หอหงไถ
หวังหยวนกลับมาถึงหน้าประตูหอหงไถด้วยร่างกายและหัวใจที่สั่นสะท้าน เขารับปากเด็กๆ ด้านในเอาไว้ว่าจะนำพี่น้องของพวกเขากลับมาส่งให้ได้ แต่เวลานี้..ขาไปตนรับเด็กออกไปทั้งหมด 8 คน ขากลับมีเพียงเด็ก 2 คนที่ได้กลับมาถึงหอหงไถ
มองเห็นทหารที่ยืนเฝ้าหน้าประตูหอหงไถเป็นประจำพากันเดินออกไปลาดตระเวนทางด้านอื่น ลมหายใจที่กลั้นเอาไว้สุดกำลังของหวังหยวนก็ค่อยพอหายใจออกมาได้บ้าง เขากลัวจะถูกตำหนิเหลือเกินแล้วที่ไม่สามารถพาเด็กๆ กลับมาได้ครบ แม้ว่าเวลานั้นตนจะไม่ได้อยู่สนับสนุนการตัดสินใจของเด็กๆ ก็ตามที
“เฉาหวา อี้ฝาน ทำไมพวกเจ้ากลับมากันแค่สองคน” ฉู่หลิงถลาออกมาหาเด็กชายหญิงสองคนทันที
หวังหยวนตกตะลึงกับร่างงามที่วิ่งมาทางตนจนขาแข็ง ไม่คิดว่าพี่สาวที่เด็กๆ พูดถึงจะเป็นสตรีงดงามถึงเพียงนี้
“แม่นางผู้นี้คือ?” หวังหยวนอดถามไม่ได้ สตรีงดงามเช่นนี้เมื่อสามปีก่อนย่อมต้องอยู่ในระดับดาวประจำหอเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะไม่เคยเห็น เพราะเขาเคยเข้ามารับส่งผู้คนในหอหงไถเป็นประจำ
“ท่านคงเป็นท่านอาหวัง เด็กๆ พูดถึงท่านให้ข้าฟังอยู่บ่อยๆ เจ้าค่ะ ข้าฉู่หลิงเป็นหญิงพเนจรที่เด็กๆ เคยช่วยเหลือไว้ข้าไม่มีที่พึ่งพิงจึงขออาศัยอยู่กับเด็กๆ เจ้าค่ะ ท่านรีบบอกข้าก่อนว่าเด็กที่เหลือหายไปไหนกันหมด” ฉู่หลิงร้อนใจจนหน้าซีดมือสั่น
“เข้าใจแล้วแม่นางฉู่ เรื่องมันเป็นอย่างนี้…” หวังหยวนเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้หญิงสาวรวมทั้งเด็กๆ และท่านยายเฉินที่ตามออกมาภายหลังได้รับรู้พร้อมกัน
“เถ้าแก่หลี่ไม่อยู่ในร้าน ข้าจะตามเขาไปก็คงไม่ทันเลยมัวแต่ไปถามหาคนรู้จักเพื่อหยิบยืมเงิน แต่ไม่มีผู้ใดมีเงินมากถึง 20 ตำลึงให้ยืมได้ทันที กลับมาอีกครั้งเด็กหกคนก็ยอมรับข้อตกลงของอีกฝ่ายจากไปแล้ว ข้าจะติดตามไปดูที่โรงเตี๊ยมก็กลัวว่าประตูเมืองจะปิดเสียก่อน คนทางหอหงไถจะเป็นห่วงหนักกว่าเดิม เลยรีบพาสองคนนี้กลับมาส่งข่าว”
“20 ตำลึง! ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ แล้วเด็กๆ เป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้" ยายเฉินร่างซวนเซเมื่อคิดถึงหลานๆ ที่ต้องไปตกระกำลำบาก
“ท่านยายเฉิน ข้าขอโทษ ข้ามันไม่ดีเองทั้งๆ ที่รับปากท่านเอาไว้แล้วว่าจะดูแลพวกเขาให้” หวังหยวนทุบอกชกตัวด้วยความเสียใจ บุตรชายกับบุตรสาวสองคนของเขาก็มีอายุไล่เลี่ยกับเด็กกลุ่มนี้จึงอดผิดหวังในตัวเองไม่ได้
“ท่านยาย ท่านอาหวังใจเย็นๆ กันก่อนเจ้าค่ะ สตรีแซ่กู้นั่นก็ทำเรื่องเปิดเผยต่อหน้าทุกคน คงจะไม่มีอะไรร้ายแรงมากนักหรอกเจ้าค่ะ เจียวจูกับเจียวจ้านก็เข้มแข็งพวกเขาสองคนดูแลน้องๆ ได้แน่นอน พรุ่งนี้ข้าจะรวบรวมเงินไปไถ่ตัวเด็กเล็กๆ ออกมาก่อน”
หญิงสาวเดินหายเข้าไปในหอหงไถ ส่วนเด็กคนอื่น ๆ และหวังหยวนก็ช่วยกันพยุงร่างชราของนางเฉินกลับเข้ามาที่ห้องโถง
ฉู่หลิงแยกเงินส่วนหนึ่งเก็บเอาไว้ต่างหาก นางตั้งใจว่าจะสะสมเงินส่วนนี้ไว้สำหรับซื้อที่ทางในอนาคตหากว่าเจ้าหน้าที่ทางการขับไล่เด็กออกจากหอหงไถ เงินในหีบที่เจียวจูหยิบออกไปจึงเป็นเพียงเงินส่วนของค่าใช้จ่ายประจำวันเท่านั้น
“ข้ามีอยู่ 8 ตำลึงเงิน พรุ่งนี้เราจะขายกระต่ายที่เลี้ยงไว้ออกไปให้หมด รวมกับเงินที่เหลืออยู่ที่เฉาหวาอย่างไรก็ไถ่ตัวเด็กเล็กสองหรือสามคนได้แน่นอน” ฉู่หลิงรู้สึกเจ็บไปที่หัวใจ เจียวจูกับเจียวจ้านขึ้นแท่นเป็นลูกรักของนาง แต่ดูแล้วนางคงต้องปล่อยเขาสองคนให้ทำงานอยู่ข้างนอกสักระยะ แล้วต้องหาหนทางหาเงินอีกครั้ง
ห้องโถงใหญ่กลางหอหงไถเงียบสนิทอยู่เป็นเวลานาน แม้ว่าจะเป็นที่เข้าใจกันว่าเด็กหกคนจะปลอดภัยอยู่ในเมืองสือเจีย แต่พวกเขาก็อยู่ร่วมกันมานาน เด็กๆ จึงมีอาการเซื่องซึมกันไม่น้อย
“คนของทางการจะว่าอย่างไรบ้างเล่า แม่นางไม่ลองไปแจ้งกับพวกเขาเผื่อพวกเขาจะช่วยเหลือได้” หวังหยวนอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่กล้าเอ่ยปาก เขากลัวแทบแย่เมื่อนึกว่าทหารอาจจะลงโทษตนที่ปล่อยให้เด็กๆ เกิดเรื่องราวใหญ่โต
“ท่านอาหวัง แท้จริงแล้วทางการไม่ได้ให้ความสนใจกับเด็กๆ ที่อยู่ที่นี่เลยเจ้าค่ะ พวกเขาเพียงแค่เวทนาสงสารและปฏิบัติกับพวกเราเหมือนที่ชาวบ้านกระทำ เมื่อเด็กๆ เติบโต พวกเขาก็คงจะขับไล่พวกเราออกไปเช่นกัน พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ หรอก”
หวังหยวนทั้งดีใจและเศร้าใจไปพร้อมกัน หากทางการไม่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ ตนก็คงไม่โดนลงโทษ แต่เมื่อรู้ว่าเด็กๆ จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นเพิ่มเติม หวังหยวนก็สงสารเด็กที่เหลือขึ้นมาอีกครั้ง
“มืดค่ำแล้ว ท่านอากลับไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ เรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัยข้าไม่ตำหนิท่านหรอก ซ้ำยังต้องขอบคุณท่านอาด้วยที่เป็นห่วงเด็กๆ พรุ่งนี้เราจะหยุดขายซาลาเปา เพราะร้านเถ้าแก่หลี่ก็คงจะปิดเช่นกัน ท่านอาช่วยมารับข้าในยามซื่อ (9.00-10.59) แล้วกันนะเจ้าคะ ข้าจะมัดกระต่ายเตรียมเอาไปขายรออยู่ที่นี่”
“ขอบใจแม่นางที่เข้าใจ ตกลงพรุ่งนี้ข้าจะมาเร็วสักหน่อยเผื่อจะช่วยอะไรเพิ่มได้อีก” หวังหยวนรับปากแล้วก็เดินคอตกกลับไปขึ้นเกวียนลาของตน
“ท่านยายเฉิน ท่านค้างคืนที่นี่สักคืนเป็นไร จิตใจท่านไม่ค่อยสงบเกิดเป็นลมเป็นแล้งยามดึกจะยุ่งเจ้าค่ะ” ฉู่หลิงหันมาปลอบใจหญิงชราแทน
นางเฉินสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ พยายามตั้งสติ
“เจ้าลองดูสิว่าหาอะไรแอบออกไปขายหาเงินได้บ้างอีก หากไม่ได้ก็ขายที่ดินของข้าไปสักหมู่เอาเด็กๆ กลับมาให้ครบ” นางเฉินน้ำตาคลอเบ้าตัดสินใจเด็ดขาด
ฉู่หลิงมองไปรอบกาย ข้าวของที่หอหงไถพอจะขายออกไปได้โดยสะดวกที่ไม่ขาดเลยก็คือเสื้อผ้า แต่เสื้อผ้าวับแวมสีสันจัดจ้านเหล่านั้นคนปกติก็คงไม่ซื้อไปใช้เป็นแน่ รองลงมาก็เป็นสบู่แต่เด็กๆ รวมทั้งตนเองต้องทำปลาฆ่ากระต่ายเอาเนื้อ หากไม่มีสบู่ก็จะเหม็นคาวติดตัวกันทั้งวัน คิดขายออกไปก่อน เวลาต้องซื้อกลับมาจะราคาแพงยิ่งกว่าเดิม สิ่งที่พอจะขายได้ก็ยังมีตะเกียงที่เหลืออยู่ราว 10 กว่าดวง ซึ่งนางก็คิดจะขายออกไปเช่นกัน
ส่วนที่ดินของท่านยายเฉินนั้นหญิงสาวไม่กล้ารับน้ำใจไว้ วันใดที่เด็กๆและตนเองถูกขับไล่ กระท่อมผุพังของท่านยายเฉินก็คงจะเป็นที่ซุกหัวนอนและพื้นที่ทำกินที่พวกนางจะพึ่งพาได้เพียงแห่งเดียว
นางอยากได้พลังและความสามารถในฐานะแวมไพร์กลับมาเหลือเกินแล้ว แม้แวมไพร์อย่างนางจะหาเงินไม่เป็น แต่อย่างน้อยนางก็จะไปดูดเลือดคนพวกนั้นเอามาเป็นบริวารเสียให้หมด ก้อนเลือดน้อยๆ ของนางจะได้ปลอดภัย
“ชีวิตมนุษย์ช่างยากเย็นเหลือเกินท่านยาย ข้าเหนื่อยเหลือเกินแล้ว” หญิงสาวเริ่มท้อใจกับสภาพที่ช่วยเหลือตัวเองยังไม่รอดของตน
“เด็กๆ กลับไปนอนไป พรุ่งนี้เรายังมีเรื่องต้องทำกันอีกมาก ท่านยายท่านก็ไปพักเสียก่อนเถิดเจ้าค่ะ เราต้องแก้ปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน” ฉู่หลิงต้อนเด็กชายหญิงให้ไปล้างหน้าล้างมือ ส่งพวกเขาที่เหลือกลับเข้าห้องพักของตนเองไปทีละคนจนครบ
หลังจากเห็นท่านยายเฉินถูกตงเหม่ยพาไปพักผ่อนจนหลับไปแล้ว ฉู่หลิงก็คัดเลือกตะเกียงออกมา 9 ดวงเตรียมไว้ขาย นางไม่สามารถขายตะเกียงทั้งหมดออกไปได้เพราะที่นี่มีคนอยู่หลายคน ในอนาคตนางยังต้องใช้พวกมันอยู่
ภาพวาดหญิงชายที่กำลังเสพกามารมณ์ในแต่ละท่วงท่าที่เคยแขวนอยู่บนผนังในหอหงไถ ถูกหญิงสาวรื้อออกจากหีบไม้มาอีกครั้ง นางฉีกภาพวาดออกไปเผาไฟทิ้ง ให้เหลือไว้แต่เพียงกรอบไม้ด้านนอกแต่ก็ยังรวบรวมได้ไม่ถึง 20 ชิ้น เพราะภาพส่วนใหญ่ถูกวาดลงบนผืนผ้าและไม่ได้ใส่กรอบให้สวยงาม มีเพียงภาพที่ใช้ประดับในห้องโถงใหญ่กับห้องรับรองแขกส่วนตัวจึงจะมีกรอบอยู่
ถ้วยจานกระเบื้องที่นางให้เด็กๆ นำออกมาใช้ ฉู่หลิงก็บรรจงจัดเรียงให้เป็นชุดเพื่อเตรียมจะขายออกไปเช่นกัน นางยังเหลือถ้วยข้าวดินเผาและไม้อีกเป็นจำนวนมากไว้ใช้
นางพยายามทำงานเพื่อให้ลืมความอดสูและความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ไม่สามารถรักษาอาหารตัวอ้วนของตนเองไว้ได้ ผ่านไปครึ่งค่อนคืนฉู่หลิงที่ห่วงเด็กๆ จนนอนไม่หลับก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความอ่อนแอในฐานะมนุษย์ของตน เผลอหลับไปในที่สุด