บทที่20
ออกว่าการครั้งแรก
ดวงอาทิตย์เริ่มส่องสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถามจากพ่อบ้านดูก็ได้ความว่าตอนนี้ต้นยามเฉินแล้วถึงเวลาที่เขาจะต้องออกไปประชุม ณ จวนว่าการเป็ธรรมดาของเ้าเมืองอย่างเขาที่มีงานการรัดตัวยิ่งโดยเฉพาะ่เวลาที่บ้านเมืองไม่สงบเช่นนี้
บ่าวรับใช้มาช่วยกันยกจานอาหารที่กินแล้วออกไปจนบนโต๊ะเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่าจากนั้นไม่นานหมอหลิวก็ยกล่วมยาของตัวเองขึ้นมาตั้งบนโต๊ะแทน
“ให้ข้าดูแผลของเ้าก่อนไป”หมอหลิวพูด ยังไม่ทันที่เซียวป๋อเหวินจะตอบเขาก็เอื้อมมือมาปลดสาบเสื้อของสหายแล้ว
“นี่เ้าทำอะไรระวังหน่อยสิแล้วนี้เหตุใดไม่ไปทำข้างในห้องเล่า” เซียวเหวินหยางพูดอย่างเก้อเขินมือทั้งสองข้างก็ดึงสาบเสื้อของตัวเองเอาไว้ “เดี๋ยวข้าปลดเอง”
หมอหลิวเห็นท่าทีของสหายแล้วได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเบื่อหน่าย“นี่เ้าเป็อะไรของเ้า จะมารักนวลสงวนตัวเยี่ยงสตรีเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกันเมื่อก่อนข้าทำแผลให้เ้าก็ไม่เคยเห็นว่าต้องเกรงใจสักหน่อย”
“ก็นั่นมันเมื่อก่อนเมื่อก่อนกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน” เซียวป๋อเหวินทำหน้าย่นใส่
“เอาเถอะรีบปลดเสีย เ้ายังมีเื่ที่ต้องทำอีกมากมิใช่หรือ ประเดี๋ยวก็ถึงเวลาที่ต้องไปว่าจวนว่าการแล้ว”หมอหลิวพูดอย่างรำคาน
ใช้เวลาตรวจดูแผลไม่นานก็เป็อันเสร็จเรียบร้อนเมื่อหมอหลิวบอกว่าไม่เป็อะไรต้องเป็ห่วงเซียวป๋อเหวินจึงออกไปประชุมราชการที่จวนว่าการได้อย่างสบายใจหัวหน้าองครักษ์กู้เห็นว่าวันนี้ท่านเ้าเมืองดูแจ่มใสมากเป็พิเศษก็อดที่จะสงสัยไม่ได้
“วันนี้ท่านเ้าเมืองดูอารมณ์ดีนะขอรับ”หัวหน้าองครักษ์กู้พูดเป็เชิงถามไม่เชิงถาม
“ทำไมหรือข้าดูผิดปกติหรืออย่างไร”เซียวป๋อเหวินถามกลับเนื่องจากเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะแปลกใจตรงไหน
หัวหน้าองครักษ์กู้กระแอมทีหนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า“ปกติแล้วข้าไม่เคยเห็นท่านเ้าเมืองมีท่าทีเช่นนี้มาก่อนเลยนะขอรับข้าว่าท่านเ้าเมืองปรับท่าทีให้ดูเคร่งขรึมอีกนิดดีหรือไม่วันนี้พวกเราจะต้องพูดคุยเื่ของโจรูเากัน”
เมื่อได้ยินคำของผู้ใต้บังคับบัญชาก็เหมือนกับว่าเขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าควรปฏิบัติตนเช่นไรเพราะที่ผ่านมาเขาทำตัวต่างไปจากเซียวป๋อเหวินคนเดิมจริง ๆหากว่าเป็่ที่ไม่เป็การเป็งานก็ไม่เป็ไรแต่ว่านี่เขาจะต้องไปประชุมกับเหล่าทหารมากมายจึงควรที่จะทำตัวให้น่าเกรงขาม
“จริงของเ้าข้าลืมไปเสียสนิทเลยว่าวันนี้พวกเราต้องพูดคุยเื่สำคัญยิ่ง”พูดจบเขาก็ปรับท่าทีให้เป็นิ่งขรึมในทันที
ที่จวนว่าการเหล่าแม่ทัพนายกองรวมถึงขุนนางที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงต่างก็รอต้อนรับเขาอยู่แล้วสีหน้าของทุกคนเคร่งเครียดเป็อย่างยิ่งเนื่องจากข่าวที่ได้รับมานั้นเป็ข่าวที่ไม่ค่อยจะดีนักและตอนนี้ก็รอการตัดสินจากท่านเ้าเมืองเพียงผู้เดียว
เซียวป๋อเหวินเดินไปนั่งที่ที่นั่งตำแหน่งประธานเขาวางมาดขรึมเต็มที่ทว่าในใจนั้นก็อดที่จะประหม่าไม่ได้เพราะนี้คือการวางแผนรบครั้งแรกของเขาถึงแม้จะไม่ใช่ครั้งแรกของเซียวป๋อเหวินแต่ว่ามันเป็ครั้งแรกของหยางจื้อเจ๋อชายผู้ซึ่งเป็ิญญามาเข้าร่างนี้ได้ไม่นาน
“พวกท่านว่ามาเถอะมีข่าวอะไรมาบ้าง” เขาเริ่มคำถามเหมือนที่เคยรับบทเป็แม่ทัพบทในละครที่ตนเคยแสดง
นายกองผู้หนึ่งก้าวเท้าออกมาข้างหน้าเขาจำได้ว่านายกองผู้นี้เป็หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนมีนามว่าซ่งเฟยหลง
“เมื่อวานนี้เกิดการปล้นหมู่บ้านที่ทางเหนือไกลจากเมืองถู่หยางไปประมาณยี่สิบลี้ของรับ”ซ่งเฟยหลงรายงาน
“พวกมันกล้าเข้ามาใกล้ถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่มันเหยียบจมูกข้าแล้วชัด ๆ”เซียวป๋อเหวินพูดขึ้นมาด้วยความโกรธโดยที่เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดถึงได้รู้สึกโกรธเป็ฟืนเป็ไฟถึงเพียงนี้หรือว่าอาจจะเป็จิตใต้สำนึกของเ้าของร่างที่ถ่ายทอดมายังตัวเขา
“อาจจะเป็เพราะว่าครั้งที่แล้วพวกมันเห็นว่าพวกเราพ่ายแพ้กลับมาถึงได้กำเริบเสิบสาน”ขุนนางจากเมืองหลวงคนหนึ่งพูด
“ข้าจะปล่อยให้เป็เช่นนี้ไม่ได้แล้วพวกเราจะต้องเตรียมการต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมและเมื่อข้าพร้อมเมื่อไรพวกเราจะยกทัพไปปราบพวกโจรูเานี่ให้สิ้นซากเสียที”เซียวป๋อเหวินพูด
จากนั้นเขาก็เรียกทุกคนให้เข้ามาใกล้ที่ตำแหน่งของกระบะทรายสำหรับวางกลยุทธ์ความคิดในหัวพรั่งพรูมาจากไหนก็ไม่รู้เต็มไปหมดทั้งจากประสบการณ์และความทรงจำของเ้าของร่างเดิมและจากประสบการณ์ในการอ่านหนังสือและศึกษาเื่ราวประวัติศาสตร์ต่าง ๆจากชาติที่แล้วทำให้เซียวป๋อเหวินกลั่นกรองความคิดออกมาจนกลายเป็กลยุทธ์ที่สุดยอดเหล่าแม่ทัพนายกองและขุนนางจากเมืองหลวงเมื่อได้ฟังแล้วก็เห็นด้วยอย่างไร้ข้อกังขา
“ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ทุกคนเตรียมการตามที่ข้าบอกไปได้เลย”เซียวป๋อเหวินหันไปสั่งงานผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ขอรับท่านเ้าเมือง”พวกเขาต่างก็พยักหน้ารับคำ
ในขณะที่เซียวป๋อเหวินกำลังประชุมอย่างเป็การเป็งานอยู่นั้นอีกด้านหนึ่งของเมืองก็มีงานประชุมเช่นกันทว่าเป็งานประชุมของเหล่าบรรดาหญิงสาวกลุ่มผู้คลั่งไคล้ท่านเ้าเมืองที่ตอนนี้กำลังนั่งพูดคุยกันเื่ที่พวกนางคิดว่าสำคัญอยูที่หอน้ำชาฮวาอี้
เื่ที่พวกนางประชุมกันอยู่นั้นก็หนีไม่พ้นเื่การจัดทำของขวัญที่จะมอบให้กับท่านเ้าเมืองเนื่องในวันที่เขาหายจากอาหาราเ็สตรีหลายนางลงความเห็นกันว่านี่จะเป็วิธีหนึ่งที่จะให้กำลังใจแก่ท่านเ้าเมืองเพื่อให้ร่างกายของเขาฟื้นตัวเร็วๆ
ฟางหนิงฮวาเองก็อยู่ในกลุ่มกับเหล่าหญิงสาวเหล่านี้ด้วยแต่เนื่องจากเป็สมาชิกใหม่จึงไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงมากมายนักทว่าก็เข้าร่วมฟังกับผู้อื่นอย่างใจจดใจจ่อ
“ข้าคิดว่าพวกเราควรจะรวมเงินกันเพื่อซื้อหยกปัดภัยร้ายให้เขาดีหหรือไม่”สตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้น
“แต่ว่าหยกปัดภัยร้ายนั้นเขาจะต้องสวมติดตัวตลอดเวลาถึงจะได้ผลเช่นนั้นจะไม่เป็การเกะกะเขาหรอกหรือข้าว่าอย่างน้อยเขาต้องมีหยกประจำตระกูลห้อยอยู่แล้วเป็แน่” หญิงสาวอีกคนแย้งขึ้น
เกิดเสียงซุบซิบกันดังระงมราวกับจั๊กจั่นในยามค่ำคืนเมื่อหญิงสาวทั้งห้าสิบกว่านางต่างก็พยายามช่วยกันออกความคิดว่าจะจัดหาของสิ่งใดให้เป็ของขวัญแก่เซียวป๋อเหวินดีบางคนเพ้อเจ้อถึงขั้นจะไปสั่งชุดเกราะตัวใหม่ให้เขาเพราะคิดว่าครั้งที่แล้วที่เขาาเ็นั้นเป็เพราะชุดเกราะที่เขาสวมใส่อยู่ไม่ดีพอไม่สามารถป้องกันเขาจากคมดาบของศัตรูได้
ฟางหนิงฮวาได้ยินความคิดต่างๆ แล้วก็รู้สึกว่าไม่มีความคิดไหนที่เข้าท่าเลยในที่สุดก็เดินออกมาจากหอน้ำชาฮวาอี้อย่างเงียบ ๆ
นางคิดว่าหากเป็เขาก็คงไม่สนใจของพวกนี้ที่บรรดาหญิงสาวกลุ่มผู้คลั่งไคล้ท่านเ้าเมืองซื้อให้หรอกเพราะอย่างไรเสียเขาเองก็มาจากตระกูลร่ำรวย มีเงินมากพอที่จะซื้อของพวกนี้ได้สบายบางทีให้เขาไปแล้วเขาอาจจะเก็บไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วลืมมันไปเลยก็ได้
หญิงสาวเดินกลับบ้านไปโดยที่ไม่คิดจะสนใจกลุ่มผู้คลั่งไคล้เหล่านี้อีกนางเพียงคิดว่าหากจะทำให้ตนเองอยู่ในสายตาของเซียวป๋อเหวินนั้นควรจะต้องทำตัวให้มีค่าน่าสนใจหากทำเหมือนกับหญิงสาวพวกนี้อย่างไรเขาก็ไม่สนใจอยู่ดีตอนนี้อย่างน้อยนางก็มีซาลาเปารูปแบบใหม่ที่คาดว่าน่าจะดึงดูดใจเขาได้แล้วหญิงสาวพวกนั้นเทียบนางไม่ติดเลยแม้แต่น้อย