเสีย ข้าย่อมให้บุตรสาวเป็คนตัดสินใจในเื่ของนางเอง มิอาจก้าวก่าย เช่นเดียวกับในอดีต”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เสี่ยวจูหน่อยถึงกับสงสัยในประโยคที่ท่านตาเอ่ยออกมา ทั้งสีหน้าของท่านตายาม ที่เอ่ยยังรู้สึกคับข้องหมองใจและเ็ปหนักหนา
หรือจะมีพี่น้องของมารดาแต่งงานที่โดนบังคับอีกหรือ ไม่ ๆ เป็ไปมิได้ แล้วเช่นนั้นใครกันเล่า
“หึ ได้อย่างไรกัน บุตรจะมิเชื่อฟังบิดาหรือไร เมื่อเ้าบอกให้นางทำ นางย่อมไม่เป็อื่น เช่นเดียวกับบุตรสาวข้าอย่างไรเล่า เช่นนั้นเ้าให้ข้าสั่งสอนให้ดีหรือไม่” พลางเหลือบไปมองยังบุตรสาวของตนเอง ที่มิได้ความงดงามล่มเมืองของตระกูลหยวนมาแม้แต่น้อย แต่ก็งดงามกว่าสตรีอันดับหนึ่งของหอนางโลมอยู่ไม่น้อย
เว่ยซินที่เห็นบิดามองมาที่ตนเองเช่นนั้น ก็ให้รู้สึกเศร้าในใจ ด้วยเพราะั้แ่มารดาเสียไป แล้วบิดายกอนุขึ้นเป็รอง ชีวิตนางก็กลายเป็เพียงหมากตัวหนึ่งที่มีไว้เชื่อมผลประโยชน์ต่อคนที่บิดา้า
“เื่ของครอบครัวข้า ย่อมมิต้องให้เ้ายื่นมือ” แม้จะอยากจับคนผู้นี้ลงไปทุบตีให้เจ็บช้ำ แต่ก็เกรงสายตาอีกคู่หนึ่งที่มองมาจะเสียใจไปมากกว่านี้ อย่างไรเสีย เืย่อมข้นกว่าน้ำ มิอาจทำอันใดที่วู่วามออกไป
เสี่ยวจูน้อยดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดมารดา เพื่อ้าให้มารดารู้ว่าตนเองอยากลงไปยืนเองบนพื้นเบาๆ แม่นมหยวนที่เห็นเช่นนั้นจึงรับคุณหนูน้อยลงมาจากอ้อมกอดมารดาและเป็คนจับจูงไว้เอง เพื่อมิให้คุณหนูใหญ่จื่อฮวา ต้องก้มๆ เงยๆ
“น่าขันนัก ข้าหรืออุตส่าห์หวังดี ให้คำแนะนำแก่หลานทั้งสองเชียวหนา” เว่ยคัง หรือท่านเขยรองของตระกูลหยวนที่ได้แต่งน้องสาวของนายท่านจื่อเซี่ยเข้าไป
หลังแต่งไปได้มินาน หยวนฮูหยินก็ตั้งครรภ์และคลอดเว่ยซินออกมาได้ไม่นานนัก เมื่อบุตรสาวได้หกหนาวนางก็จากไป จากที่ท่านหมอบอกว่าร่างกายอ่อนแอมานาน
เพียงแต่ไม่นานบุรุษจอมเสเพลเว่ยคังก็ได้เลื่อนตำแหน่งอนุภายในเรือนให้ขึ้นเป็ฮูหยินรอง โดยเว้นตำแหน่งฮูหยินเอกเอาไว้ เพื่อไม่ให้เป็ที่ครหา
หากแต่สาเหตุนี้ก็เป็สิ่งที่ทำให้ตระกูลหยวน และเว่ยเป็ปรปักษ์กันมานับแต่นั้น
“ผู้น้อยทั้งสองขอบพระคุณท่านอาเขยเ้าค่ะ” สตรีทั้งสองเห็นเช่นนั้นจึงหันมองหน้ากันและทำความเคารพออกมา เพื่อ้ายุติเื่ราวในวันนี้
ทว่าอีกฝ่ายกลับมิยอมจบ
“เพียงแค่บุตรสาวคนโต เกรงว่าคงมิหนำใจกระมัง ถึงอยากให้บุตรสาวทั้งสองตามรอยไปอีก”
อึก
หยวนจื่อเซี่ยได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปทันที ราวกับว่าอีกฝ่ายได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองมาแล้ว
เหล่าผู้คนในงานต่างก็หันมามองอย่างตกตะลึง คนผู้นี้มีแค่ปากแต่ไร้สมองจริงๆ กล้าพูดเื่เช่นนี้ออกมาได้โดยไร้หัวคิด
“หึ เกรงว่าเ้าจะปากมากไปแล้ว บุตรสาวข้าใช่คนที่เ้าจะสอดได้หรือ” หยวนจื่อเซี่ยคล้ายคนที่หมดความอดทนไปแล้วจริงๆ เขาย่อมมิสนใจชื่อเสียงอันใด นอกจากครอบครัวของตนเองมาั้แ่ต้น
ผู้อื่นย่อมรู้ แต่เว่ยคังผู้นี้ ไปกินหัวใจหมี ดีเสือมาจากที่ใดกัน
“คนเขาพูดกันไปทั่ว ท่านช่างเลี้ยงบุตรได้ดียิ่ง” พัดในมือโบกไปมาราวกับว่า มิถือว่าในเื่ที่เอ่ยออกไป ราวกับผู้าุโที่กำลังตักเตือนผู้น้อย
จ้าวเฟยที่ยืนข้างๆ หยวนจื่อเซี่ยเกรงว่างานมงคลในวันนี้ จะกลายเป็งานอัปมงคลเสียก่อนจึงเดินมาขวางทางของทั้งสองคนที่กำลังยืนประจันหน้ากันอยู่
“ใจเย็นๆ ก่อนเถิดหยวนจื่อเซี่ย แล้วก็เ้าด้วยเว่ยคัง ข้าว่าเื่เช่นนี้ ค่อยปรึกษาพูดคุยกันเพียงลำพัง มิดีกว่าหรือ” จ้าวเฟยเอ่ยออกมา สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
“แท้จริงแล้ว ทั้ง 5 ตระกูล ต่างก็ขัดผลประโยชน์กันอยู่ไม่น้อย ไม่นับว่าเป็มิตรและไม่นับว่าเป็ศัตรูต่อกัน เกรงว่าที่เ้าเอ่ยออกมาในเวลานี้ จะช้าไปหรือไม่ หึ” ซ่งเหลียนเอ่ยออกมา ใบหน้าเรียบนิ่งจดจ้องไปยังจ้าวเฟย