ภายในกระโจมบัญชาการ กลิ่นควันเทียนและกลิ่นแผนที่หนังสัตว์เก่าลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
พระยาโลกยืนกอดอก สีหน้าเคร่งเครียด ขณะฟังรายงานของภูผา
“พวกมันไม่ได้คิดบุกตีเมืองแบบเดิม คงคิดจะล้อมเมืองจนกว่าเสบียงจะหมด รอให้อ่อนแอแล้วค่อยบุกตีซ้ำ”
ภูผาใช้ปลายมีดลากลงบนแผนที่ตรงแนวค่ายพม่า
“พระเ้าอลองพญาให้สร้างค่ายเป็ระยะ รุกคืบเข้ามาช้าๆ”
“ใช้ปืนใหญ่กดดันทีละชั้น”
“พอถึงระยะยิงกำแพงได้จริง และมีกำลังมาเพิ่มเมื่อนั้นคงเปิดศึกใหญ่เต็มรูปแบบ”
บรรยากาศในกระโจมเงียบลงทันที
นายทหารหลายคนสีหน้าไม่ดีนัก
เพราะทุกคนรู้ดี ว่านี่คือวิธีรบที่น่ากลัวที่สุด
ไม่ผลีผลาม
ไม่เปิดช่อง
ค่อยๆ บีบศัตรูจนหายใจไม่ออก
พระยาโลกถอนหายใจยาว ก่อนหยิบหนังสือคำสั่งจากวังหลวงขึ้นมา
“แต่ทางวัง…มีคำสั่งให้ตั้งรับ”
เสียงของท่านเต็มไปด้วยความหนักใจ
“ห้ามเปิดศึกใหญ่”
“ให้ยื้อเวลาไว้ รอน้ำเหนือหลากลงมา”
“หากน้ำท่วมค่ายพม่า พวกมันอาจเสียหายหนักจนถอยทัพกลับเอง”
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในกระโจมยิ่งอึดอัดกว่าเดิม
นายทหารบางคนกำหมัดแน่น
บางคนกัดฟันจนกรามสั่น
ภูผาเองก็เงียบไปพักหนึ่ง
เขาเข้าใจเหตุผล
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่าคำสั่งเช่นนี้กำลังบั่นทอนกำลังใจของทหารอยุธยาทีละนิด
หลายปีที่ผ่านมา อยุธยาใช้วิธี “ตั้งรับ” เช่นนี้มาหลายครั้ง
ปล่อยให้ข้าศึกสร้างค่าย
ปล่อยให้ศัตรูตั้งมั่น
ปล่อยให้ทหารตัวเองมองดูอย่างคับแค้น
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
เมื่อทัพพม่ามาถึง พวกมันเริ่มสร้างค่ายใหญ่ทันที
ต้นไม้จำนวนมหาศาลถูกโค่น
กำแพงไม้สูงค่อยๆ ผุดขึ้นรอบค่าย
ปืนใหญ่ถูกลากเข้าประจำจุด
แต่ภายในกรุงศรีอยุธยา…
ตลาดยังเปิด
เสียงดนตรียังดัง
ขุนนางบางส่วนยังจัดงานเลี้ยงราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ภาพเ่าั้ยิ่งทำให้เหล่าทหารชายแดนรู้สึกอัดอั้น
ทหารหลายกองเริ่มบ่นกันเงียบๆ
“ปล่อยให้มันสร้างค่ายอีกแล้ว…”
“รอจนมันประชิดเมืองทุกที”
“จะให้พวกข้าถือดาบไว้ดูเล่นรึ”
แต่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งวังหลวง
ทุกคนทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั่งอย่างจำยอม
คืนนั้น ภูผานั่งอยู่บนหอเฝ้ายาม มองแสงไฟของค่ายพม่าที่ส่องอยู่ไกลลิบ
ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ถ้าปล่อยต่อไป พวกมันจะยิ่งแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ”
พระยาโลกหันมามอง
ภูผาหรี่ตา
“ต้องหาทางล่อให้กองทัพใหญ่พม่าออกจากค่าย”
“ขอเพียงพระเ้าอลองพญาออกมา…”
แววตาของเขาเย็นเฉียบขึ้นทันที
“ข้าจะหาโอกาสลอบสังหารมันเอง”
คำพูดนั้นทำให้นายทหารรอบข้างนิ่งงัน
แม้ฟังดูบ้าบิ่น
แต่ทุกคนกลับรู้สึกว่า…ชายหนุ่มตรงหน้าพูดจริง
พระยาโลกมองภูผาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้าๆ
“ข้าจะไปพบพระยาตาก”
“หากจะมีใครคิดแผนดึงทัพพม่าออกมาได้…คงมีแต่เขา”
ภูผาค้อมศีรษะเล็กน้อย
หลังจากนั้น พระยาโลกก็รีบออกเดินทางทันที
่เวลารอคอยเริ่มต้นขึ้น
และเป็่เวลาที่เต็มไปด้วยความกดดัน
ทุกวัน ทัพพม่าขยับเข้ามาใกล้อีกนิด
ทุกวัน เสียงตอกไม้สร้างค่ายดังใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนภูผา…ก็ไม่ได้อยู่นิ่ง
ลึกเข้าไปในป่าริมน้ำ เสียงะเิดังสนั่นขึ้นเป็ระยะ
ตูม!!
ฝูงนกแตกตื่นบินหนีกระจาย
พันรีบเอามือปิดหู ก่อนร้องลั่น
“ไอ้บ้า! นี่มันธนูอะไรกันวะ!”
“ไม่ต้องจุดไฟ ก็แตกะเิได้กระนั้นหรือ”
ภูผายืนถือคันธนูสีดำอยู่บนโขดหิน ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ
เบื้องหน้าคือซากต้นไม้ที่ถูกแรงะเิฉีกกระจาย
“ธนูหัวะเิ”
ทองขาวเลิกคิ้ว
“เ้าคิดของประหลาดได้อีกแล้ว แต่อันนี้หน้ากลัวมาก ข้าเริ่มกลัวแทน สำหรับคนที่จะตกเป็เป้าหมายของมันแล้ว”
ภูผาหัวเราะเบาๆ
เขานำดินะเิที่ได้จากพ่อค้าเมืองจีน มาดัดแปลงใส่หัวลูกธนูซ่อนกลไกลเข็มชนวนไว้ภายใน
แม้ยังไม่สมบูรณ์นัก
แต่หากใช้จู่โจมระยะใกล้…
มันจะกลายเป็อาวุธที่สร้างความปั่นป่วนได้อย่างมหาศาล
ส่วนเวลาที่เหลือ ภูผากลับใช้ไปกับการฝึกฝนให้เรือนแก้ว
ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำ หญิงสาวกำลังยืนหลับตา ฟังเสียงน้ำไหล
“ไม่ต้องฝืน ปล่อยให้ไหลไปอย่างอิสระ เพียงเฝ้าติดตามมองดู”
ภูผาพูดช้าๆ
“จงฟังจังหวะ”
“พลังของคลื่น…ไม่ใช่การปะทะตรงๆ”
“แต่มันคือการไหล การส่งแรงอย่างต่อเนื่อง”
เรือนแก้วพยักหน้า ก่อนขยับฝ่ามือช้าๆ
ฟุ่บ…
แรงลมเบาๆ เคลื่อนตามการเคลื่อนไหวของนาง
จากช้า…กลายเป็เร็ว
จากอ่อนโยน…กลายเป็รุนแรงในพริบตา
ตูม!
ฝ่ามือของนางผลักกระแทกต้นไม้ใหญ่ จนใบไม้ร่วงลงมา ทั้งต้นสั่นเบา
เรือนแก้วเบิกตากว้างอย่างใ
ส่วนภูผากลับยิ้มออกมา
“ดีมาก”
“ตอนนี้เ้าเริ่มเข้าใจแล้ว”
อีกด้านหนึ่ง ทองขาวและเจี่ยวเจี่ยวเองก็ฝึกด้วยกันแทบทุกคืน
เสียงกระบี่ปะทะกันดังแว่วกลางความมืด
ทั้งสองต่างมีวิชาคนละแนว
ทองขาวหนักแน่น ดุดัน ราวพยัคฆ์
เจี่ยวเจี่ยวรวดเร็ว เฉียบคม ราวอสรพิษ
แต่เมื่อทั้งคู่เริ่มแลกเปลี่ยนวิชาให้กัน…
ฝีมือกลับพุ่งขึ้นอย่างน่ากลัว
แม้แต่ภูผายังมองออก
ว่าทองขาวกำลังก้าวเข้าสู่ระดับใหม่
ส่วนเจี่ยวเจี่ยวเอง ก็เริ่มเปิดใจมากขึ้นทีละน้อย
เวลาผ่านไปครึ่งเดือน
แนวค่ายพม่าขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมมาก
ปืนใหญ่เริ่มยิงถึงค่ายทหารชั้นนอกของอยุธยาแล้ว
เสียงะเิดังขึ้นแทบทุกวัน
เปลวไฟและควันดำลอยขึ้นจากแนวป้องกันด้านหน้า
แต่ถึงอย่างนั้น…
คำสั่งจากวังหลวงก็ยังเหมือนเดิม
“ห้ามเปิดศึกใหญ่”
ความอัดอั้นเริ่มลุกลามไปทั่วกองทัพ
จนกระทั่งคืนหนึ่ง
ม้าเร็วจากพระยาตากก็มาถึงค่าย
ชายส่งสารรีบลงจากม้า ก่อนยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้พระยาโลก
เมื่ออ่านจบ…
ดวงตาของท่านก็เปลี่ยนไปทันที
ก่อนเงยหน้ามองภูผา
แล้วพูดสั้นๆ
“มีแผนแล้ว”.