การมาของหวังลี่เหยาทำให้หลี่เข่อชิงรู้สึกหดหู่ไปทั้งวัน แม้ว่าตอนที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอมาเยี่ยมเธอจะสามารถปรับอารมณ์และสีหน้าให้ดีขึ้นยามอยู่ต่อหน้าพวกเขาได้แต่พอพวกเขากลับไปแล้วความรู้สึกหดหู่ก็ยังไม่อาจจะจางหาย หวังลี่เหยากับโจวสวินทำผิดต่อเธอก็จริง แต่ที่จริงแล้วคนที่ควรจะถูกกล่าวโทษก็คือตัวเธอต่างหาก หลี่เข่อชิงเฝ้าวนเวียนกล่าวโทษตนเองอีกครั้งจนทำให้ยามที่เธอหลับใหลไปนั้นเธอฝันเห็นเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องสูญเสียลูกไปอีกครั้ง
บ้านของเธอและมู่ไป๋อยู่ในเขตหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่นอกเมือง มีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ติดกับบริเวณบ้าน ลูกๆ ของเธอชอบให้เธอพาพวกเขาไปเดินเล่นที่นั่น วันเกิดเื่เธอพึ่งจะทะเลาะกับหวังลี่เหยามาตอนที่ลูกๆ ขอให้เธอพาออกไปเธอจึงสั่งให้พี่เลี้ยงพาพวกเขาออกไปแทน เธอเอาแต่จ่อมจมกับความรู้สึกผิดหวังที่ถูกเพื่อนและคนรักหักหลัง จนลืมเื่ความปลอดภัยของลูกๆ พอเธอคิดได้ก็เป็เื่ที่สายไปเสียแล้ว ลูกๆ กลับบ้านผิดเวลาพี่เลี้ยงก็ไม่ยอมกลับมาเสียทีทำให้เธอรู้สึกว่าเป็เื่ที่ผิดปกติเธอจึงได้รีบเดินออกจากบ้านเพื่อไปตามหาพวกเขา
“มีเด็กตกน้ำ” เสียงคนพูดคุยกันทำให้เธอรีบเร่งฝีเท้าไปที่ทะเลสาบเมื่อเธอเห็นว่าพี่เลี้ยงเด็กกำลังะโขอให้คนช่วยเธอก็รีบวิ่งลงไปในทะเลสาบในทันที แต่เพื่อนบ้านหลายคนกลับช่วยกันดึงเธอเอาไว้แล้วพูดกับเธอว่าบึงลึกมากให้เ้าหน้าที่ช่วยเด็กๆ ดีกว่า หลี่เข่อชิงได้แต่ร่ำไห้และจ้องมองเ้าหน้าที่ที่กำลังดำผุดดำว่ายด้วยสายตาแห่งความคาดหวัง แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเป็ชั่วโมงแล้วลูกของเธอก็ยังไม่กลับมา ทำให้เธอไม่อาจจะครองสติได้อยู่อีกต่อไป
“เข่อชิง หลี่เข่อชิง” เสียงเรียกของมู่ไป๋ทำให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเขาเธอก็โผเข้าหาอ้อมกอดของเขาแล้วก็ร้องไห้ออกมาอย่างเช่นทุกครั้งที่เธอฝันถึงเื่นี้
“คุณคะ ฉันฝันอีกแล้ว ฉันฝันถึงลูกๆ ของพวกเราอีกแล้ว” เธอพูดพึมพำพลางร้องไห้ออกมา หากเป็ในยามปกติมู่ไป๋มักจะโอบกอดเธอเอาไว้แล้วก็พูดคำเดิมซ้ำๆ ว่า “ไม่ใช่ความผิดของคุณ” เพื่อปลอบโยนเธอแต่คราวนี้กลับผิดแผกแปลกไปกว่าเดิมเมื่อมู่ไป๋ไม่ได้ปลอบโยนเธอแถมยังทำตัวแข็งทื่อยามที่เธอโอบกอดเขาอีกด้วย
“คุณคะ!” หลี่เข่อชิงเอ่ยเรียกเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจพลางจ้องมองเขาอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุว่าเพราะอะไรเขาจึงได้ไม่เหมือนเดิม
ยามที่หลี่เข่อชิงเงยหน้าขึ้นไปมองเขา มู่ไป๋เองก็กำลังก้มลงมาจ้องมองเธอเช่นกัน ใบหน้าที่ทั้งอ่อนกว่าวัยและยังคงหนุ่มแน่นของเขาทำให้เธอตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จวบจนประตูถูกเปิดออกแล้วคุณพ่อกับคุณแม่ของเธอเดินเข้ามาเธอจึงรีบผละออกจากอ้อมแขนของเขาแล้วใช้หลังมือเช็ดน้ำตาของตนเองในทันที
“พวกเธอ…ทำอะไรกัน” คุณแม่ของเธอเอ่ยถามเมื่อสามารถหาเสียงของตนเองเจอแล้ว
“หนูฝันร้ายค่ะ คุณหมอมู่ก็เลยมาช่วยปลุกหนู” หลี่เข่อชิงพูดแก้ตัวพลางขยับตัวลงไปนอนบนเตียง คุณพ่อกับคุณแม่จ้องมองเธอด้วยสายตาที่กำลังบอกว่าไม่เชื่อ แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าที่ดูเหมือนว่ากำลังขัดเขินอยู่ของมู่ไป๋ทุกคนจึงไม่ได้เอ่ยถึงเื่เมื่อครู่นี้ออกมาอีก
“จริงสิหมอมู่ไม่รู้ว่าเข่อชิงจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน คุณด้วยไม่ทราบว่าหลังจากนี้พอจะมีเวลาให้พวกเราได้หรือไม่ ผมตั้งใจว่าจะซื้อบ้านสักหลังให้เข่อชิงและคุณเพื่อเป็ของขวัญแต่งงาน ก็เลยอยากให้ไปเลือกบ้านกันด้วยตนเอง” คำพูดของหลี่เจียงทำให้มู่ไป๋รีบเอ่ยปากปฏิเสธในทันที
“ขอบคุณมากครับแต่เื่บ้านผมเตรียมเอาไว้แล้วตั้งใจว่าเมื่อทางพวกคุณพร้อมเมื่อไหร่จะพาพวกคุณไปดูว่าชอบหรือไม่ ถ้าชอบผมก็ตั้งใจว่าจะซื้อด้วยตนเองถึงอย่างไรเื่บ้านก็คือสิ่งสำคัญสำหรับการเริ่มต้นของครอบครัว” พอได้ยินคำว่าบ้านหลี่เข่อชิงก็รีบพยักหน้าในทันที
“ฉันขอไปเลือกบ้านด้วยตนเองได้ไหมคะ ส่วนเื่ที่ว่าใครจะเป็คนซื้อนั้นฉันคิดว่าคุณอย่าปฏิเสธน้ำใจของท่านเลย ถ้าคุณรู้สึกลำบากใจมอบเงินที่จะซื้อบ้านก้อนนั้นให้ฉันก็ได้ค่ะ วันหน้าหากคุณคิดจะลงทุนทำธุรกิจฉันก็จะได้มีเงินเอาไว้คอยช่วยเหลือคุณ” คำพูดของหลี่เข่อชิงทำให้ทุกคนหันไปมองเธอด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมคะ พอหนูกระตือรือร้นเื่การใช้ชีวิตคู่และการแต่งงานขึ้นมาถึงกับรู้สึกรับหนูกันไม่ได้ขึ้นมาเลยหรือ” เมื่อหลี่เข่อชิงพูดเช่นนี้หลิวเพ่ยก็รีบส่ายหน้าในทันที
“ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่รู้สึกประหลาดใจที่ลูกพูดรู้จักพูดถึงอนาคตด้วยความจริงจังเช่นนี้” คำพูดของหลิวเพ่ยทำให้หลี่เข่อชิงส่งมอบรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสดใสไปให้คุณแม่ของเธอ
“คุณพ่อกับคุณแม่เหนื่อยเพราะหนูมานานมากแล้ว หนูควรจะทำตัวเป็ผู้ใหญ่ให้สมกับอายุเสียที หนูเป็คนไม่ฉลาดหนูรู้ตัวดีแต่คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะวันหน้าหนูจะต้องพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน” คำพูดของหลี่เข่อชิงทำให้หลี่เจียงถึงกับทำมีความภาคภูมิใจพาดผ่านใบหน้า แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาก็ยังคงเป็คำพูดที่เต็มไปด้วยความตำหนิบุตรสาวอยู่เช่นเดิม
“คนปกติที่ไหนเขากล้าพูดออกมาได้อย่างเต็มปากว่าตัวเองไม่ฉลาด เฮ้อ ลูกสาวของฉันคนนี้นี่มันไม่ได้เื่เลยจริงๆ วันหน้าคงต้องรบกวนคุณหมอมู่ช่วยดูเธอให้ดีแล้ว” คำพูดของคุณพ่อของเธอไม่ได้ทำให้หลี่เข่อชิงรู้สึกไม่พอใจเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว ด้วยรู้ดีว่าแท้จริงแล้วท่านไม่ได้คิดอย่างที่พูดหลี่เข่อชิงจ้องมองผู้าุโของตนเองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
'ชาติก่อนฉันเป็คนโง่! แต่ชาตินี้ฉันตั้งใจว่าจะไม่โง่! แล้ว' หลี่เข่อชิงคิดพลางหันไปมองมู่ไป๋ที่ในยามนี้มีรอยยิ้มเล็กๆ ประดับอยู่ที่ริมฝีปาก พอรู้ว่าเธอกำลังมองเขาอยู่รอยยิ้มก็พลันจางหายไปแล้วกลายเป็สีหน้าที่ดูเหมือนว่าจะมีความอึดอัดและขัดเขินขึ้นมาแทน ท่าทีเช่นนี้ของมู่ไป๋ทำให้หลี่เข่อชิงพลันยิ้มออกมา และคิดในใจว่าดูเหมือนว่ามู่ไป๋ตอนหนุ่มๆ จะสามารถอ่านสีหน้าได้ง่ายดายกว่าที่เธอจำได้ เป็เช่นนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะตอนนี้เธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าพ่อของลูกของเธอจะต้องเป็เขาเท่านั้น